โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TTB เล็งปิดดีลซื้อ “บล.ธนชาต-ที ลีสซิ่ง” จาก TCAP-MBK เสริมแกร่งเครือข่ายธุรกิจแบงก์

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 08 พ.ย. 2567 เวลา 06.46 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB เปิดเผยผ่านข้อมูลสารสนเทศตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Nonbinding Memorandum of Understanding) กับ TTB เพื่อขายหุ้นของ บริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ที่ TCAP ถืออยู่ทั้งหมดให้แก่ธนาคารเพื่อกำหนดข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และหลักการสำหรับการเจรจาร่วมกันต่อไปเกี่ยวกับการเข้าทำธุรกรรมต่างๆ ระหว่างคู่สัญญา โดยภายหลังการลงนามในบันทึกข้อตกลงแล้วคู่สัญญาจะเข้าตรวจสอบวิเคราะห์สถานะกิจการ (Due Diligence) จัดเตรียม พิจารณา ต่อรอง และตกลงเข้าทำสัญญาตามที่คู่สัญญาจะได้ตกลงกันต่อไปนั้น

ปัจจุบัน บล.ธนชาต มีผู้ถือหุ้นหลัก ได้แก่ TCAP เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 2,698,959,721 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 89.97 ของจeนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว และธนาคารฯ เป็นผู้ถือหุ้น 300,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 10

TTB ระบุว่า การเข้าถือหุ้นทั้งหมดใน บล.ธนชาต จะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้าน Wealth Ecosystem และความสามารถในการแข่งขันของธนาคารฯ ผ่านจุดแข็งของบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่อยู่ในธุรกิจมายาวนานและมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ย่อมสร้างความไว้วางใจและความมั่นใจให้กับลูกค้าหากจะเข้ามาเป็นบริษัทย่อยของธนาคารฯ ในการให้บริการด้านการเงินใน 2 ส่วนหลักด้วยกัน

ส่วนแรก ได้แก่ บริการด้านการลงทุนสำหรับลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้ารายย่อยกลุ่มมั่งคั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังการรวมกิจการ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการจาก บล.ธนชาต ซึ่งมีความหลากหลาย และเมื่อรวมกับผลิตภัณฑ์และบริการที่ธนาคารฯ มีอยู่ในปัจจุบัน ก็จะช่วยยกระดับบริการด้านการลงทุนให้มีความครบครันในที่เดียว (One Stop Service)และช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการพอร์ตความมั่งคั่ง (Wealth Management) ได้ครบทุกแง่มุมการลงทุนแบบ 360 องศา และในส่วนที่สอง ได้แก่ บริการสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ก็จะช่วยยกระดับบริการด้านการบริหารเงินทุนที่ธนาคารฯ มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ด้านวาณิชธนกิจ บริการด้านตลาดทุน รวมถึงการน เสนอเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding Memorandum of Understanding) กับ TTB เพื่อขายหุ้น บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด ที่ MBK ถืออยู่ทั้งหมดให้แก่ TTB จากนี้จะเจรจาร่วมกันต่อไปเกี่ยวกับการเข้าทำธุรกรรมต่างๆ โดยจะร่วมกันทำ Due Diligence จัดเตรียม พิจารณา ต่อรอง และตกลงเข้าทำสัญญาตามที่คู่สัญญาจะได้ตกลงกันต่อไป

ปัจจุบัน ที ลีสซิ่ง มี MBK ถือหุ้น 239,999,998 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์มีประสบการณ์ในธุรกิจยาวนานกว่า 30 ปี ทั้งยังมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความรู้และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและตัวแทนจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ที่ครอบคลุม โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือพนักงานเงินเดือนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในด้านการเงิน ที ลีสซิ่ง มีฐานะทางการเงินและคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ

TTB เห็นว่าจากจุดแข็งดังกล่าวและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สอดคล้องกัน จึงเล็งเห็นถึงศักยภาพของ ที ลีสซิ่ง ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดแพลตฟอร์ม Car Ecosystem ของธนาคารฯ ให้มีบริการเช่าซื้อที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารฯ ยังเห็นโอกาสในการนำเสนอ (Cross Sell) สินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไปยังฐานลูกค้ากลุ่มพนักงานเงินเดือนที่อยู่บนแพลตฟอร์ม Payroll Ecosystem ซึ่งปัจจุบันธนาคารฯ มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้กว่า 1 ล้านราย

ทั้งนี้ ลูกค้ากลุ่มพนักงานเงินเดือนถือเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพและความเสี่ยงต่ำ สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพของธนาคารฯ

สำหรับธนาคารเชื่อว่าการเข้าทำธุรกรรมนี้จะช่วยยกระดับการให้บริการสำหรับลูกค้า สร้างโอกาสในการทำงานให้กับพนักงานจากการขยายขอบเขตงานใหม่ๆ และสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับผู้ถือหุ้น ถือได้ว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย จึงเป็นที่มาของการลงนามในบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้

ธนาคารฯ มีแผนการจัดหาเงินทุนโดยใช้แหล่งเงินทุนภายใน ซึ่งได้แก่ การใช้สภาพคล่องส่วนเกินที่มีอยู่ และส่วนทุน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างมีนัยสำคัญ โดย ณ สิ้นไตรมาส 3/67 อัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) ของธนาคารอยู่ที่ 19.7% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) อยู่ที่ 17.3% เทียบกับเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท. กำหนดไว้ที่ 12.0% และ 9.5% ตามลำดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...