โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลามาคราวนี้กรุงศรีต้องไม่แตก

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 25 ม.ค. 2567 เวลา 14.39 น. • บุรุษขี้เหงา
จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อคนคลั้งประวัติศาสตร์2คนย้อนกลับไปในยุคอยุธยาตอนปลายพร้อมความสามารถขั้นเทพ

ข้อมูลเบื้องต้น

บทนำ

ป้องกับปราบ คู่หูสายคลั่งประวัติศาสตร์ ผู้มีความฝังใจในเรื่องการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2ขนาดหนักจากการดู(เสพ)ละคร หนัง บลาๆๆ จนมีความคิดว่าถ้าย้อนอดีตไปได้จต้องทำทุกทางให้กรุงศรีอยุธยาไม่ล่มสลายไทยจะได้เป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในดินแดนนี้ โดยหารู้ไม่ว่าพวกตนจะได้ย้อนยุคไปสมใจอยาก

ถึงคุณผู้อ่าน

นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของตัวผมเอง โดยให้ป้องและปราบเป็นตัวแทน ผมว่าคงจะมีคนคิดแนวๆนี้เช่นกันว่า ถ้ากรุงศรีอยุธยาไม่ล่มสลายไปในปี2310ล่ะประเทศไทยจะเป็นยังไง เราจะถูกอังกฤษหรือฝรั่งเศสยึดเหมือนเพื่อนบ้านเพราะการไม่พัฒนาตนเองหรือเปล่าหรือจะรุ่งเรื่องเป็นมหาอำนาจจากการที่ป้องและปราบย้อนกลับมาพร้อมกับความสามารถสุดคาดเดา เชิญทุกท่านเสพไปด้วยกันเลยครับ แต่หากทุกท่านอ่านแล้วไม่พอใจ
ผมขออภัยด้วยนะครับ

หมายเหตุ นี่คือนิยายแนวย้อนยุค ประวัติศาสตร์บางประการอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงหรืออาจเพิ่มเสริมเติมแต่งเพื่ออรรถรสของนิยายไม่เหมาะสมกับผู้ต้องการข้อมูลที่แน่นอนสำหรับเอาไปใช้สอบวิทยฐานะศาสตราจารย์
ดอกเตอร์ใดๆทั้งสิ้นหากไม่ชอบขอความกรุณาออกจากนิยายเรื่องนี้แล้วไปอ่านเรื่องอื่น ขอบคุณครับ

บทที่1 ความวุ่นวายในเรือนเจ้าพระยาทั้งสอง

ปีพุทธศักราช2285 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ณ.เรือนเจ้าพระยามหาเสนา เกิดเหตุวุ่นวายหนักด้วยบุตรชายคนโตถูกทำร้ายระหว่างไปขอฤกษ์บวชจนหมดสติไม่ฟื้นมาได้สามวันแล้ว

“พวกเอ็งสืบมาได้แล้วรึไม่ว่าผู้ใดทำร้ายลูกกู”เสียงเจ้าพระยาผู้พ่อตวาดดังลั่นท่ามกลางบ่าวไพร่นับร้อย

‘หาสืบทราบได้ไม่ขอรับ พวกมันลงมือเชี่ยวชาญนักเลือกทำร้ายคุณอินในทางเปลี่ยวอีกทั้งฝีมือร้ายกาจ ฆ่าบ่าวทั้งสิบของคุณอินตายสิ้น กระผมว่านี่ใช่พวกโจรธรรมดาแล้วขอรับ’

“อันใดกันกูรึก็หามีศัตรูที่ใหนไม่จักมีก็แค่พวกที่เขม่นกันในคราพ่ออยู่หัวออกพระโรงว่าราชการเพียงเท่านั้นหากแค้นเคืองกูใยไม่ลงที่กู ใยต้องลงที่ลูกกูด้วย โธ่พ่ออินลูกพ่อ”

‘เจ้าคุณพี่ ถ้าลูก ถ้าลูกไม่ฟื้นขึ้นมาจะทำเยี่ยงใดดีเจ้าคะพ่อศรีเองก็ติดพี่ออกขนาดนี้ พ่ออินฟื้นกลับมาหาพ่อกับแม่เถิดหนาลูกอย่าจากพ่อแม่แลน้องเจ้าไปเลย ฮือออออ’เสียงคร่ำคราวของท่านผู้หญิงจันทน์ภรรยาเอกเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าพระยามหาเสนาดังก้องไปทั้งเรือน ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นให้กับเจ้าพระยาท่านให้หนักขึ้นไปอีก

“แม่จันทน์น้องอย่าโศกเศร้าเสียใจไปเลยพี่มิยอมให้ลูกชายเราต้องตายอย่างแน่นอนเจ้าเชื่อพี่เถิดหนา”เจ้าพระยามหาเสนาพูดพลางดึงร่ายเมียรักมากอดปลอบทั้งๆที่ตนเองก็ทุกข์ใจเช่นกัน

ในขณะที่เรือนเจ้าพระยามหาเสนากำลังทุกข์ใจเพราะลูกคนโตถูกทำร้าย ที่เรือนของเจ้าพระยาจักรีผู้เป็นเกลอกับเจ้าพระยามหาเสนาก็กำลังเป็นทุกข์หนักเช่นกันด้วยพ่อยศลูกชายคนโตเกิดล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุต้องวิ่งวุ่นตามหมอยามีชื่อมารักษากันเป็นการใหญ่แต่อาการกลับไม่ทุเลาลงแม้แต่น้อย

‘ท่านหมอๆๆทางนี้ขอรับท่านหมอ’

‘ประเดี๋ยวๆก่อนเอ็งนี่ผ้านุ่งข้าจะหลุดแล้วหน้าช้าๆหน่อยแลว่าอาการผู้ไข้มาหน่อยเถิด’

‘คุณยศเธอป่วยจนสิ้นสติสมประดีมาสามวารเข้านี่แล้วขอรับกินอะไรก็ไม่ได้ขย้อนออกมาจนหมดตัวรึก็ร้อนปานเพลิงสุม เพลานี้ท่านเจ้าพระยาแลท่านผู้หญิงเปนทุกข์หนักหนาแล้วขอรับท่านหมอ’

‘เออาการชะนี้หาเคยได้ยินมาก่อนไม่ โรคอันใดถึงขนาดกินอะไรไม่ได้แลสิ้นสติจนสามวาร เอาล่ะๆข้าจะดูอาการคุณยศก่อนแต่จักรักษาได้รึไม่เปนอีกเรื่อง’

‘ขอรับท่านหมอ’

“เปนเยี่ยงใดบ้างท่านหมอพ่อยศลูกข้ามีหนทางแก้ไขให้ฟื้นคืนกลับมารึหาไม่” เจ้าพระยาจักรีผู้เป็นพ่อถามอาการลูกชายต่อท่านหมอด้วยเสียงที่อ่อนล้าจากการกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะห่วงลูก

‘ขอเรียนท่านเจ้าพระยาตามตรงอาการลักษณะเยี่ยงคุณยศเปนอยู่นี้หาเคยมีในตำราการแพทย์ใดๆไม่ข้าน้อยจัดยาถอนพิษไฟในกายคุณยศแล้วทว่าทันทีที่ยาเข้าปากกลับขย้อนออกมาจนสิ้นแลตัวคุณยศที่ร้อนอยู่แล้วกลับร้อนมากกว่าเดิมสุดปัญญาของข้าน้อยแล้วขอรับ’

‘หมายความว่าพ่อยศลูกข้าจักต้องตายรึท่านหมอ มันไม่จริงใช่ใหมท่านหมอ ท่านพูดสิว่ามันไม่จริง
ฮือออ พ่อยศลูกแม่ แม่รึเลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบใหญ่ได้20ขวบปีกำลังจักได้บวชเรียนกับพ่ออินเกลอลูกแล้วแท้ๆเจ้าจะมาจากไปแล้วรึลูก’ท่านผู้หญิงเนียมภรราเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าพระยาจักรีคร่ำครวญอย่างหนักเรือนกายที่เคยสวยงามพลันเศร้าหมองเพราะความทุกข์

“แม่เนียมน้องอย่าเสียใจไปเลยลูกเราต้องไม่ตาย ลูกเราต้องรอดได้บวชเรียนแลได้ไปรับราชการสนองพระเดชพระคุณน้องจงเชื่อพี่เถิดหนา”เจ้าพระยาจักรีกล่าวปลอบพลางตระกรองกอดเมียรักไว้แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำเยี่ยงใดต่อไป

วันต่อมาที่พระราชวังหลวงในการประชุมขุนนางตามปกติ เจ้าพระยาทั้งสองที่เป็นเกลอกันต่างถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน

ณ.ท้องพระโรงหน้า พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท

“เป็นเยี่ยงใดบ้างพ่อทอง(เจ้าพระยามหาเสนา)ยินว่าหลานถูกทำร้าย จับตัวคนร้ายได้รึยังแลอาการพ่ออินเปนเยี่ยงใดบ้างเล่า”

“ขอบใจที่ถามไถ่หนาพ่อโชติ(เจ้าพระยาจักรี)ยังจับพวกริยำนั้นมิได้เลย แต่ที่แน่ๆหาใช่โจรธรรมดาเปนแน่ ส่วนอาการนั้นสาหัสนักเพลานี้ก็ยังมิฟื้น แล้วพ่อยศเล่ายินว่าได้ไข้หนักนักเปนเยี่ยงใดบ้าง”

“ได้ไข้หนักอยู่พ่อทองตัวรึก็ร้อนดังไฟสุมหมอยากี่คนๆก็ว่าไม่มีหนทางรักษา บ้างก็ว่าอาการนี้ไม่มีในตำราบ้างฉันกลุ้มเหลือเกินพ่อทองเอ้ย”

พ่ออยู่หัวเสด็จแล้ว

ถวายบังคมพระพุทธเจ้าค่า

‘ตามสบายเถิดวันนี้มีการอันใดเกิดขึ้นฤาไม่เล่าแจ้งมาดูทีรึ’

พระยากาญจนบุรี “ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้ามีการอันสืบทราบมาแต่พุกามประเทศว่าบัดนี้ได้มีพรานป่าผู้หนึ่งในแดนชเวโบนามอองเชยะตั้งตนเป็นผู้นำของชาวบ่ะหม่าแลนำกำลังยึดดินแดนทางตอนเหนือของพุกามสิ้นแล้วพระพุทธเจ้าค่า

พระยาโกษาธิบดี “ขอเดชะปีนี้การค้าสำเภาหลวงไปต้าชิงได้รับทรัพย์เปนอันมาก แลการปฏิสังขรพระที่นั่งวิหารสมเด็จก็จวนจะเสร็จตามพระราชประสงค์แล้วพระพุทธเจ้าค่า”

พระยาพลเทพ “ขอเดชะหัวเมืองปักษ์ใต้มีใบบอกเข้ามาในกรุงแจ้งว่าเกิดพายุใหญ่บันดาลฝนห่าใหญ่จนนาล่มตั้งแต่เมืองพริบพรีจนถึงเมืองบางนราจึงขอพระราชทานพระมหากรุณาละเว้นภาษีที่นาในขวบปีนี้พระพุทธเจ้าค่ะ”(สีหน้ามีเลห์นัย)

พระยายมราช “ขอเดชะบัดนี้มีรายงานเหตุร้ายขึ้นในกรุงความว่ามีโจรผู้ร้ายก่อเหตุมิเว้นวันแลยังจับมิได้รายล่าสุดคือพ่ออินบุตรท่านเจ้าพระยามหาเสนา อัครมหาเสนาบดีฝ่ายกลาโหมจึงขอพระราชทานทหารหลวงออกติดตามจับกุมพระพุทธเจ้าค่ะ”

‘มีความจะแจ้งแถลงไขแต่เพียงเท่านี้รึ เอาล่ะเยี่ยงนั้นกูก็จะสั่งการล่ะหนา ไอ้กาญจนบุรีความที่มึงแจ้งนับว่าสำคัญนักเอ็งจงติดตามข่าวของอ้ายหัวโพกผ้าจัญไรนั่นไว้ให้ดีมีความคืบหน้าอันใดที่กูต้องรู้จงเร่งส่งใบบอกมาหากู ดูทีว่าอ้ายอองเชยะนั่นคงจักมิหยุดเพียงแค่รวบรวมแผ่นดินพุกามประเทศเปนแน่’ พระยากาญจนบุรี“พระพุทธเจ้าค่ะ”

‘ไอ้โกษาได้ยินที่มึงว่าเยี่ยงนี้มันดีชะจริง มึงจงเอาเงินจากคลังบางส่วนตั้งโรงทานเลี้ยงดูราษฎรแลหากวิหารสมเด็จซ่อมเสร็จแล้วก็แก้เครื่องยอดพระที่นั่งสรรเพชญด้วยหนาปิดทองเครื่องลำยองให้หมด จริงสิจัดซื้อปืนไฟพวกวิลาศมาด้วยหนา’ พระยาโกษาธิบดี“พระพุทธเจ้าค่ะ”

‘ไอ้พลเทพข่าวที่มึงได้รับนี่จริงเท็จเยี่ยงใดพวกกรมการเมืองช่วยเหลืออันใดราษฎรบ้างในใบบอกนั่นเขียนมาหมดรึไม่ มึงเอาใบบอกมาให้กูดูก่อนเรื่องล่ะเว้นภาษีกูจะตรองเอง หากกูสอบสวนทวนความแล้วหาเปนดังมึงว่ากูจะลงอาญามึงเข้าใจรึไม่’ พระยาพลเทพ“พระพุทธเจ้าค่ะ”

‘ไอ้ยมราชหากการเป็นดังมึงว่าราษฎรจะไม่ปลอดภัยกูอนุญาติให้นำทหารหลวงออกไปทำการได้กวาดล้างพวกมันให้หมด หึชะรอยจะเปนไอ้พวกหางเปียที่ภักดีต่อโกษาจีนคนสนิทอ้ายพี่ขี้ครอกกูเปนแน่ หากเปนดังกูคาดการณ์ เห้ยไอ้ยมราชฟังกูหากสืบทราบว่าเปนอ้ายพวกไว้หางเปียย่านนายก่ายทำจริงก็จัดการจับกุมมาสอบสวนแลลงอาญาเสียทั้งสิ้นอย่าได้ล่ะเว้น’ พระยายมราช“พระพุทธเจ้าค่ะ”

‘เอาล่ะถ้าพวกมึงมิมีอันใดจะแจ้งต่อกูแล้วงั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ พวกมึงกลับไปทำหน้าที่ของมึงต่อได้เว้นแต่ไอ้มหาเสนาแลไอ้จักรีอยู่ก่อน’

พ่ออยู่หัวเสด็จขึ้นนนนน

ถวายบังคมพระพุทธเจ้าค่ะ

หลังจากจบการประชุมเช้าพ่ออยู่หัวก็เสด็จมายังท้องพระโรงหลังพร้อมด้วยเจ้าพระยามีชื่อทั้งสองเพื่อถามไถ่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามที่ทรงได้รับแจ้งมา

‘อย่างไรว่ะไอ้ทองไอ้โชติหน้าตาบอกบุญมิรับเลยหนาอาการลูกชายมึงทั้งสองสาหัสมากขนาดนั้นเทียวรึ เล่าแจ้งให้กูฟังบ้างก็ได้หนาเยี่ยงไรเสียพวกมึงทั้งสองก็เปนผู้มีคุณต่อกูเมื่อคราที่พี่กูทุรยศยกบัลลังค์ให้อ้ายอภัยก็เปนมึงทั้งสองที่เปนหัวเรี่ยวหัวแรงทวงสิทธิโดยชอบธรรมคืนให้กับกูหาไม่อ้ายหลานเนรคุณนั่นคงฆ่ากูเสียก่อนนั่งเมืองไปแล้ว เล่ามาเถิดหากมันจะทำให้ความทุกข์ในใจพวกมึงบรรเทาลงได้บ้างกูก็ยินดี’

เจ้าพระยามหาเสนา “พระพุทธเจ้าค่ะ ทรงพระกรุณาต่อข้าพระพุทธเจ้าเหลือเกิน พ่ออินบุตรข้าพระพุทธเจ้า จนปานนี้ยังมิฟื้นคืนกลับมา ด้วยเหตุที่ถูกทำร้ายมาสาหัสอยู่ แต่ว่าหมอหลายคนก็บอกว่าอาการพ้นมือพญามัจจุราชแน่แล้ว แต่หาแจ้งไม่ว่าเหตุใดจึงมิฟื้นพระพุทธเจ้าค่ะ”

เจ้าพระยาจักรี “ขอเดชะพ่อยศบุตรของข้าพระพุทธเจ้าหาต่างจากพ่ออินลูกของพ่อทองไม่ ต่างเพียงว่าพ่อยศเป็นอาการป่วยโดยหาเหตุมิได้ ข้าวน้ำก็หากินได้ไม่ สุดปัญญาที่ข้าพระพุทธเจ้าจะช่วยลูกแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ”

‘แล้วหมอหลวงที่กูส่งไปเล่าหารักษาได้ไม่เลยรึ ไอ้ทองไอ้โชติ ว่าเยี่ยงไรหมอหลวงออกการลูกของมันทั้งสองแม้แต่มึงก็หารักษาได้ไม่เลยงั้นรึ’

หลวงทิพยโอสถ “พระพุทธเจ้าค่ะ อาการบุตรของท่านเจ้าพระยาทั้งสองหนักหนายิ่งนักแลเปนอาการที่ไม่เคยมีในตำราแพทย์ใดๆมาก่อนไม่ว่าจะให้ยาขนานใดฤารักษาเยี่ยงใดก็หาตอบสนองไม่พระพุทธเจ้าค่ะ”

‘เปนเยี่ยงนั้นรึโรคอันใดกันแน่ เหตุใดจึงไร้หนทางรักษา ไอ้ทองไอ้โชติกูมิรู้แล้วว่าจักช่วยพวกมึงเยี่ยงใดดี’

‘มหาบพิตรหาต้องทำอันใดไม่ บุตรของเจ้าพระยามีชื่อทั้งสองหามีภยันตรายใดจนถึงแก่ชีวิตดอก อีกมินานพวกเขาก็จะฟื้นคืนกลับมาพร้อมกับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ พลังที่เทพยดาเจ้าผู้อารักษแผ่นดินทรงโปรดประทานให้ ขอมหาบพิตรแลโยมเจ้าพระยาทั้งสองอย่าได้กังวลไปเลย’

‘เจ้าประคุณแตงโม’ “สมเด็จเจ้าแตงโม!!!”

เสียงของพระมหาเถระผู้เป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าเสือ พระเจ้าท้ายสระ และพระองค์เองปรากฏตัวยังท้องพระโรงหลังเมื่อใดหามีใครทราบไม่จนกระทั่งได้ยินเสียงจึงได้รู้

‘เขาหลับเพราะต้องหลับแลจะตื่นเมื่อถึงเวลา เมื่อเขาตื่นแล้วโยมทั้งสองรวมถึงมหาบพิตรจักต้องเกื้อหนุนเขาในสิ่งที่เขาคิดจักทำ อย่าสงสัยในสิ่งที่เขาเป็น อย่ากังวลว่าความสามารถของเขาจักเปนภัยต่อบ้านเมือง เขาจักบอกก็ต่อเมื่อเขาต้องการจักบอกอย่าได้คาดคั้นเขา ภายภาคหน้าลูกของโยมทั้งสองจักนำพาแผ่นดินนี้ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหนือมหานคราใดๆในสกลชมพูทวีปนี้ อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึงเทียวล่ะ’

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และเจ้าพระยาทั้งสองได้ยินในสิ่งที่สมเด็จพระสังฆราชแตงโมกล่าวเช่นนั้นก็ดีใจโสมนัสยินดีเป็นอย่างมาก และยิ่งรู้ว่าลูกชายของตนจะเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ถึงขนาดนั้นต่างก็มีสุขอย่างล้นเหลือตั้งใจว่าหากลูกตนฟื้นกลับมาเมื่อใดก็จะสนับสนุนลูกทุกอย่าง

'สาธุ หากการเปนดังที่เจ้าประคุณผู้เปนปรมาจารย์ของโยมกล่าวมาฉะนี้ โยมก็เบาใจ
สิ่งที่โยมมุ่งหวังมีเพียงแผ่นดินนี้สงบร่มเย็นสมณะพราหมณาจารย์ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขทุกทิวาราตรี โยมจะทำตามที่พระคุณเจ้าบอกกล่าวทุกประการ จักไม่คาดคั้นสงสัยในสิ่งใดที่พ่ออินแลพ่อยศทำ หากมันทั้งสองจะนำพาแผ่นดินนี้ให้เจริญรุ่งเรืองได้โยมก็มีสุขหนักหนาแล้วขอรับ'

‘เจริญพรมหาบพิตร แลโยมทั้งสอง ขอให้จำเริญสุขศิริสวัสดิ์เทอญ’

บทที่2 ดวงชะตาพลิกผันจนต้องย้อนสู่อดีต

กรุงเทพมหานคร ปี2563

“ปราบเที่ยงแล้วกินไรดีวะ” ป้องร้องถามเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ไม่รู้ดิ กินไรก็ได้ง่ายๆหลังมอล่ะกัน วิจัยในชั้นเรียนยังไม่เสร็จเลยเนี้ย”

“เออไปหาไรใส่ท้องก่อนเหอะว่ะแล้วค่อยมาปั่นต่อ อีกแค่2บทเอง”

“แค่ห่าไรล่ะมึงตั้ง2บทต่างหากล่ะว่ะ ไปๆๆหาไรแดกกัน”

ป้องและปราบเพื่อนรักเพื่อนชี้มาตั้งแต่เด็กๆแถมมีนิสัยเหมือนกันคือบ้าประวัติศาสตร์ขั้นสุด โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เหตุก็มาจากทั้งหนังและละครย้อนยุคต่างๆที่มักจะอิงช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาที่สุดและยิ่งฉากในตำนานต่างๆยิ่งทำให้ทั้งคู่ฝังจิตฝังใจจนกู่ไม่กลับ

“พ่อๆทำไม่คนใส่ผ้าโพกหัวต้องเผาเมืองเราด้วยล่ะ”

‘เพราะเราแพ้สงครามพม่าจึงทำลายเมืองเราไงล่ะลูก’

“แล้วทำไมเราแพ้ล่ะครับพ่อ”

‘เพราะคนในเมืองแตกความสามัคคีแบ่งพรรคแบ่งพวกกันชิงอำนาจกันจนเมืองอ่อนแอจนไม่อาจสู้ข้าศึกได้ไงลูก’

“ค่อยดูนะถ้าหนูย้อนไปในยุคนั้นได้เราต้องชนะแน่ๆ”

'คุยกันสนั่นเลยทั้งพ่อทั้งลูก แม่ว่าลูกจะอินกับละครเกินไปแล้วนะ เวลาและกระแสน้ำมันไหลไม่หวนกลับหรอก
ไปนอนได้แล้วลูก'

ทั้งคู่อินกับหนังและละครพวกนั้นหนักมากจนศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงปลายยุคอยุธยากันอย่างจริงจังทว่าความจริงกับเรื่องในละครนั้นกลับย้อนแย้งอย่างหน้าประหลาดมีทั้งที่บอกว่าช่วงปลายยุคอยุธยานั้นการค้าขายรุ่งเรืองราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขมั่งคั่งร่ำรวยจนถึงขนาดส่งส่วยแทนการเข้าเดือนรับราชการ บ้างก็ว่าในยุคพระเจ้าเอกทัศน์
ทรงโปรดให้ปรับปรุงมาตราชั่งตวงวัดให้มีมาตรฐานและใช้มาจนปัจจุบัน บ้างก็ว่าที่แพ้ข้าศึกเพราะว่าเกณฑ์ไพร่ไม่พอบ้าง ผลจากการศึกษาเรื่องราวนี้อย่างจริงจังทำให้ทั้งคู่คิดอยากจะเป็นครูด้วยอยากจะสอนนักเรียนให้รับรู้ปมประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง แต่ฝันนั้นดูท่าจะยาวใกลเพราะตอนนี้ทั้งคู่กำลังคร่ำเคร่งกับการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อจบการศึกษาอยู่เลย

“ป้าแม้นคร้าบเอากะเพราหมูกรอบพิเศษไข่ดาวเอาเผ็ดๆนครับ”

‘จ้าๆหนูปราบกินแบบเดิมทุกวันเลยไม่เบื่อเหรอลูกแล้วหนูป้องล่ะ ผัดขี้เมาทะเลเผ็ดๆเหมือนเดิมใช่ใหม’

“คร้าบป้าแม้น แหมรู้ใจผมจริงๆเลย”

‘ไม่รู้ได้ยังไงตั้งแต่ปี1ยันปี5ก็กินแต่แบบนี้ไปนั่งก่อนนะลูกเดี๋ยวป้าทำให้ จะจบกันแล้วสิเรียนจบแล้วจะลืมป้ารึเปล่าน๊า’

“ไม่ลืมหรอกครับป้า ผมกับป้องอยู่กรุงเทพอยู่แล้วยังไงก็มีเหตุให้ต้องมาแถวนี้บ่อยๆอยู่แล้วยังไงพวกผมก็จะแว๊ะมากินร้านป้าเหมือนเดิมครับ

‘เอาใจคนแก่รึเปล่าน๊า เอาได้แล้วจ้ากินให้อร่อยนะลูก’

ทั้งคู่กินเมนูโปรดของตนเองอย่างรวดเร็ว ทว่าทั้งคู่ต่างรู้สึกเหมือนกันว่าทำไมอาหารที่กินมาตลอดมันกลับอร่อยมากกว่าทุกวันในวันนี้ได้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่คิดอะไรมากเพราะว่าทั้งคู่ต้องรีบกลับไปทำวิจัยให้เสร็จเพื่อจบการศึกษาจะได้ไปสอบรับราชการให้สมใจเสียที โดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกไม่นานจุดเปลี่ยนของชีวิตกำลังจะมาถึง

“โอ้ อิ่มจังเลยครับป้าวันนี้ทำไมมันอร่อยกว่าทุกๆครั้งเลยล่ะครับ”

“นั่นน่ะสิครับป้าของผมก็เหมือนกันกับไอ้ปราบทำไมมันอร่อยกว่าทุกๆครั้งล่ะครับ”

‘หืม ป้าก็ทำแบบเดิมมาตลอดเลยนะลูกปรุงแบบเดิมทำแบบเดิมเลย พวกหนูคิดไปเองรึเปล่าลูก’

“สงสัยคงเพราะผมกับไอ้ปราบหิวมากล่ะมั๊งครับ แหะๆ นี่ครับเงิน ไปไอ้ปราบไปปั่นวิจัยกันต่อเราจะได้เรียนจบชะที”

“เออๆๆ นี่ครับป้าค่าอาหาร ไปล่ะนะครับป้า”

‘เออะไรกันนะทั้งสองคนวันนี้ทำไมแปลกๆ หื้อ ว้ายหัวๆหายไป อ่าวยังอยู่นี่เห้อสงสัยจะแก่มากจริงๆแล้วสิเราตาฝ้าฝางไปหมดล่ะ’

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เพราะป้าแม้นแก่ แต่สิ่งที่เห็นนั้นเป็นความจริงปราบและป้องเงาหัวหายไปแว็บนึงจริงๆซึ่งป้าแม้นจะรู้เอง ส่วนทั้งสองคนต่างก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายต่อตนเอง ทั้งคู่ต่างเร่งปั่นงานวิจัยของตนเองให้เสร็จก่อนที่จะกลับบ้านในตอนหัวค่ำ ในขณะที่ทั้งสองนั่งแท็กซี่กลับบ้านพร้อมๆกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

โครมมมมมม!!!!!

‘แย่แล้วคานเหล็กซ่อมสะพานตกทับรถ เรีกรถพยาบาลเร็ว’

‘โอ้ยท้ายรถแหลกขนาดนั้นเรียกมูลนิธิเถอะ ศพไม่น่าสวยแล้ว’

ในกรุงเทพฯแห่งนี้ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมอยู่ๆคานเหล็กขนาดใหญ่ก็หล่นลงมาทับรถแท็กซี่ที่ทั้งปราบและป้องนั่งมาแถมทับด้านหลังพอดีคนขับไม่เป็นอะไรเลย แต่ทั้งคู่กลับตายคาที่ในทันที

‘วันนี้ก็มีข่าวสลดอีกแล้วนะครับคุณขวัญตา เห้อชีวิตคนเมืองหลวงอยู่ๆคานเหล็กก็ตกใส่รถแท็กซี่อีกแล้วนะครับคนขับปลอดภัยแต่คนโดยสารแหลกคาที่เลย’

‘นั่นน่ะสิคะพี่กิต ค่ะจากรายงานพบว่าคนเสียชีวิตเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แหมน่าเสียดายนะคะจะจบการศึกษาอยู่แล้วเชียว’

เหตุการณ์ทางนี้ก็กลายเป็นกระแสไปอีกนานกับอุบัติเหตุจากการก่อสร้างครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำซากอยู่ตลอดเวลาเกิดเรื่องทีก็ขอโทษทีเรื่อยไปไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุแบบนี้อีกไปอีกนานแค่ใหน ปราบและป้องจบชีวิตลงแล้วในภพนี้ตามหลักควรได้ไปตามวัฏสงสาร แต่ว่า

บนสวรรค์ชั้นดุสิต วิญญาณของปราบและป้องถูกดึงขึ้นมาที่นี่โดยที่ทั้งคู่ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองตายแล้ว

“ที่นี่มันที่ใหนกันเนี้ย เรากำลังกลับบ้านกันไม่ใช่เหรอ แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ไงว่ะป้อง”

“แล้วกูจะรู้ใหมว่ะไอ้ปราบ นี่ดูๆไปแล้วมีแต่แสงสว่างแล้วก็มีปราสาทสวยงามเต็มเลยอย่างกะเมืองสวรรค์แนะ”

“หา สวรรค์มึงจะบ้าป่ะเนี้ยถ้านี่เป็นสวรรค์แล้วการที่พวกเรามาอยู่บนนี้ก็แปลว่าเราตายแล้วน่ะสิ”

‘ใช่พวกเจ้าทั้งคู่น่ะตายแล้ว ตายจากอุบัติเหตุซ้ำซากในภพภูมิของพวกเจ้า แต่เพราะความดีและเจตจำนงอันแรงกล้าของพวกเจ้าทั้งสองคน พกเจ้าจึงถูกส่งมาที่นี่แทนที่จะไปยมโลก’

“เออ เป็นเช่นนั้นหรือขอรับเอออออ ตายไปแล้ววๆเหอๆๆ”

“ไอ้ป้องๆๆอย่าเพิ่งซ๊อกสิวะเห้ย เออแล้วท่านเป็นใครกันหรือขอรับ”

‘เราสันตดุสิตเทพบุตร ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดุสิตแห่งนี้ พวกเจ้าอย่าได้กังวลใจในภพภูมิเบื้องล่างนั่นเลยเวลาของพวกเจ้าในภพนั้นจบไปแล้วแต่ครอบครัวพ่อแม่แลน้องของพวกเจ้าทั้งสองนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุขมีโชคลาภเข้ามาไม่ขาดเป็นการชดเชยที่ต้องเสียพวกเจ้าไป ส่วนพวกเจ้าภพนี้ของเจ้าจบแล้วแต่อีกภพหนึ่งนั้นหาจบไม่ เจ้าทั้งสองจักต้องไปยังอีกภพภูมิหนึ่งตามเจตจำนงที่เจ้าเคยตั้งมั่นในวัยเยาว์’

“อีกภพภูมิหมายความว่าอ่างไรขอรับ พวกเราทั้งสองต้องไปที่ใหน อันตรายใหม แล้วบ้านเมืองใดกัน”

“เราจะต้องทะลุมิติตามแบบนิยายในเว็บเด็กดี อะไรแบบนี้เหรอขอรับ แล้วยุคใหน ตอนใหน”

'โอ้ยพอๆๆ พวกเจ้าจะส่งเสียงอึงมี่แข่งกันไปใย ใจเย็นก่อนฟังข้าอธิบายก่อน ยุคที่พวกเจ้าจะต้องไปก็คือยุคที่พวกเจ้าเรียกว่าอโยธาตอนปลาย สมัยเจ้าอยู่หัวบรมโกศปีที่10 โดยที่เจ้าปราบเอ็งจักเข้าไปอยู่ในร่างพ่ออินลูกโทนของเจ้าพระยามหาเสนา ส่วนเอ็งป้องเจ้าจะได้เข้าไปอยู่ในร่างพ่อยศลูกโทนของเจ้าพระยาจักรี เอ็งทั้งสองจักได้ใช้ชีวิตและผดุงกรุงศรีให้รุ่งเรืองไม่ถึงแก่กาลพินาศสมใจปรารถนา'

“ห๊า ยุคพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศปีที่10อีก16ปีสวรรคต แล้วเริ่มยุคระส่ำระสายน่ะหรือขอรับ”

‘ใช่แล้วนายปราบเปนเยี่ยงนั้น’

“แล้วถ้าพวกเราไปยุคนั้นแล้วแก้ไขประวัติศาสตร์มันจะไม่ส่งผลมาถึงยุคนี้หรือขอรับ”

‘หาต้องห่วงไม่นายป้องเมื่อพวกเจ้าย้อนอดีตไปแล้วเมื่อนั้นให้รู้ไว้ว่าภพนั้นคือภพนั้นแลภพนี้คือภพนี้หามีความเกี่ยวข้องกันไม่ภพนี้อโยธยาล่มแล้วแต่ภพนั้นยังหาล่มไม่ ภพทั้งสองจักขนานกันหามาบรรจบกันไม่หาต้องห่วง อีกประการเมื่อเจ้าย้อนไปเจ้าจะต้องเจอปัญหาหลายอย่างทั้งพวกขุนนางขิงแก่ขี้ฉ้อไพร่พลมีมิพอ อาหารขาดแคลนจากการถูกล้อมกรุงอาวุธมีมิพอและอื่นๆอีกหลายอย่างฉะนั้นข้าจะให้พรเจ้าคนล่ะข้อตรึกตรองให้ดีๆหนา’

“คนล่ะข้อเท่านั้นรึขอรับ สัก3ข้อไม่ได้เหรอขอรับ”

‘บ๊ะ ไอ้ปราบข้าไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้นวุ้ย เอ็งเสพนิยายอะไรนั่นมากไปกระมัง อีกอย่างเอ็งกับไอ้ป้องคนละข้อไปยุคนั้นพ่ออินกับพ่อยศเขาก็เปนเกลอกันก็คิดเอาซิวะว่าจะขออะไรโลภมากมักลาภหายหนา’

“หว่าา งั้นกระผมขอให้ตัวกระผมเองสามารถดึงเอาอาวุธยุทธปัจจัยต่างๆมาใช้ได้อย่างไม่จำกัดได้ใหมขอรับใหนๆก็จะไปเป็นลูกเจ้าพระยามหาเสนาแล้วทั้งที”

‘ได้ข้าให้เจ้าได้แต่อาวุธที่เจ้าจะดึงออกมาได้จะถูกจำกัดยุคไว้ส่วนใหญ่จะอยู่ในยุคสงครามโลกคราแรกของเจ้ามีบางอย่างที่จะมีถึงสงครามโลกคราที่2 อีกอย่างการจะเอาออกมาใช้ได้นั้นเอ็งจะต้องพัฒนาบริบทสังคมโดยรวมไปด้วยหากคนและบ้านเมืองยังล้าหลังอาวุธที่เจ้าเอาออกมาก็หาใช้ได้ไม่เข้าใจไหม’

“เข้าใจแล้วขอรับ”

‘แล้วเอ็งเล่าเจ้าป้องเจ้าจักขอสิ่งใดจากข้าก็ว่ามา’

“ใหนๆกระผมก็จะไปเป็นลูกของเจ้าพระยาจักรีผู้คุมฝ่ายพลเรือน ถ้างั้นกระผมขออำนาจในการสร้างไพร่พลพร้อมๆกับเสบียงในการเลี้ยงดูไพร่พลอย่างไม่จำกัดได้ใหมขอรับ”

‘แหมๆเปนการขอ1ข้อที่เหมือน2ข้อหนาเจ้าเอาเถอะๆข้าให้เจ้าก็ได้อย่างไรเสียเมื่อเจ้าสร้างพวกมันขึ้นมามันก็จะมีเลขสักขึ้นตรงต่อเจ้าพระยาทั้งสองอยู่แล้ว การสร้างคนนั้นข้าให้สร้างได้เพียงเดือนล่ะ2000คนสำหรับบุรุษ แล1000คนสำหรับแม่หญิงส่วนเสบียงอาหารนั้นมิจำกัดเจ้าสามารถเอาออกมาแค่ใหนก็ได้ตามต้องใจเลย’

“ขอบคุณมากขอรับที่กรุณา”

‘เอาล่ะได้สมใจแล้วงั้นก็เตรียมตัวข้าจะส่งเจ้ากลับไปประเดี๋ยวนี้แลเจ้าจะตื่นขึ้นเมื่อวิญญาณเจ้าหลอมรวมกับเสี้ยววิญญาณพ่ออินแลพ่อยศสำเร็จแล้วขอให้โชคดี’

พอท้าวสันตดุสิตเทพบุตรกล่าวจบวิญญาณปราบและป้องก็หายไปสู่ยุคอยุธยาทันที

บทที่3 เริ่มชีวิตใหม่ในกรุงศรี

เรือนเจ้าพระยามหาเสนา 7 วันหลังจากที่ที่พ่ออินหมดสติ

“อึก อ่าาาาาา เจ็บหัว”

‘หือเสียงคุณอินนี่ คุณอินๆขอรับ’

“อือออออออ หัวข้า เจ็บยิ่งนัก”

‘คุณอินๆขอรับคุณอินเป็นเยี่ยงไรบ้างขอรับ เห้ยใครอยู่ข้างนอกไปแจ้งท่านเจ้าคุณเร็วคุณอินรู้สึกตัวแล้ว’

‘จริงรึว่ะไอ้เติม เออๆกูจักไปเดี๋ยวนี้ล่ะ’

“โอ้ยย ไอ้เติมๆ ขอน้ำข้าสักจอกเถิด”

‘ขอรับๆ นี่ขอรับคุณอินเปนเยี่ยงใดบ้างขอรับ’

“ก็ยังเจ็บๆที่หัวอยู่แหละ แต่ดีขึ้นโขแล้ว”

‘พ่ออินๆลูกพ่อเจ้าเปนเยี่ยงใดบ้าง ปวดเนื้อเมื่อยตัวหิวรึไม่’

‘ลูกแม่ ฮือออ ดียิ่งนักแม่นึกว่าจะเสียเจ้าไปแล้ว เจ็บใหมลูก’

“เจ้าคุณพ่อลูกไม่ปวดเมื่อยอันใด ยังเจ็บหัวอยู่แลหิวมากขอรับ คุณแม่ลูกไม่จากไปใหนดอกขอรับยังอยู่กับเจ้าคุณพ่อ คุณแม่ พ่อศรีแลทุกๆคนไปอีกนาน”

‘เห้ยลูกกูหิวไปบอกที่ในครัวเร่งตั้งสำรับเร็วเข้า แล้วลูกจำได้รึไม่ว่าใครกันที่ทำร้ายลูก บอกพ่อได้รึไม่’

“ลูกก็จำไม่ถนัดรู้เพียงว่ามันอำพรางหน้ามันเหลือแค่ตาหามีหางเปียไม่ลูกสู้กับมันสุดกำลังแต่มันเก่งยิ่งนัก เดชะบุญที่พระยมราชยังมิต้องการตัวเลยยังมีชีวิตอยู่ได้”

‘มิถึงแก่ชีวิตแล้วเหตุใดลูกถึงหลับใหลไป7วารเทียวเล่าลูก แม่กับพ่อศรีนี่แทบขาดใจ’

“ที่จริงลูกก็รู้ตัวอยู่ขอรับเพียงแต่ว่าลูกถูกดึงไปอีกพิภพหนึ่ง ที่นั่นเจริญรุ่งเรืองมากแลมีวิทยาการล้ำหน้าเราไปโข ก่อนกลับมาที่นี่ถึงได้รู้ว่าที่นั่นคือแผ่นดินของเราในพิภพนั้น”

‘หา นี่ลูกไปอีกพิภพเลยหรือแลนั่นก็เปนแผ่นดินเราด้วย แล้วในพิภพนั้นกรุงศรียังอยู่รึไม่ลูกแล้วไอ้วิทยาการนั่นเปนเช่นใด’

“ยังมีเมืองที่ชื่ออโยธยาอยู่ขอรับส่วนพวกวิทยาการเหล่านั้นเทพยดาเจ้าท่านโปรดประทานมาให้ลูกแล้วแต่ขอให้เจ้าคุณพ่อคุณแม่ แลพ่อศรีปิดเปนการลับก่อนเถิดหนา”

‘จ่ะลูกแม่ให้สัญญาแลพ่อของลูกแลพ่อศรีก็คงจะปิดไว้แน่แท้เยี่ยงกัน แต่ตอนนี้ตั้งสำรับเสร็จแล้วไปรับข้าวก่อนเถิดหนาลูก’

กลับไปที่เรือนเจ้าพระยาจักรี การชักถามเรื่องการการต่างๆจากพ่อศก็หาต่างจากพ่ออินไม่

‘พ่อยศลูกฟื้นแล้วดีเสียจริงได้ไข้หนักนักแม่นึกว่าเจ้าจะไม่รอดเสียแล้ว’

‘กระไรกันแม่เนียมลูกได้ไข้ก็ร่ำไห้ลูกฟื้นก็ร่ำไห้ ว่าแต่พ่อยศตอนนี้ลูกมีอาการกระไรใหมแลหิวรึเปล่าลูกกินกระไรไม่ได้มาตั้ง7วารเทียว’

“ไม่เปนกระไรแล้วขอรับแต่กระผมหิวมากเลย ใคร่รับข้าวเต็มทีแล้ว”

‘หิวรึลูกตายจริงสำรับตั้งแล้วรึยังเนี้ย นังจาดเอ็งไปเร่งพวกในครัวให้เร่งตั้งสำรับเถิดหนา’

‘เจ้าค่ะท่านผู้หญิง’

‘ลูกหลับไปนานมากหมอมีชื่อฤาแม้แต่หมอหลวงที่พ่ออยู่หัวเจ้าทรงส่งมาก็หารักษาได้ไม่ ตอนที่ลูกหลับไปเกิดอะไรขึ้นกับลูกบ้างเล่าให้พ่อฟังทีเถิดหนา’

“ลูกนั้นมีสติรับรู้อยู่ขอรับแต่เยี่ยงใดก็หาตื่นขึ้นมาได้ไม่จากนั้นลูกถูกดึงไปยังอีกภพภูมิหนึ่งที่ต่างจากที่นี่โข ที่นั่นบ้านเมืองแปลกตาเต็มไปด้วยวิทยาการที่มากกว่าพวกวิลาศในเพลานี้หลายขุมพร้อมๆกับพ่ออินเกลอของลูกก็ไปด้วยลูกเช่นกันขอรับ จนเมื่อเพลาที่ลูกจักได้กลับมาเทพยดาผู้มีเมตตาก็โปรดประทานพรให้กับลูกแลพ่ออิน พรที่จักนำความผาสุกมาสู่แผ่นดินขอรับเจ้าคุณพ่อ แต่เรื่องนี้ขอให้ปิดไว้หนาขอรับบอกได้แต่เพียงท่านลุงทองผู้เดียว”

‘เปนดั่งที่สมเด็จพระสังฆราชแตงโมตรัสไว้ทุกประการเลย ได้ลูกพ่อจักปิดไว้จักมีเพียงพ่อ แม่แลน้องชายเจ้าเท่านั้นนอกจากพ่อทองแล้วคนอื่นจักมิรู้อีก’

‘ใช่แล้วลูกแม่จักมิบอกใครเลยเทียว แต่เพลานี้สำรับตั้งเสร็จแล้วไปรับข้าวเถิดหนาลูก’

“ขอรับคุณแม่”

ทั้งสองเรือนตอนนี้กำลังชื่นมื่นเพราะบุตรคนโตของเจ้าพระยามีชื่อทั้งสองได้ฟื้นคืนกลับมาแล้วและแน่นอนภายในกายของพ่ออินและพ่อยศนั้นก็คือปราบและป้องที่ได้หลอมรวมวิญญาณกันกับร่างเดิมไปแล้วเรียบร้อยจึงมีความทรงจำและวิธีการพูดทุกอย่างเหมือพ่ออินและพ่อยศทุกประการ แต่ในขณะที่ทั้งสองเรือนกำลังมีความสุขกลับมีผู้ที่ไม่พอใจต่อการฟื้นนคืนของลูกเจ้าระยามีชื่อทั้งสอง

โครมมมมมมม เพล้งงงงงงง

‘มึงว่ากระไรนะไอ้เด็กวานซืนนั่นมันไม่ตายรึเปนไปได้เยี่ยงไรใหนว่าหมอมีชื่อก็หารักษาได้ไม่ไงวะบัดซบเอ้ยเสียแผนกูหมด’

‘เปนความจริงขอรับนายท่านสายของเราลอกสังเกตุอยู่นอกเรือนพวกมันเห็นหัวเราะหัวใคร่เสียงอึกทึกอึงมี่แลพวกบ่าวไพร่ก็พูดกันขรมเลยว่าคุณชายของพวกมันฟื้นแล้ว’

‘แม่งเอ้ยไยพวกมันดวงแข็งเพียงนี้วะ กูรึหวังจะให้ไอ้มารหัวขนนั่นตายอ้ายมารขัดผลกู2คนนั่นจะได้มีทุกข์กายแลใจจะได้ทำงานพลาดกูจะได้หาช่องเขี่ยมันให้พ้นทาง เยี่ยงนี้แผ่นชิงความเป็นใหญ่ของกูเมื่อใดจักสำเร็จวะ กูใคร่ได้นั่งบนบัลลังก์หนังพระราชสีห์เต็มแก่แล้วนะ’

‘นายท่านขอรับเบาก่อนขอรับเบาก่อน หน้าต่างมีหูประตูมีตาหากพลาดท่ามีคนไม่หวังดีมายินเข้าเราจะโดนอาญาประหาร7ชั่วโคตรได้หนาขอรับ’

‘เออจริงของมึงกูลืมไป ขอบน้ำใจมึงที่เตือนกู หึได้ไอ้ทองไอ้โชติกูจะปล่อยให้พวกมึงโสมนัสยินดีปรีดาไปก่อน สบเชิงพิเคราะห์ช่องกูเมื่อใดกูจล้างโคตรมึงเสียให้สิ้นก่อนนั่งเมืองเลยคอยดู’

(จากนี้จะเรียกปราบว่าอินและเรียกป้องว่ายศนะครับและก็เวลาทั้งสองคุยกันจะใช้สำเนียงปัจจุบันนะ)

“หือ อะไรกันน่ะเสียงเหมือนโทรศัพท์เลยการสื่อสารทางจิตรึสะดวกจัง อืมจากไอ้ป้อง เออไม่สิต้องบอกว่าจากไอ้ยศสินะ ฮัลโหล”

“เออเป็นไงบ้างว่ะไอ้ปราบ ร่างกายมึงเป็นไงบ้างได้ยินว่าโดนทำร้ายนี่”

“ปราบอะไรล่ะนี่อินนะเอ็งก็ด้วยไอ้ยศไม่มีป้องแล้วภพใหม่กำเนิดใหม่แล้ว ร่างกายกูก็ดีเลยล่ะกล้ามแน่นดีไม่ขี้ก้างเหมือนภพเก่า มึงล่ะ”

“ชะๆหลงตัวเองชะด้วยเออกูก็ลืมไปว่ะไอ้อิน ส่วนกูเหรอก็สูงใหญ่ดูดีเชียวไม่เจ็บไม่ไข้”

“ว่ากูหลงตัวเองมึงน่ะหนักกว่ากูอีก ได้เริ่มสร้างไพร่พลรึยังล่ะมึงน่ะ”

“ฮ่าๆๆๆ สร้างแล้วเอาเต็มสูบเลยชาย2000หญิง1000 แล้วมึงล่ะดูยังอาวุธมึงน่ะมีไรบ้าง”

“ดูแล้วๆ ก็นับว่าดีอยู่มีตั้งแต่ปืนกลมือยันเรือประจัญบาญเลย มีพวกเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องยนต์ เครื่องจักรกล น้ำมันด้วยนะ แต่มันมีข้อกำหนดอยู่ว่ะ”

“ข้อกำหนดอะไรวะไอ้อินมันจำกัดจำนวนรึ”

“มันมันก็ไม่ได้จำกัดอะไรขนาดนั้นหรอกมันเอาออกมาได้ตามแต่ใจกูน่ะแหละ แต่ว่าข้อกำหนดคือต้องพัฒนาคนและบ้านเมืองให้สอดรับกับอาวุธด้วยไม่งั้นใช้ไม่ได้”

“อืมมันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละถ้าคนไม่พร้อม บ้านเมืองล้าหลังเกินมันก็ใช้ไม่ได้จริงๆน่ะแหละ เอาเถอะเรื่องนี้ไว้กาลข้างหน้าค่อยว่ากัน แต่ที่แน่ๆเราต้องบวชเรียนก่อนไม่งั้นรับราชการไม่ได้แหงๆ”

“ก็ต้องเป็นแบบนั้นตามบัญญัติของพ่ออยู่หัวถ้าไม่บวชเรียนก็รับราชการไม่ได้ งั้นเราก็เตรียมตัวเถอะฤกษ์บวชที่ได้รับมาก็อีก4วันข้างหน้านี้แล้ว”

“อืมๆโอเคๆไว้เจอกันวันพรุ่งนี้ล่ะกัน เจ้าคุณพ่อจะพากูไปเรือนมึงเพื่อคุยเรื่องบวชนี่แหละแค่นี้นะ”

“เออๆไว้เจอกัน”

วันต่อมาที่เรือนเจ้าพระยามหาเสนา

‘อ่าวพ่อโชติ ลมกระไรพัดมาหาข้าที่นี่ได้เล่า’

“ข้าไหว้ขอรับท่านลุงโชติ”

‘ก็ลมอยากมามีอันใดใหม ไหว้พระเถิดหนาหลาน’

“ข้าไหว้ขอรับท่านลุงทอง”

“ไหว้พระเถิดหลาน ไม่มีอันใดดอกพ่อโชติแล้วที่มาจักมาเยี่ยมเยือนฤามีอันใดจักคุยด้วยข้า ไอ้ชุมไปบอกพวกในครัวจัดแจงเครื่องว่างน้ำชามาให้พ่อโชติด้วยหนา”

‘ขอรับท่านเจ้าคุณ’

‘ข้าก็มาเยียมอาการพ่ออินแลมีการจักคุยด้วยพ่อทองนั่นแล เห็นหลานอาการดีขึ้นเยี่ยงพ่อยศข้าก็เบาใจ ส่วนที่จักคุยก็ด้วยเรื่องบวชแหละหนา อีกเพียง4วารเท่านั้นก็ถึงฤกษ์ที่พ่ออินได้มาแล้ว ทั้งพ่ออินแลพ่อยศได้ฤกษ์บวชวันเดียวกันแลยังเปนวัดเดียวกันอีก เลยมาถามว่าพ่อทองจักจัดงานบวชเยี่ยงใดจักกราบทูลให้
เปนนาคหลวงฤาจัดกันเงียบๆภายในดี’

‘เครื่องวางแลน้ำชาขอรับพระคุณ’

‘อืมๆ อันที่จริงข้าก็อยากจะทูลขอให้ทั้งพ่ออินแลพ่อยศได้รับพระราชทานเปนนาคหลงแลจัดงานให้ใหญ่เพื่อเปนเกียรติเปนศรีแก่ตระกูลนั่นแหละหนาทว่าครั้นพอเกิดเรื่องขึ้นทั้งพ่ออินถูกทำร้ายทั้งพ่อยศก็เกิดโรคปัจจุบัน เดชะบุญที่รอดมาได้ ข้าเลยคิดว่าศัตรูในเงามืดยังหาแจ้งว่าเปนผู้ใดไม่เราก็ไม่ควรเอิกเกริกให้เกินงามจักพาลแหวกหญ้าให้งูตื่น ข้าว่าเราสองตระกูลจัดกันเองเงียบๆจักดีกว่าไว้พ่อลูกเราทั้งสองสึกออกมารับราชการค่อยสืบกันอีกทีว่าไอ้หมาลอบกันนั่นเปนผู้ใดก็ยังมิสาย พ่อโชติคิดเปนการใด’

‘ความคิดพ่อทองนับว่าตรงใจข้านัก ข้าเองก็ห่วงเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ยังคิดอยู่เลยว่าหากลูกเราทั้งสองออกบวชห่มผ้ากาสาวพัตรแล้วไอ้เดนหมานั่นจักมาราวีอีก ไอ้คนชั่วพรรคนี่ข้าว่าไม่มีทางเห็นแก่ผ้าเหลืองเปนแน่จำเราจักต้องส่งทนายเลือกฝีมือดีไปคอยคุ้มกันห่างๆเสียแล้ว’

‘เรื่องนั้นพ่อโชติหาต้องห่วงไม่ข้าเตรียมทนายเลือกฝีมือดีไว้แล้ว ลูกของเราทั้งสองต้องปลอดภัย’

หลังจากวันนั้นไปอีก4วันพ่ออินและพ่อยศก็ได้อุปสมบทจำพรรษาที่วัดพุทไธศวรรค์มีกำหนดบวชเป็นเวลา10วันตามธรรมเนียมปฏิบัติของบุตรขุนนางในสมัยนี้ เมื่อครบ10วันทั้งคู่ก็ลาสิกขาเตรียมตัวเขาสู่วงราชการในยุคที่เต็มไปด้วยการแบ่งเจ้าแบ่งนายแบ่งพรรคแบงพวกที่อินและยศจะต้องหาทางแก้ไขให้ได้ก่อนที่พม่าจะระเบิดป้อมทำลายกำแพงเผาพระนครจนเป็นจุน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...