โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอสซีจี กับโรงงานท่าหลวง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 มิ.ย. 2567 เวลา 02.02 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2567 เวลา 11.00 น.

เอสซีจีมีฐานะสำคัญยิ่ง ว่าด้วยความเป็นไปสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์สังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

โดยเฉพาะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อค่อนข้างนาน จากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

มองผ่านโครงการโรงงานท่าหลวง เป็นเรื่องราวอีกตอนต่อจากคราวที่แล้ว จากจับภาพมุมๆ หนึ่งที่สำคัญ สู่ภาพมุมกว้างมากขึ้น

แผนการก่อสร้างโรงงานท่าหลวง เป็นเรื่องตื่นเต้นทีเดียว นับเป็นการสร้างอุตสาหกรรมแห่งแรกในภูมิภาค อาจถือเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ด้วยการสร้างเมืองอุตสาหกรรมลักษณะพึ่งตนเอง มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นอย่างครบถ้วน มีโรงไฟฟ้าไว้ใช้เองทั้งหมด โดยสร้างสายไฟแรงสูงมีความยาวถึง 10 กิโลเมตรจากโรงงานจนถึงบ่อดินขาวซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับโรงงาน ทั้งนี้ ยังมีปริมาณเหลือพอให้บริการแก่ชุมชนในย่านนั้นได้ด้วย

“เมื่อสงครามเสร็จสิ้นลงแล้ว บริษัทจึงรีบดำเนินงานบูรณะซ่อมแซมโรงงานบางซื่อ และในขณะเดียวกันเร่งรัดการสร้างโรงงานท่าหลวงให้แล้วเสร็จโดยด่วน เครื่องจักรเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่สั่งไว้ก่อนสงคราม ได้ทยอยกันเข้ามาอย่างครบถ้วน ในที่สุดบริษัทสามารถเปิดใช้โรงงานผลิตปูนเม็ดได้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2491 เป็นการช่วยรับภาระโรงงานบางซื่อไปได้เป็นอันมาก”

บันทึกอีกตอน (บทความ “เบื้องหลังของท่าหลวง” ในหนังสือปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526 โดย Fiis Jespersen)

ความสำเร็จโครงการโรงงานท่าหลวง เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะการนำเครื่องจักร และเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ในการผลิตปูนซีเมนต์เข้ามาในประเทศ ภาวะหลังสงครามใหม่ๆ เป็นช่วงรัฐบาลควบคุมเงินตราต่างประเทศอย่างเข้มงวด ความเป็นไปได้เช่นนั้น สะท้อนความสัมพันธ์ ความร่วมมืออย่างดีอย่างต่อเนื่องกับรัฐบาลในขณะนั้น

เมื่อการก่อสร้างโรงงานท่าหลวงแล้วเสร็จ การผลิตปูนซีเมนต์ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณหนึ่งเท่าตัว จากข้อมูลอ้างอิง (หนังสือ กิจการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2456 ถึงสิ้น พ.ศ.2496-ที่ระลึกในโอกาสที่ผู้ถือหุ้นบริษัทไปประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 42 ณ โรงงานท่าหลวง วันที่ 20 มีนาคม 2497) เท่าที่มีรายงาน ปรากฏบริษัทปูนซิเมนต์ไทย สามารถจำหน่ายปูนซีเมนต์ได้เพิ่มจากก่อนโรงงานบางซื่อถูกทิ้งระเบิดจนต้องหยุดการผลิต จาก 108,000 ตันต่อปีในปี 2484 ไปทะลุถึง 245.000 ตันต่อปีในปี 2495

ทั้งนี้ เป็นที่แน่นอนว่า ภาวะหลังสงคราม ตลาดเป็นของผู้ขาย ขณะความต้องการปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว

สําหรับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ต่อมาคือ เอสซีจี) ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญ ในฐานะอุตสาหกรรมรายแรกรายเดียว ดำเนินธุรกิจผูกขาดอย่างต่อเนื่องมาถึง 4 ทศวรรษ จากนั้นอีกราว 2 ทศวรรษ จึงจะปรากฏโฉมหน้าคู่แข่งขันทางธุรกิจอย่างจริงจัง จึงเป็นช่วงเวลานานเพียงพอสำหรับการเตรียมพร้อมเผชิญการแข่งขันมากขึ้น และปรากฏว่ามีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจเป็นอย่างดี

อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางช่วงเวลาเกี่ยวเนื่อง โครงการโรงงานท่าหลวงดำเนินไปนั้น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย อยู่ท่ามกลางเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายมิติ ทั้งสะท้อนมุมมองเชิงธุรกิจกว้างขึ้น และความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการบริหารภายใน

ภายในโครงการโรงงานท่าหลวงเอง มีการริเริ่มสำคัญอย่างแตกต่างเกิดขึ้น ว่าด้วยอุตสาหกรรมอุดมคติของผู้นำสังคมไทยในเวลานั้น “หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ไม่นาน นักวางแผนเศรษฐกิจได้ลงความเห็นว่า การที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองได้นั้น ประเทศของเราจะต้องก้าวเข้าสู่กิจการอุตสาหกรรม และในความนึกคิดของนักวางแผนเห็นว่าในการเข้าสู่กิจการอุตสาหกรรม จะต้องมีการผลิตเหล็กขึ้นในประเทศ” วิชา เศรษฐบุตร อธิบดีกรมโลหกิจ (ต่อมาคือ กรมทรัพยากรธรณี) 2498-2514 และอดีตกรรมการบริษัท เหล็กสยาม จำกัด และกรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (2498-2517) จำกัด กล่าวไว้

(บทความ “จารึกในความทรงจำ” เรื่อง “เคียงคู่ไปกับทรัพยากร” ในหนังสือครบรอบ 70 ปี—ปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526)

ขณะในหนังสือ “บริษัทปูนซิเมนต์ไทย 2500” รายงานธุรกิจอีกช่วงหนึ่งในยุค Fiis Jespersen (ผู้จัดการ 2478-2502) ปรากฏภาพภาพหนึ่งในหัวข้อ “ประวัติในอดีตและความหวังในอนาคต” (โปรดดูภาพประกอบ) พร้อมคำบรรยาย “โรงงานทำซีเมนต์ที่ท่าหลวง รวมทั้งโรงงานทำเหล็กและเหล็กกล้า”

อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นแนวความคิดตามกระแส และอิทธิพลระดับโลก นับตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้วางรากฐานทั้งในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และประเทศสำคัญๆ ในยุโรป ในญี่ปุ่นเอง อุตสาหกรรมเหล็กมีการพัฒนาอย่างแข็งขัน จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แม้พ่ายแพ้สงคราม แต่มุ่งพัฒนาเชื่อมโยงต่อเนื่อง ไปยังอุตสาหกรรมต่อเรือ และรถยนต์ จนญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ผลิตเหล็กเป็นอันดับสามของโลกในราวปี 2510

บทสรุปที่ว่า แผนการโรงงานท่าหลวงดำเนินไปด้วยดี ดังที่นำเสนอมาตั้งแต่ตอนที่แล้ว เป็นไปได้ว่า ปัจจัยหนึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองนโยบายรัฐที่สำคัญอย่างเต็มกำลัง

ว่าไปแล้ว เส้นทางอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทย ถือว่ายาวไกล จากยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อเนื่องมาถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สู่ยุคใหม่มุ่งให้เอกชนมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น บริษัทเหล็กสยาม บริษัทสำคัญหนึ่งในเครือซิเมนต์ไทย ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2508 โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากกฎหมายส่งเสริมการลงทุนฉบับแรกของไทย

เป็นความต่อเนื่องจากยุคผู้จัดการชาวเดนมาร์กถึง 2 คน จนถึงผู้จัดการคนไทย สุดท้ายตำนานได้สิ้นสุดลงไปเมื่อเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ปี 2540 ในยุคผู้จัดการใหญ่คนไทยคนที่ 5

ในช่วงเดียวกันนั้น ได้เริ่มต้นธุรกิจใหม่แตกแขนงออกไปเป็นครั้งแรก ในสิ่งที่เรียกว่า “ทำการค้าวัตถุสำเร็จรูปที่ทำจากปูนซีเมนต์หรือคอนกรีต” ก่อตั้ง บริษัทกระเบื้องกระดาษไทย ก่อตั้งในปี 2481 ผลิตสินค้าที่เรียกว่า Asbestos Cement เริ่มต้นจากกระเบื้องหลังคา และทิ้งช่วงนานพอสมควร จึงเริ่มต้นผลิตคอนกรีตอัดแรง (Reinforced concrete) ด้วยการก่อตั้ง บริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง (ปี 2495)

แม้ในยุคนั้น ถือว่าอยู่ในช่วง ประวัติศาสตร์เอสซีจียุคเดนมาร์ก (2456-2517) แต่มีแรงกระเพื่อมภายในครั้งสำคัญ ตั้งแต่ปี 2482 เมื่อมีการเปลี่ยนประธานกรรมการบริษัท จากชาวต่างชาติมาเป็นคนไทย

เป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ในปี 2485 ปรากฏชื่อคนไทยคนแรก ควรกล่าวถึง–หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เข้าไปเป็นรองผู้อำนวยการโรงงาน หรือในตำแหน่งบริหารงานรองจากผู้จัดการชาวเดนมาร์กในขณะนั้น ในฐานะผู้จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยทุนเล่าเรียนกรมรถไฟหลวง (ชื่อในขณะนั้น) มีประสบการณ์ทำงานที่การรถไฟฯ มากว่า 10 ปี ถือได้ว่ามีความเกี่ยวข้องระดับหนึ่ง ด้วยการรถไฟฯ มีความสัมพันธ์กับปูนซิเมนต์ไทยมาตั้งแต่ต้น

ในปีเดียวกันนั้นเอง (2485) ข้อมูลประวัติบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ระบุไว้ว่า วิศวกรคนไทยรุ่นแรกที่จบการศึกษาจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาทำงานจำนวน 3 คน เข้าใจว่าเป็นนิสิตรุ่นแรก จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และจากนั้นถึงปี 2498 มีวิศวกรจากจุฬาฯ เข้าทำงานเพิ่มมากขึ้นมากกว่า 10 คน บางคนมีประสบการณ์จากที่อื่นๆ มาบ้าง โดยเฉพาะจากการรถไฟฯ และกรมชลประทาน

วิศวกรจุฬาฯ กลุ่มนั้น คือผู้คนที่สร้างตำนาน “นายช่าง” กลายเป็นพลังของทีมงานทรงอิทธิพล ในเอสซีจีหลายทศวรรษต่อมาจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้ •

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอสซีจี กับโรงงานท่าหลวง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...