โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ออมหุ้น” เรื่องที่มือใหม่ควรรู้

Wealth Me Up

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 02.00 น. • Wealth Me Up

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

ลงทุนหุ้นใครว่ายาก เริ่มต้นเดือนละ 1,000 บาท ก็สามารถเป็นนักลงทุนหุ้นได้ไม่ยาก ผ่าน “บัญชีออมหุ้น” ซึ่งเป็นบริการลงทุนหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ตามเงื่อนไขแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 25 บล. ที่มีบริการนี้

 

เพื่อให้เลือก บล. ที่โดนใจที่สุด ปัจจัยที่นักลงทุนควรพิจารณา ดังนี้

 

  • เงินลงทุนขั้นต่ำ 

 

ปัจจุบันมีอยู่ 6 บล. ที่เริ่มต้นเพียงเดือนละ 1,000 บาท ส่วน บล.อื่นๆ เริ่มต้นที่เดือนละ 2,000 – 10,000 บาท

 

  • จำนวนหุ้นขั้นต่ำ 

 

บาง บล. ใช้การซื้อหุ้นแบบ board lot ที่ต้องลงทุน lot ละ 100 หุ้น เหมือนการลงทุนหุ้นปกติ ส่งผลให้จำนวนเงินลงทุนในแต่ละเดือนอาจต่างกันมาก บาง บล. ใช้แบบ odd lot ที่ลงทุนครั้งละกี่หุ้นก็ได้ ส่งผลให้จำนวนเงินลงทุนในแต่ละเดือนมีความใกล้เคียงกัน

 

  • หุ้นที่เลือกได้ 

 

อย่างหุ้นที่อยู่ในดัชนีที่กำหนด เช่น SET 50 SET100 SETHD หรือหุ้นอื่นที่ บล. กำหนดไว้

 

  • ความถี่ที่ลงทุน

 

บาง บล. มีให้เลือกเป็นแบบรายเดือนเพื่อสร้างวินัยการลงทุนให้สอดคล้องกับเงินเดือน หรือแบบรายสัปดาห์/ไตรมาสเพื่อเป็นการเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน

 

  • ค่าธรรมเนียม

 

ปัจจุบันมีตั้งแต่ 0.065% ไปจนถึง 0.3%ของมูลค่าที่ลงทุน

 

 

เมื่อเลือก บล. ที่จะเปิด “บัญชีออมหุ้น” ได้แล้ว สิ่งต่อมาคือการเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับตนเอง โดยเริ่มจาก

 

เลือกเงินที่เก็บออม

 

คนวัยทำงานควรเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 10%-20%ของรายได้ในแต่ละเดือน เพื่อเป็นการสะสมความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง เช่น นาย A เงินเดือน 30,000 บาท อย่างน้อยๆ ควรเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 3,000 บาท แต่ในจำนวนนี้ก็ไม่ใช่ว่าควรนำไปลงทุนหุ้นทั้งจำนวน

 

เลือกเงินที่ลงทุน

 

ก่อนลงทุนใดๆ ควรเช็กเงินฝากที่มีก่อนว่า มีเพียงพอกับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือนข้างหน้าเพื่อเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินหรือไม่ เช่น นาย A หากยังมีเงินสำรองไม่เพียงพอ เงินที่เก็บออมเดือนละ 3,000 บาทนั้น ควรนำไปเก็บในเงินฝากก่อน ยังไม่ควรนำไปลงทุน

 

แต่หากนาย A มีเงินสำรองเพียงพอแล้ว ควรแบ่งเงินแค่บางส่วนจากเดือนละ 3,000 บาท ไปลงทุนในหุ้น เช่น หากรับความเสี่ยงได้สูงมาก อาจลงทุนในหุ้น 80% หรือเดือนละ 2,400 บาท แต่หากรับความเสี่ยงได้ปานกลาง อาจลงทุนในหุ้น 40% หรือเดือนละ 1,200 บาท และเงินส่วนที่เหลือทุกเดือนควรนำไปลงทุนกองทุนตราสารหนี้ เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้

 

เลือกหุ้นที่ลงทุน

 

แม้ “บัญชีออมหุ้น” ส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนได้เฉพาะหุ้นขนาดใหญ่หรือหุ้นที่ บล. คัดสรรมาอย่างดีแล้ว แต่การลงทุนหุ้นนอกจากเลือกหุ้นดีแล้วยังควรเลือกให้กระจายในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมด้วย (ปัจจุบันมีอยู่ 8 กลุ่มอุตสาหกรรม) เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่บางช่วงเวลาหุ้นบางกลุ่มอาจขาดทุน ในขณะที่บางกลุ่มมีกำไร ผลตอบแทนโดยรวมจะได้ไม่ผันผวนมากนัก

 

เงินน้อยใครว่าลงทุนไม่ได้ ยิ่งเงินน้อยยิ่งต้องลงทุน เพราะต่อไปเงินจะได้เติบโตเป็นเงินก้อนโตให้กับเรา แต่ที่สำคัญต้องรู้จักประมาณตน ลงทุนได้แต่อย่าทุ่มสุดตัว แบ่งสัดส่วนไปเก็บในเงินฝากและกองทุนตราสารหนี้บ้าง

 

 

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...