โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สามีชาตินี้ฉันจะกอดคุณให้แน่นๆเอง! : มี E-Book แล้วนะคะ (เริ่มติดเหรียญวันที่ 08/04/67)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 02 เม.ย. 2567 เวลา 14.41 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2567 เวลา 14.41 น. • twins22
ชาติก่อนเธอเป็นเพียงวิญญาณที่ทำได้แค่ติดตามอยู่ข้างกายเขาผู้โดดเดี่ยวและน่าสงสาร แต่โชคชะตาได้นำพาเธอกลับมาอีกครั้งในคืนวันแต่งงาน ครั้งนี้เธอจะใช้อ้อมกอดของตัวเองปกป้องเขาไม่ให้ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป

ข้อมูลเบื้องต้น

ชาติก่อนเธอเป็นเพียงวิญญาณที่ทำได้แค่ติดตามอยู่ข้างกายเขาผู้โดดเดี่ยวและน่าสงสาร แต่โชคชะตาได้นำพาเธอกลับมาอีกครั้งในคืนวันแต่งงาน ครั้งนี้เธอจะใช้อ้อมกอดของตัวเองปกป้องเขาไม่ให้ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป

** ขอบคุณภาพปกสวยๆ จาก #DDclover จร้า

**หมายเหตุ**

1) นิยายเรื่องนี้แต่ตามจินตนาการของไรท์ อาจไม่อิงประวัติศาสตร์มากนัก สามารถติชมแสดงความคิดเห็นกันได้นะคะ แต่อย่าแรงมาก (*โค้งคำนับ ⁽⁠⁽⁠ଘ⁠(⁠ ⁠ˊ⁠ᵕ⁠ˋ⁠ ⁠)⁠ଓ⁠⁾⁠⁾ )

2) นิยายเปิดให้อ่านฟรีจนจบ มีติดเหรียญอ่านล่วงหน้าสำหรับนักอ่านที่ต้องการอ่านก่อน และอาจมีติดถาวรบางตอน (*เหรียญที่ซื้อตอนอ่านล่วงหน้านักอ่านไม่ต้องกลับมาซื้อซ้ำอีกในกรณที่เริ่มติดเหรียญภายหลังเรื่องจบนะคะ สามารถกลับมาอ่านได้ตามปกติเลย) และจะติดเหรียญถาวรภายใน 5 วันหลังจากเรื่องจบ

3) นิยายอาจลง 2-3 วันต่อตอน หรือมากน้อยตามความสะดวกของไรท์ค่ะ

กอดที่ 0

ปี 2023

ริมหน้าต่างภายในเรือนสี่ประสานแห่งหนึ่งมีร่างใหญ่โตองอาจของชายชราผู้หนึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้พักผ่อนสุดหรูอย่างเงียบสงบ นัยน์ตาคมเข้มที่ขุ่นมัวไปตามกาลเวลาเหม่อมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย มือข้างหนึ่งลูบไล้นาฬิกาพกสีเงินรุ่นเก่าที่ใช้งานไม่ได้แล้วไปมาแผ่วเบาตามความเคยชิน

นางพยาบาลคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนนางพยาบาลคนเก่าที่ลาคลอดไปมองดูภาพเบื้องหน้าด้วยใบหน้าซีดเซียว

" มีอะไรหรือเปล่า " นางพยาบาลอีกคนที่อยู่มาก่อนหันไปสอบถามพยาบาลสาวน้องใหม่ที่สีหน้าดูไม่ค่อยดีด้วยความเป็นห่วง

" ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะรุ่นพี่ "

" มีเรื่องอะไรก็บอกพี่ได้นะเรายังต้องทำงานด้วยกันอีกนานพี่ไม่อยากให้เราทำงานด้วยความไม่สบายใจ "

พยาบาลสาวรุ่นน้องมีสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยปากบอกพยาบาลรุ่นพี่ในที่สุด

" ฉันไม่ขอปิดบังรุ่นพี่นะคะ คือก่อนที่ฉันจะเข้ามาทำงานที่นี่ก็เคยได้ยินเรื่องราวของท่านนายพลอาวุโสมาบ้าง คุณตากับคุณพ่อของฉันพวกท่านเคยได้รับการช่วยเหลือจากท่านในอดีตและนับถือท่านนายพลมาก ตอนแรกที่พวกท่านรู้ว่าฉันได้รับหน้าที่ให้มาดูแลท่านนายพลที่นี่พวกท่านดีใจยิ่งกว่าตอนที่ฉันสอบติดมหาวิทยาลัยอีกนะคะ บอกตามตรงว่าฉันแอบกดดันนิดหน่อยด้วย " พูดแล้วก็อดหัวเราะกับความปีติยินดีของพวกคุณปู่ไม่ได้

ต้องบอกก่อนว่าคุณปู่ของเธอเป็นคนน่าเกรงขามมาก พูดน้อยและเคร่งขรึม แต่พอได้ยินว่าเธอได้รับมอบหมายงานนี้ท่านถึงกับยิ้มออกมาด้วยความยินดีทั้งยังกำชับให้เธอดูแลท่านนายพลเป็นอย่างดีเช้าวันต่อมาเธอก็ได้รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดเป็นของรางวัล ส่วนคุณพ่อไม่ต้องพูดถึงเพราะท่านโอนอั่งเปาก้อนโตให้เธอทันทีที่รู้ข่าวเลย

" เอาจริงๆ แล้วท่านในจินตนาการของฉันออกจะ เอ่อ ดุและน่าเกรงขามมากๆ น่ะค่ะ พอได้มาเจอตัวจริงแล้วก็ไม่ต่างจากที่ฉันคิดเอาไว้เท่าไร แต่ฉันก็ไม่คิดว่าท่านจะเงียบขรึมขนาดนี้ เวลาฉันเข้าใกล้ท่านทีไรฉันแทบจะรู้สึกหายใจไม่ออก มันอึดอัด มันกดดันอย่างบอกไม่ถูกทั้งๆ ที่ท่านก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ "

เธอไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่ที่เธอเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นพยาบาลส่วนตัวของพลเอกข่ายซีฮัน นายพลอาวุโสวัย 70 ปีผู้นี้ นอกจากชายชราจะนอนมองออกไปนอกหน้าต่างและเดินเล่นภายในสวนหลังเรือนสี่ประสานแล้วก็ไม่เคยทำกิจกรรมอย่างอื่นอีก แต่ทว่าบรรยากาศรอบตัวของชายชรากลับทำให้เธอรู้สึกกดดันและหวาดกลัวโดยไม่มีสาเหตุเสียอย่างนั้น

ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นเพราะชายชราเป็นนายทหารที่ผ่านสมรภูมิรบมาทุกรูปแบบ ภายหลังยังดำรงตำแหน่งคณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัยที่เป็นตำแหน่งสำคัญภายในกองทัพจึงยิ่งส่งผลให้บุคลิกของชายชราเคร่งขรึมและน่าหวาดกลัวมากขึ้น

แต่เธอกับรู้สึกว่ามันมีอะไรที่มากกว่านั้น

เป็นอะไรที่เธอไม่สามารถอธิบายได้

นี่ยังไม่รวมกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่มักจะแผ่กระจายอยู่รอบกายของชายชราอีกนะ

พยาบาลรุ่นพี่เข้าใจความรู้สึกของพยาบาลรุ่นน้องเป็นอย่างดีเพราะเธอและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่อยู่ภายในเรือนสี่ประสานอันเก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็รู้สึกไม่แตกต่างกัน

เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาแล้วไม่เห็นใครอยู่บริเวณนี้พยาบาลรุ่นพี่จึงรีบลากแขนพยาบาลรุ่นน้องหลบเข้ามุมหนึ่งด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ

" อันที่จริงคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ทุกคนก็รู้สึกเหมือนกันกับเธอนั่นแหละ "

" จริงหรือคะ ฉันก็คิดว่ารู้สึกไปคนเดียวเสียอีก "

" พี่จะหลอกเธอไปทำไมล่ะ แต่อย่าเอ็ดไปนะ พี่เคยได้ยินพวกทหารเขาเล่าๆ กันว่ารอบตัวของท่านนายพลมีวิญญาณวนเวียนอยู่ "

" วิญญาณ? "

เมื่อเห็นสีหน้าไม่อยากจะเชื่อของพยาบาลรุ่นน้อง พยาบาลสาวก็รีบกระซิบบอกด้วยสีหน้าจริงจัง

" อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นเชียว เธอรู้จักเจ้าอาวาสวัดเนี่ยย์ผานหรือเปล่า "

พยาบาลรุ่นน้องพยักหน้าตอบรับทันที ใครจะไม่รู้จัก วัดเนี่ยย์ผาน วัดพุทธนิกายมหายานที่มีชื่อเสียงยาวนานพอๆ กับวัดไป๋หม่าซื่อ (1) บ้าง แต่ว่าเมื่อเอ่ยถึงวัดเนี่ยย์ผานนอกจากประวัติความเป็นมาอันยาวนานแล้ววัดแห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องการรู้แจ้งหยินหยาง พลังเหนือธรรมชาติหรือสิ่งที่มองไม่เห็น พลังลึกลับต่างๆ อีกด้วย

" เจ้าอาวาสรูปก่อนท่านเคยบอกว่าข้างกายท่านนายพลมีวิญญาณวนเวียนอยู่แต่เพราะท่านนายพลมีพลังหยางแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ทั้งยังจิตใจเข้มแข็งเป็นอย่างมากเลยไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่านนายพล เธอเห็นนาฬิกาที่ท่านนายพลพกติดตัวตลอดเวลาเรือนนั้นไหม นั่นน่ะแหละคือที่สิงสถิตของวิญญาณดวงที่ว่า "

พยาบาลรุ่นน้องมีสีหน้าตื่นตะลึงเริ่มจะเชื่อตามที่พยาบาลรุ่นพี่บอกเล่าขึ้นมาบ้างแล้วจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

" แล้วท่านเจ้าอาวาสได้บอกไหมคะว่าวิญญาณดวงนั้นเป็นใคร ทำไมถึงต้องตามติดท่านนายพลด้วย "

" อืม ท่านว่าเป็นภรรยาที่เสียไปตั้งแต่ยังสาวของท่านนายพลน่ะ "

" เพราะแบบนี้หรือเปล่าคะที่ทำให้ท่านนายพลครองตัวเป็นโสดมาตลอด "

เธอเคยได้ยินคุณปู่เล่าว่าสมัยก่อนถึงท่านนายพลจะดุร้ายโหดเหี้ยมแค่ไหนแต่ก็รูปงามราวกับพานอัน (2) สาวน้อยสาวใหญ่ต่างหมายปองกันทั้งนั้น ว่ากันว่าลูกสาวผู้บังคับบัญชาของท่านนายพลในอดีตก็เคยตกหลุมรักท่านเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงไม่ได้ลงเอยกัน

พอมาได้ยินเรื่องนี้ก็อดที่จะคิดเชื่อมโยงเข้าหากันไม่ได้

พยาบาลสาวทั้งสองมองหน้ากันไปมาแล้วไม่ได้พูดอะไรต่ออีก จากนั้นจึงค่อยแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ของตนเอง

ด้านคนที่ถูกพูดถึงอย่างพลเอกข่ายซีฮันก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่พยาบาลทั้งสองพูดคุยกันแต่อย่างใดเพราะตอนนี้นัยน์ตาพร่ามัวคู่นั้นเริ่มหรี่ปรือลงเรื่อยๆ มือที่เคยลูบไล้นาฬิกาพกเองก็ดูคล้ายจะหยุดการเคลื่อนไหวไปแล้วเช่นกัน

' คนพวกนั้นพูดถึงคุณอีกแล้วล่ะค่ะ '

เสียงหวานละมุนแต่ฟังดูเย็นยะเยือกดังแผ่วเบาคลอเคล้าไปในอากาศแต่กลับไม่มีใครสามารถสัมผัสหรือได้ยินเสียงนั้นได้เลยแม้แต่ชายชราที่ยามนี้มีร่างโปร่งแสงของหญิงสาวคนหนึ่งนอนอิงซบอยู่บนแผงอกกว้างเองก็ตาม

วิญญาณสาวเงยหน้ามองใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาแต่ยังคงเคล้าความหล่อเหลาดุร้ายอยู่ด้วยสายตาโศกเศร้า

' คุณคงเหงามากเลยใช่ไหมคะ ' เอ่ยพลางยกมือโปร่งแสงลูบไล้ใบหน้าชายชราไปด้วย

' ถ้าฉันไม่โชคร้ายตายก่อนคุณก็คงดี คุณจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้ '

วิญญาณสาวละมือออกก่อนอิงซบแผงอกกว้างของชายชราอีกครั้งเพราะเธอสัมผัสได้ถึงสัญญาณชีพที่เต้นแผ่วลงเรื่อยๆ ของคนตรงหน้าและรู้สึกว่าพลังงานของเธอเองก็เริ่มหดหายลงไปด้วยเช่นกัน

หรือนี่จะถึงเวลาที่พวกเขาต้องเดินทางไกลกันแล้ว

เช่นนั้นก็ดี

ต่อจากนี้ชายผู้นี้ สามีที่น่าสงสารของเธอก็ไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว

เธอจะจับมือกับเขาเดินผ่านบนเส้นทางน้ำพุเหลือง (3) แล้วข้ามสะพานไน่เหอ (4) ไปด้วยกันเอง จากนี้จะไม่มีใครจากไปก่อนใครอีกแล้ว

ในขณะที่ลมหายใจของคนเป็นเริ่มแผ่วเบาลง พลังวิญญาณของคนตายเริ่มสูญสลาย ในช่วงเวลาแห่งความเป็นและความตายพาดผ่านกัน เข็มนาฬิกาที่เคยหยุดนิ่งมาตลอดของนาฬิกาพกเก่าคลาคล่ำเรือนนั้นก็ค่อยๆ เริ่มเดินอีกครั้ง

เพียงแต่ว่าเข็มนาฬิกาเรือนที่ควรเดินตามเวลาปกติกลับเดินทวนเข็มนาฬิกาเสียอย่างนั้น….

หมายเหตุ

1) วัดไป๋หม่าซื่อ หรือวัดม้าขาว เรียกอีกชื่อว่าแป๊ะเบ๊ยี่ เป็นวัดทางพุทธศาสนาแห่งแรกที่ตั้งขึ้นในประเทศจีน อยู่ที่เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน

2) นักปราชญ์เกิดในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันตก เป็นชายหนุ่มที่ได้รับการขนานนามว่าหล่อเหลาและรูปงามที่สุด

3) เส้นทางไปปรโลกตามความเชื่อของประเทศจีนเรียกอีกชื่อว่าทางหวงเฉวียน

4) เป็นสะพานสุดท้ายที่แดนปรโลกเพื่อให้วิญญาณได้กลับชาติไปเกิดใหม่ ซึ่งก่อนข้ามสะพานต้องดื่มน้ำแกงยายเมิ่งหรือน้ำเบญจรสเพื่อลบความทรงจำในอดีตชาติเสียก่อน

*หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยนะคะ (๑˙❥˙๑)

กอดที่ 1

ติ๊ก ตอก ติ๊ก ตอก ติ๊ก ตอก

เสียงนาฬิกาที่ฟังดูทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยดังคลอเป็นจังหวะจะโคนอยู่ในโสตประสาททำให้หลี่เข่อซิงที่คิดว่าตัวเองตายเป็นรอบที่ 2 รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ

ดวงตากลมโตวาวน้ำกะพริบถี่พยายามปรับสายตาที่พร่ามัวให้ชัดเจนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อสามารถมองเห็นรอบด้านได้ถนัดถนี่ขึ้นหญิงสาวก็พบว่าตอนนี้เธอนั่งอยู่ภายในห้องดินเก่าทรุดโทรมห้องหนึ่งที่ถูกตกแต่งด้วยผ้าสีแดงผูกเป็นโบว์ลวกๆ สองผืนให้พอดูออกว่าเป็นสถานที่จัดงานมงคล

เมื่อก้มลงมองดูตัวเองก็เห็นว่ากำลังสวมชุดเสื้อแขนกระบอกสีขาวทับด้วยกระโปรงสีแดงอ่อนที่คุ้นเคยก็ยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก

สถานที่แห่งนี้หลี่เข่อซิงจดจำได้ไม่เคยลืมแม้จะตายไปแล้วเกือบ 40 กว่าปี

บ้านเก่าของบรรพบุรุษตระกูลข่าย

สถานที่ที่เป็นเรือนหอและเรือนตายของเธอ

ที่ที่เป็นทั้งจุดจบในชีวิตอันแสนสั้นด้วยวัยเพียง 17 ปี แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับช่วงเวลาอันแสนยาวนานในการเป็นดวงวิญญาณไร้ตัวตนดวงหนึ่งด้วยเช่นกัน

แล้วทำไมอยู่ๆ เธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ไม่ใช่ว่าเธอต้องไปข้ามสะพานไน่เหอพร้อมกับข่ายซีฮันหรอกหรือ?

ในขณะที่หลี่เข่อซิงกำลังสับสนงุนงงในโสตประสาทพลันได้ยินเสียงนาฬิกาพร้อมกับเสียงสูงๆ ต่ำๆ ของเด็ก คนชรา ผู้ชายและผู้หญิงหลายสิบเสียงดังสอดประสานกันเป็นประโยคเดียวได้อย่างน่าประหลาดดังขึ้น รอบกายเองก็ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น

' หลี่เข่อซิง '

" คุณเป็นใครคะ "

' เราคือไท่ส่วยเอี้ย '

ไท่ส่วยเอี้ย(1) ? นี่ไม่ใช่เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตาชีวิตตามที่บรรพบุรุษเคยเล่าให้ฟังหรอกหรือ

' ครั้งหนึ่งเจ้าเคยช่วยเหลือหญิงชราผู้หนึ่งไว้จำได้หรือไม่ '

หญิงชราหรือ? มีเหตุการณ์อย่างที่ว่าจริงๆ หากจะเล่าก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน

ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่ง ดูเหมือนว่ามันจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงก่อนเข้าฤดูหนาวปี 1969 ช่วงปลายพอดี ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เธอเคยอ่านตอนเป็นวิญญาณบอกว่าเป็นช่วงที่ชายแดนก็มีการปะทะกับประเทศอินเดียประปราย ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อต้นปี 1960 ทำให้ผลผลิตด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมลดลงจนน่าใจหาย ผู้คนเองก็ขาดแคลนเสบียงและของใช้ในการดำรงชีวิตเพราะเครื่องอุปโภคบริโภคหายาก มีจำนวนจำกัดและราคาแพง ไม่ต้องพูดถึงการล้มหายตายจากที่มีมากจนนับไม่หวาดไม่ไหว

เวลานั้นเธอยังเด็กไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เพราะชีวิตของเธอเองก็ย่ำแย่มากพออยู่แล้ว เด็กคนหนึ่งที่ไม่มีมารดาคอยปกป้องคุ้มครอง บิดาก็พึ่งพาไม่ได้ ทั้งยังแม่เลี้ยงเป็นใหญ่ ต้องคอยระมัดระวังทุกย่างก้าวยังจะไปสนใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร

แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งถือโอกาสใช้สถานการณ์อันยากลำบากนี้มากำจัดเธออย่างเลือดเย็น

วันนั้นเป็นวันก่อนวันตรุษจีน แม่เลี้ยงของเธอทำทีเป็นพาคนทั้งครอบครัวไปซื้อของในตัวเมืองโดยอ้างว่าไปซื้อของสำหรับเทศกาลที่จะมาถึง แต่ระหว่างทางกลับกับมีเธอเพียงคนเดียวที่พลัดหลงจนหาทางกลับบ้านไม่ถูก

เด็กหญิงวัย 7 ขวบรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าตัวเองถูกทิ้งเสียแล้ว

เธอเดินร้องไห้อยู่ริมทางไปเรื่อยๆ หวังว่าจะเจอผู้คนที่สัญจรผ่านมาแถวนี้บ้าง แต่เดินจนท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทก็ไม่เห็นมีใครเลยสักคน

ในขณะที่เธอกำลังสิ้นหวัง จู่ๆ ก็พลันได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากหญิงชรามาจากที่ไกลๆ ตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่าได้พบเพื่อนร่วมทางแล้วจึงรีบมุ่งหน้าไปตามทิศทางของเสียงอย่างไม่ลังเล

เมื่อมาถึงจึงเห็นว่าใต้ต้นไม้ไม่ไกลมีหญิงสาวสวมขุดเก่าทรุดโทรมคนหนึ่งกำลังพิงต้นไม้อย่างหมดแรงด้วยท่าทางหิวโซ

โชคดีที่เธอมีหมั่นโถวหนึ่งชิ้นที่แอบเก็บเอาไว้ตอนที่แม่เลี้ยงซื้อให้กินเป็นมื้อเที่ยงจึงแบ่งกับหญิงชราคนละครึ่งเพราะตัวเองก็หิวมากแล้วเหมือนกัน หลังจากกินเสร็จถึงได้ถามไถ่ที่มาที่ไปซึ่งกันและกัน

ตัวหญิงชราเป็นคนของอีกชุมชนหนึ่งที่ออกมาซื้อของวันตรุษจีนเช่นกันแต่พลัดหลงกับบุตรชาย ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงเหมือนเดิมเดินไม่เท่าไรก็หมดแรงจึงได้แต่ร้องเรียกให้คนช่วยอย่างที่เห็น เธอจึงเล่าถึงสถานการณ์ของตัวเองให้ฟังคร่าวๆ หญิงชราเองก็รับปากว่าถ้าเจอบุตรชายแล้วจะพาเธอกลับไปส่งบ้านด้วยตัวเอง

ในคืนนั้นเธอนั่งอิงแอบอยู่ข้างกายหญิงชราทั้งคืน แต่พอรุ่งเช้ากับไม่พบหญิงชราคนนั้นแล้วมีเพียงนาฬิกาพกสีเงินกลางเก่ากลางใหม่ที่สวมอยู่บนลำคอของเธอเท่านั้น

แม้จะผิดหวังที่ถูกทอดทิ้งอีกครั้งแต่เธอก็เตรียมที่จะเดินทางต่อไป คิดไม่ถึงว่าเพียงเดินออกมาจากป่าข้างทางก็เจอเข้ากับทางเข้าชุมชนของตัวเองแล้ว

ตอนนั้นเธอคิดว่าคงเป็นหญิงชราที่พามาส่งแล้วค่อยจากไป ความผิดหวังที่เพิ่งเกิดจึงมลายหายไปจนสิ้น จากนั้นเป็นต้นมาเธอก็สวมนาฬิกาพกเรือนนี้ติดตัวมาตลอดเพื่อระลึกถึงหญิงชราและเพื่อความอุ่นใจของตัวเอง

" ท่านคือหญิงชราคนนั้นหรือคะ "

' ใช่หรือไม่ใช่สำคัญอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตใจของเจ้าต่างหาก '

" ฉันไม่เข้าใจค่ะ "

' ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนั้นเจ้ายังไม่ทิ้งจิตสำนึกของการเป็นมนุษย์ไป เจ้ายังมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้คนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้จะกระทำได้ ต่อมาแม้เคราะห์กรรมจะชักพาให้เจ้าต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวทุกข์ร้อนมากมายเจ้าก็ยังคงรักษาจิตใจเช่นนี้เอาไว้ได้

แต่เด็กน้อยวิบากกรรมจากสวรรค์นั้นยากจะหลีกเลี่ยง

เช่นเดียวกันกับสามีของเจ้าผู้นั้น แม้จะสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้แผ่นดินมากมายเพียงใดก็หลีกหนีชะตากรรมในอดีตไปไม่ได้

แต่วีรบุรุษเช่นนั้นจะถูกสวรรค์ทอดทิ้งได้อย่างไร

ในเมื่อพวกเจ้าผ่านเคราะห์กรรมกันมาหนหนึ่งแล้ว สวรรค์จึงมอบโชคชะตาอีกเส้นทางหนึ่งให้แก่พวกเจ้าเป็นการตอบแทน ข้าในฐานะผู้คุ้มครองดวงชะตาของมนุษย์ถึงได้พาเจ้าย้อนกลับมาในอดีตเพื่อมอบโอกาสนี้ให้พวกเจ้าได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง '

" เริ่มต้นใหม่ งั้นก็แสดงว่าฉันกับซีฮันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งใช่ไหมคะ "

' มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่กลับมา '

" คะ? "

' มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ได้ย้อนกลับมา เพราะความปรารถนาในใจของเจ้าร้องขอที่จะกลับมา เจ้าจึงเป็นคนเดียวที่ได้รับโอกาสให้สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาของตัวเองและชายผู้นั้นได้ '

ใช่แล้ว ยามที่เธอเป็นเพียงแค่วิญญาณตนหนึ่งที่คอยติดตามเคียงข้างข่ายซีฮัน เธอมักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าเธอยังไม่ตายคงดีกว่านี้

ถ้าเธอไม่ตายข่ายซีฮันคงไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาทั้งชีวิต

ถ้าเธอไม่ตายคงมีลูกหลานคอยไหว้และทำความสะอาดหลุมศพให้พวกเขา

ถ้าเธอไม่ตายข่ายซีฮันคงมีครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริงให้กลับมาพักผ่อนเมื่อยามเหนื่อยล้า

เพียงแค่ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

แต่น่าเสียดายที่เธอไม่อาจย้อนกลับไปมีชีวิตได้อย่างที่ใจปรารถนา

' จากนี้ไม่ว่าจะดีหรือร้ายทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้าทั้งสิ้น แต่จงจำไว้การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาย่อมมีการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมเสมอ เจ้าเต็มใจที่จะยอมรับผลที่ตามมาหรือไม่ '

" ฉันเต็มใจค่ะ "

ในเมื่อเธอได้โอกาสที่ดีแบบนี้แล้วยังจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า

' ดี… แต่จงจำเอาไว้ว่าทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เมื่อใดที่ได้ยินเสียงนาฬิกานั่นหมายความว่าภัยอันตรายกำลังจะมาเยือน และนิมิตจะเกิดขึ้นอีกคราเพื่อย้ำเตือนให้เจ้าเตรียมพร้อมรับมือ เมื่อนั้นทุกสิ่งจะอยู่ที่การตัดสินใจของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

เด็กน้อยจงใช้จิตสำนึกที่มีใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนเถิด… '

เมื่อสิ้นเสียงของไท่ส่วยเอี้ย เสียงนาฬิกาที่ดังคลอมาตลอดในโสตประสาทก็พลันหายไป สรรพสิ่งรอบข้างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน

หลี่เข่อซิงยกนาฬิกาพกที่สวมติดลำคอขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งอย่างละเอียด ครั้งแรกที่เธอได้รับมามันเป็นเพียงแค่นาฬิกาตายเรือนหนึ่ง เมื่อเธอเสียชีวิตข่ายซีฮันก็เก็บมันเอาไว้ข้างกายตลอด ชายหนุ่มเคยนำนาฬิกาเรือนนี้ไปซ่อมอยู่หลายที่แต่ก็ไม่มีที่ไหนสามารถซ่อมมันได้เลยจวบจนกระทั่งเขาตายจากไป แต่ตอนนี้มันกลับสามารถใช้งานได้เป็นปกติทั้งที่ไม่ได้ผ่านการซ่อมแซมแต่อย่างใด

หลี่เข่อซิงรู้สึกเหมือนว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นสัญลักษณ์ในการมีชีวิตอยู่ของเธอ ตราบใดที่มันยังคงเดินอยู่ชีวิตของเธอก็ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดภัย

ในขณะที่หลี่เข่อซิงกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง จู่ๆ เสียงนาฬิกาพกก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันพร้อมกับมีภาพเหตุการณ์หนึ่งปรากฏขึ้นในความทรงจำของหญิงสาวก่อนจะหายไป

หลี่เข่อซิงยกมือขึ้นคลึงขมับที่ปวดหนึบจากการเกิดภาพนิมิตกะทันหันและพยายามตั้งสติเรียบเรียงเรื่องราวที่ได้รับรู้อย่างรวดเร็ว

จากภาพนิมิตที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้หลี่เข่อซิงตระหนักถึงภัยเงียบที่ตัวเองหลงลืมไปเมื่อครั้งอดีต

หรือจะพูดให้ถูกก็คือมันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องลาจากโลกนี้ไปในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านั่นเอง

ไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ขบคิดอะไรไปได้มากกว่านี้ ที่ประตูหน้าห้องก็มีเสียงเคาะไม่เบาแรงพร้อมกับคำพูดที่ฟังไม่รื่นหูดังขึ้นบ่งบอกว่าคนด้านนอกอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร

" หลี่เข่อซิงเปิดประตู "

หลี่เข่อซิงมองไปที่ประตูด้วยสายตาเย็นชา หลังจากยัดนาฬิกาพกไว้ในอกเสื้อเรียบร้อยแล้วถึงได้ขานตอบออกไป

" เข้ามาได้เลยค่ะประตูไม่ได้ล็อก "

หมายเหตุ

1) ไท่ส่วยเอี้ย เป็นเทพเจ้าเก่าแก่ที่ได้รับความศรัทธามากกว่า 3,000 ปี โดยมีความสำคัญกับวันตรุษจีน เชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าผู้สอดส่องความดีความชั่วของมนุษย์ หรือเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตาชีวิต เป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมดูแลความดีและความชั่วของมนุษย์ มีทั้งหมด 60 องค์ ในแต่ละปีจะไม่ซ้ำกัน มีการสลับหมุนเวียนกันไปและโคจรมาใหม่ทุกปี ปีละ 1 องค์ เป็นความเชื่อตามคติโหราศาสตร์จีน ฮวงจุ้ย ลัทธิเต๋า

*หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยนะคะ (๑˙❥˙๑)

กอดที่ 2

ไม่รอให้หลี่เข่อซิงพูดจบประตูก็ถูกคนผลักเข้ามาแล้ว ซึ่งผู้ที่เข้ามาก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคนที่หญิงสาวรู้จักเป็นอย่างดี

อู๋ไป๋ซี แม่เลี้ยงของเธอและ หลี่หลันฮวา ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของอู๋ไป๋ซีที่เกิดกับสามีคนก่อน

หลี่เจ๋อซิงมองสองแม่ลูกที่สาวเท้าเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเป็นปกติไม่เผยพิรุธอะไรออกมา เมื่อสองแม่ลูกมาหยุดยืนประจันหน้าจึงไม่ได้สงสัยอะไร

อู๋ไป๋ซียืนถ้วยข้าวที่มีหมูตุ๋นชิ้นเล็กๆ สองสามชิ้นไปตรงหน้าหลี่เข่อซิงก่อนพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

" พ่อแกบอกให้ฉันเอามาให้ รีบๆ กินซะ " พูดจบก็กระแทกถ้วยใบนั้นลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ

" มือไม้ก็มีไม่รู้จักไปหยิบเองต้องให้คนแก่ๆ อย่างฉันเอามาประเคนให้ถึงที่ คิดว่าแต่งงานแล้วจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ อย่าคิดว่าเงินที่ได้จากการแยกบ้านของบ้านข่ายดูเยอะนะไม่นานก็ต้องเอาไปซื้อยามารักษาคนอยู่ดี ดีไม่ดีถ้ารักษาไม่หายยังจะเป็นภาระให้ต้องหาเลี้ยงดูอีก

เฮอะ!! คนอย่างแกก็เหมาะสมแค่กับคนพิการแบบนั้นแหละ ฉันขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะว่าแกแต่งงานออกไปแล้วก็ไม่ใช่คนบ้านหลี่อีก จะเป็นจะตายก็อย่าได้คิดกลับมาสร้างความลำบากให้คนที่บ้านเป็นอันขาด "

อู๋ไป๋ซีเหยียดมุมปากเยาะเย้ยลูกเลี้ยงที่ยังนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้านและเป็นการบอกบุตรสาวของตัวเองกลายๆ ไปด้วย

เดิมทีการแต่งงานครั้งนี้ควรเป็นของหลี่หลันฮวาบุตรสาวของเธอเพราะบ้านข่ายกับบ้านหลี่เคยพูดคุยเรื่องการสู่ขอบุตรสาวให้บุตรชายคนรองที่ไปเป็นทหารตั้งแต่อายุ 15 เมื่อต้นปี แม้ฝ่ายชายจะอายุมากไปหน่อยสำหรับบุตรสาวที่อายุ 18 ปีของเธอ แต่สำหรับนายทหารช่วงวัย 26 ปีนี้นับว่าเป็นวัยที่กำลังสร้างผลงาน

ส่วนบุตรสาวของเธอก็ล้ำค่ายิ่งกว่าเพราะเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่ทางโรงเรียนคาดหวังว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นคนเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก รูปร่างหน้าตาก็งดงามถอดแบบจากเธอสมัยยังสาวมาไม่ผิดเพี้ยน ภายในชุมชนนี้ใครเลยจะมาสู้บุตรของเธอได้

แต่ใครจะไปคาดคิดว่าพูดคุยตกลงกันได้ไม่ถึงครึ่งปีตัวคนก็ถูกส่งกลับมาบ้านด้วยสภาพแขนหักบาดแผลทั้งภายนอกภายในเต็มตัวไปหมด เรียกได้ว่าแทบจะกลายเป็นคนพิการไปแล้วครึ่งตัว แล้วคนเช่นนี้จะคู่ควรกับบุตรสาวของเธอได้อย่างไร เธอจึงให้ หลี่อี้ฝู สามีของเธอไปยกเลิกการหมั้นหมายเสีย ซึ่งหลี่หลันฮวาก็เห็นด้วยไม่ได้คัดค้าน

โชคดีที่เธอตัดสินใจลงมืออย่างรวดเร็ว ไม่ถึง 3 เดือนดีก็มีข่าวว่าบ้านข่ายทำเรื่องตกลงแยกบ้านกันเสียแล้ว เพื่อความยุติธรรมพ่อแม่ข่ายยกบ้านบรรพบุรุษและเงินเกษียณจากการเป็นทหารจำนวน 300 หยวนให้บุตรชายคนรองอย่างข่ายซีฮันทั้งหมด ทั้งยังไม่เรียกร้องให้ต้องส่งเสียเลี้ยงดูพวกตนอีกต่อไป

แม้คนในชุมชนจะยกย่องพ่อแม่ข่ายว่ายุติธรรมและเมตตาต่อบุตรมากแต่สำหรับอู๋ไป๋ซิงแล้วกับคิดว่าพ่อแม่ข่ายฉลาดมาก คิดอ่านได้อย่างรอบคอบและเลือดเย็นทีเดียว

ใครก็รู้ว่าบ้านบรรพบุรุษของบ้านข่ายถึงจะมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางพอสมควรแต่ตัวบ้านก็ผุพังทรุดโทรมไปตามกาลเวลาเพราะไม่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ มิหนำซ้ำตัวบ้านยังอยู่ท้ายชุมชนหากจะออกไปทำงานในท้องนาหรือออกจากชุมชนก็ต้องเดินไกลเกือบ 15 นาที แม้จะติดกับภูเขาแต่ก็ไม่ใช่ทำเลที่ดีอะไรเมื่อเทียบกับบ้านใหม่ที่สร้างจากอิฐแดงทั้งหลังของบ้านข่ายในปัจจุบัน

ไหนจะเงิน 300 หยวนที่ถูกมองว่าเยอะมากนั่นอีก แค่ค่ายาค่าเดินทางไปโรงพยาบาลไม่ถึงปีก็คงใช้จนหมดแล้ว เมื่อเทียบกับเงินที่บุตรชายคนรองส่งเสียมาให้เกือบ 10 ปี 300 หยวนจะนับเป็นอะไรได้

เมื่อมีข้อกำหนดในการแยกบ้านชัดเจนขนาดนี้ในอนาคตพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรเกี่ยวกับข่ายซีฮันอีก

ครอบครัวที่เลือดเย็นเพียงนี้เธอไม่มีทางให้บุตรสาวแต่งเข้าตระกูลไปอย่างแน่นอน แต่สำหรับลูกเลี้ยงอย่างหลี่เข่อซิงนั้นต่างกัน ในเมื่อบ้านข่ายยังต้องการให้มีการแต่งงานเกิดขึ้นเพื่อจะได้แยกบ้านกันอย่างสมบูรณ์ เธอจึงหว่านล้อมให้หลี่อี้ฝูยกหลี่เข่อซิงให้แต่กับข่ายซีฮันเสีย อย่างน้อยบ้านข่ายก็มอบเงิน 20 หยวนเป็นค่าสินสอด

หลี่อี้ฝูผู้นี้แม้จะรูปร่างหน้าตาดีที่สุดในตระกูลหลี่สายรอง แต่ก็เป็นคนหูเบาจิตใจโลเล เพียงอู๋ไป๋ซีพูดนิดหน่อยก็เห็นชอบด้วยทั้งหมด งานแต่งจึงถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่พอหลี่หลันฮวาเห็นหน้าข่ายซีฮันที่มารับตัวเจ้าสาวด้วยตัวเองทั้งที่บาดเจ็บอยู่ก็เกิดนึกเสียดายขึ้นมา อู๋ไป๋ซีจะไม่เข้าใจความคิดของบุตรสาวตัวเองได้อย่างไร

จริงอยู่ที่ข่ายซีฮันถือเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา แม้ตอนนี้ชายหนุ่มจะมีผ้าพันแผลเต็มตัวก็ยังปกปิดความองอาจผ่าเผยอย่างชายชาติทหารของชายหนุ่มไม่ได้ แต่รูปงามแล้วอย่างไร สุดท้ายก็เป็นแค่คนพิการอยู่ดี เธอไม่มีทางยอมให้บุตรสาวตกลงไปในหลุมไฟแบบนี้เป็นอันขาด

หลี่หลันฮวามีหรือจะไม่รู้ว่ามารดาต้องการพูดให้ตัวเองฟัง เธอเองก็เข้าใจทุกอย่างที่มารดาต้องการสื่อออกมา ถ้าจะให้เธอต้องมาตกระกำลำบากใช้ชีวิตน่าอนาถเช่นนี้เธอก็รับไม่ได้เช่นกัน

เธอเป็นใคร เธอเป็นถึงว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีอนาคตสดใส เป็นบุตรสาวที่เป็นที่ภาคภูมิใจของตระกูล เป็นแบบอย่างของหญิงสาวภายในชุมชนหงโจวแห่งนี้ จะให้เธอทิ้งอนาคตของตัวเองเพื่อผู้ชายคนหนึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

เพียงแต่ว่าข่ายซีฮันผู้นั้นดูดีมากจริงๆ เธอไม่เคยเห็นใครที่หล่อเหลาดูดีมากขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ชายหนุ่มในเมืองก็ไม่มีใครสู้ข่ายซีฮันได้ ยิ่งส่วนสูงเกือบ 192 ซม. ที่แม้แต่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและสามารถเป็นที่พึ่งพิงได้นั่นอีก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชายผู้นี้ตรงตามความชื่นชอบของเธอทุกอย่าง

พอมองไปที่หลี่เข่อซิงที่ดูงดงามเป็นพิเศษในวันนี้เพราะได้สวมชุดกระโปรงเหมือนสาวในเมืองครั้งแรกก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

ถึงผู้คนจะพูดกันว่าเธอเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในชุมชนหงโจวหรือแม้แต่ชุมชนในละแวกนี้ก็จริง แต่หลี่หลันฮวารู้ดีว่าคนที่งดงามที่สุดไม่ใช่เธอแต่เป็นนางจิ้งจอกหลี่เข่อซิงคนนี้

มารดาบอกกับเธอว่าหลี่เข่อซิงถอดแบบมาจากมารดาจิ้งจอกของมันแต่กับงดงามกว่าสองส่วนเพราะรวมส่วนผสมของหลี่อี้ฝูผู้เป็นบิดาเข้าไปด้วย

ตอนเด็กเธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่เมื่อโตขึ้นหลี่เข่อซิงก็ยิ่งงดงามโดยเฉพาะผิวขาวอมชมพูนวลเนียนนั่น แม้เธอจะพยายามบำรุงให้ได้ผิวพรรณเช่นนั้นก็ยังทำไม่ได้ หลี่หลันฮวาไม่เข้าใจเลยทั้งๆ ที่มารดาใช้งานหลี่เข่อซิงอย่างหนัก ไม่ว่าจะงานบ้านหรืองานในฝ่ายผลิตที่ต้องตากแดดตากลมเพื่อแลกแต้มคะแนน (1) แต่พอผ่านไปแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งผิวของหลี่เข่อซิงก็จะกลับมาขาวใสผุดผ่องเช่นเดิม

ถ้าหลี่เข่อซิงไม่ใช่นางจิ้งจอกกลับชาติมาเกิดเหมือนแม่ของมันและยังจะเป็นอะไรได้อีก

หลี่หลันฮวาไม่ต้องการให้หลี่เข่อซิงได้ครอบครองข่ายซีฮัน เธอไม่ต้องการเห็นหลี่เข่อซิงมีความสุข แต่ตอนนี้ข่ายซีฮันเป็นเพียงคนพิการ หลี่เข่อซิงที่แต่งงานกับคนพิการยังจะมีชีวิตที่มีความสุขได้อย่างไร

เมื่อคิดได้ดังนี้หลี่หลันฮวาก็สบายใจขึ้นมาก หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรกับหลี่เข่อซิงที่นั่งอยู่บนเตียงเตาเพียงใช้สายตาเหยียดหยามมองผ่านปราดหนึ่งเท่านั้น

" อย่าอารมณ์เสียเลยค่ะแม่เดี๋ยวจะไม่สบายเอา ในเมื่อน้องสาวแต่งงานแล้วก็ต้องรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นคนของบ้านสามีไม่ใช่คนของบ้านเดิมอีก แม่อย่ากังวลไปเลยนะ พวกเรารีบออกไปข้างนอกเถอะค่ะพ่อน่าจะรออยู่ อาเหนิงเองก็คงมองหาพวกเราไปทั่วแล้ว "

เมื่อได้ยินชื่อของบุตรชายคนเล็กอย่าง หลี่ต้าเหนิง อู๋ไป๋ซีก็ไม่รีรอที่จะอยู่ในห้องอีกต่อไป

เมื่อสองแม่ลูกจากไปแล้วหลี่เข่อซิงค่อยหยิบถ้วยข้าวเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาดู

ชาติก่อนเพราะต้องทำงานหนักอยู่ตลอดและไม่เคยได้กินอาหารดีๆ เท่าไรเมื่อเห็นเนื้อที่วางอยู่เธอก็อดที่จะกินมันเข้าไปด้วยความหิวโหยไม่ได้ และนั่นเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปีที่เธอได้กินเนื้อเหมือนคนอื่นๆ

อันที่จริงความเป็นอยู่ของบ้านหลี่ก็ไม่ได้อัตคัดถึงขนาดนั้น ยิ่งเมื่อต้นปี 1976 ที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำสถานการณ์ภายในก็ยิ่งผ่อนคลายลงมาก ในชุมชนเริ่มแบ่งพื้นที่ให้แต่ละครอบครัวได้ใช้ประโยชน์ บ้านข่ายเองก็ได้ที่ดินมาส่วนหนึ่งเหมือนคนในชุมชน อู๋ไป๋ซีเลี้ยงไก่เอาไว้ถึงสามตัวทั้งยังให้หลี่อี้ฝูรับหมูมาเลี้ยงเพื่อรับแต้มคะแนนอีกด้วย

เรียกได้ว่าความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้นบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงขั้นอดอยากหิวโหย

แต่ไม่ใช่สำหรับหลี่เข่อซิง เธอยังคงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากคนภายในบ้าน ปีปีหนึ่งแม้แต่เนื้อสักชิ้นก็ยังไม่ได้กิน พอเห็นเนื้อถึงสามชิ้นแม้จะบางแค่ไหนเธอก็อดที่จะกลืนมันลงท้องไปจนหมดด้วยความหิวโหยไม่ได้

เพียงแต่หลี่เข่อซิงกลับคิดไม่ถึงว่าอาหารถ้วยนั้นจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องตายในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งคนทำก็ไม่ใช่ใครแต่เป็นอู๋ไป๋ซีแม่เลี้ยงของเธอนั่นเอง

และที่หลี่เข่อซิงรู้เรื่องนี้ได้ก็เป็นเพราะข่ายซีฮัน

ข่ายซีฮันสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของเธอมาโดยตลอดและสืบหาจนรู้ความจริงว่าเธอไม่ได้เสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว แต่เธอเสียชีวิตเพราะถูกวางยาพิษ

ซึ่งพิษตัวนี้ก็ไม่ใช่พิษที่หายากอะไรเพราะเป็นเพียงน้ำต้มจากรากของดอกยี่โถ่ พืชมีพิษร้ายแรงที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เพราะเป็นพืชดอกที่มีเฉพาะทางตอนใต้ คนที่ถูกพิษจะมีอาการหอบ หัวใจเต้นผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน และเสียชีวิตในที่สุด

ถึงแม้จะสืบจนพบว่าเธอถูกวางยาแต่เพราะไม่มีหลักฐานจึงทำให้ข่ายซีฮันเสียเวลาอยู่หลายปีกว่าจะเอาผิดอู๋ไป๋ซีได้

เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่หลี่เข่อซิงยังติดใจสงสัยอยู่ก็คือทำไมอู๋ไป๋ซีถึงต้องวางยาเธอด้วยในเมื่อสามารถผลักไสเธอออกมาจากบ้านหลี่ได้ดั่งใจแล้ว อีกทั้งชีวิตของหลี่หลันฮวาก็ดูจะรุ่งโรจน์และโรยด้วยกลีบกุหลาบแตกต่างจากเธอที่อู๋ไป๋ซีเข้าใจว่าเป็นเพียงภรรยาของคนพิการในชนบทเท่านั้น มีอะไรให้ต้องมาคิดฆ่าแกงกันด้วย?

ด้านข่ายซีฮันเองก็ไม่ได้สนใจคำสารภาพของอู๋ไป๋ซีแต่อย่างใด ชายหนุ่มเพียงยื่นเรื่องต่อศาลทหารเพื่อให้ลงโทษอู๋ไป๋ซีด้วยโทษสูงสุดเท่านั้น และนั่นก็ทำให้คนบ้านหลี่มีมลทินติดตัว ลูกหลานสามชั่วอายุคนนับแต่นั้นไม่มีโอกาสได้เข้ารับราชการตำแหน่งใดได้อีก

แต่ตอนนี้เธอมีหลักฐานก็มีอยู่ในมือแล้วข่ายซีฮันก็ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาหลักฐานอย่างยากลำบากอีก

หมายเหตุ

1) ระบบคิดค่าแรงในคอมมูนจะคิดเป็นแต้ม ทำงาน 1 ชม. = 1 แต้ม / 1 แต้ม = 0.02 - 0.08 หยวน หรือประมาณ 2 - 8 เหมา ซึ่งงานในคอมมูนหรือชุมชนชุมชนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับหัวหน้าฝ่ายผลิตว่าจะจัดสรรให้ใครทำหน้าที่อะไร

*หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยนะคะ (๑˙❥˙๑)

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...