สามีชาตินี้ฉันจะกอดคุณให้แน่นๆเอง! : มี E-Book แล้วนะคะ (เริ่มติดเหรียญวันที่ 08/04/67)
ข้อมูลเบื้องต้น
** ขอบคุณภาพปกสวยๆ จาก #DDclover จร้า
**หมายเหตุ**
1) นิยายเรื่องนี้แต่ตามจินตนาการของไรท์ อาจไม่อิงประวัติศาสตร์มากนัก สามารถติชมแสดงความคิดเห็นกันได้นะคะ แต่อย่าแรงมาก (*โค้งคำนับ ⁽⁽ଘ( ˊᵕˋ )ଓ⁾⁾ )
2) นิยายเปิดให้อ่านฟรีจนจบ มีติดเหรียญอ่านล่วงหน้าสำหรับนักอ่านที่ต้องการอ่านก่อน และอาจมีติดถาวรบางตอน (*เหรียญที่ซื้อตอนอ่านล่วงหน้านักอ่านไม่ต้องกลับมาซื้อซ้ำอีกในกรณที่เริ่มติดเหรียญภายหลังเรื่องจบนะคะ สามารถกลับมาอ่านได้ตามปกติเลย) และจะติดเหรียญถาวรภายใน 5 วันหลังจากเรื่องจบ
3) นิยายอาจลง 2-3 วันต่อตอน หรือมากน้อยตามความสะดวกของไรท์ค่ะ
กอดที่ 0
ปี 2023
ริมหน้าต่างภายในเรือนสี่ประสานแห่งหนึ่งมีร่างใหญ่โตองอาจของชายชราผู้หนึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้พักผ่อนสุดหรูอย่างเงียบสงบ นัยน์ตาคมเข้มที่ขุ่นมัวไปตามกาลเวลาเหม่อมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย มือข้างหนึ่งลูบไล้นาฬิกาพกสีเงินรุ่นเก่าที่ใช้งานไม่ได้แล้วไปมาแผ่วเบาตามความเคยชิน
นางพยาบาลคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนนางพยาบาลคนเก่าที่ลาคลอดไปมองดูภาพเบื้องหน้าด้วยใบหน้าซีดเซียว
" มีอะไรหรือเปล่า " นางพยาบาลอีกคนที่อยู่มาก่อนหันไปสอบถามพยาบาลสาวน้องใหม่ที่สีหน้าดูไม่ค่อยดีด้วยความเป็นห่วง
" ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะรุ่นพี่ "
" มีเรื่องอะไรก็บอกพี่ได้นะเรายังต้องทำงานด้วยกันอีกนานพี่ไม่อยากให้เราทำงานด้วยความไม่สบายใจ "
พยาบาลสาวรุ่นน้องมีสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยปากบอกพยาบาลรุ่นพี่ในที่สุด
" ฉันไม่ขอปิดบังรุ่นพี่นะคะ คือก่อนที่ฉันจะเข้ามาทำงานที่นี่ก็เคยได้ยินเรื่องราวของท่านนายพลอาวุโสมาบ้าง คุณตากับคุณพ่อของฉันพวกท่านเคยได้รับการช่วยเหลือจากท่านในอดีตและนับถือท่านนายพลมาก ตอนแรกที่พวกท่านรู้ว่าฉันได้รับหน้าที่ให้มาดูแลท่านนายพลที่นี่พวกท่านดีใจยิ่งกว่าตอนที่ฉันสอบติดมหาวิทยาลัยอีกนะคะ บอกตามตรงว่าฉันแอบกดดันนิดหน่อยด้วย " พูดแล้วก็อดหัวเราะกับความปีติยินดีของพวกคุณปู่ไม่ได้
ต้องบอกก่อนว่าคุณปู่ของเธอเป็นคนน่าเกรงขามมาก พูดน้อยและเคร่งขรึม แต่พอได้ยินว่าเธอได้รับมอบหมายงานนี้ท่านถึงกับยิ้มออกมาด้วยความยินดีทั้งยังกำชับให้เธอดูแลท่านนายพลเป็นอย่างดีเช้าวันต่อมาเธอก็ได้รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดเป็นของรางวัล ส่วนคุณพ่อไม่ต้องพูดถึงเพราะท่านโอนอั่งเปาก้อนโตให้เธอทันทีที่รู้ข่าวเลย
" เอาจริงๆ แล้วท่านในจินตนาการของฉันออกจะ เอ่อ ดุและน่าเกรงขามมากๆ น่ะค่ะ พอได้มาเจอตัวจริงแล้วก็ไม่ต่างจากที่ฉันคิดเอาไว้เท่าไร แต่ฉันก็ไม่คิดว่าท่านจะเงียบขรึมขนาดนี้ เวลาฉันเข้าใกล้ท่านทีไรฉันแทบจะรู้สึกหายใจไม่ออก มันอึดอัด มันกดดันอย่างบอกไม่ถูกทั้งๆ ที่ท่านก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ "
เธอไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่ที่เธอเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นพยาบาลส่วนตัวของพลเอกข่ายซีฮัน นายพลอาวุโสวัย 70 ปีผู้นี้ นอกจากชายชราจะนอนมองออกไปนอกหน้าต่างและเดินเล่นภายในสวนหลังเรือนสี่ประสานแล้วก็ไม่เคยทำกิจกรรมอย่างอื่นอีก แต่ทว่าบรรยากาศรอบตัวของชายชรากลับทำให้เธอรู้สึกกดดันและหวาดกลัวโดยไม่มีสาเหตุเสียอย่างนั้น
ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นเพราะชายชราเป็นนายทหารที่ผ่านสมรภูมิรบมาทุกรูปแบบ ภายหลังยังดำรงตำแหน่งคณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัยที่เป็นตำแหน่งสำคัญภายในกองทัพจึงยิ่งส่งผลให้บุคลิกของชายชราเคร่งขรึมและน่าหวาดกลัวมากขึ้น
แต่เธอกับรู้สึกว่ามันมีอะไรที่มากกว่านั้น
เป็นอะไรที่เธอไม่สามารถอธิบายได้
นี่ยังไม่รวมกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่มักจะแผ่กระจายอยู่รอบกายของชายชราอีกนะ
พยาบาลรุ่นพี่เข้าใจความรู้สึกของพยาบาลรุ่นน้องเป็นอย่างดีเพราะเธอและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่อยู่ภายในเรือนสี่ประสานอันเก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็รู้สึกไม่แตกต่างกัน
เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาแล้วไม่เห็นใครอยู่บริเวณนี้พยาบาลรุ่นพี่จึงรีบลากแขนพยาบาลรุ่นน้องหลบเข้ามุมหนึ่งด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
" อันที่จริงคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ทุกคนก็รู้สึกเหมือนกันกับเธอนั่นแหละ "
" จริงหรือคะ ฉันก็คิดว่ารู้สึกไปคนเดียวเสียอีก "
" พี่จะหลอกเธอไปทำไมล่ะ แต่อย่าเอ็ดไปนะ พี่เคยได้ยินพวกทหารเขาเล่าๆ กันว่ารอบตัวของท่านนายพลมีวิญญาณวนเวียนอยู่ "
" วิญญาณ? "
เมื่อเห็นสีหน้าไม่อยากจะเชื่อของพยาบาลรุ่นน้อง พยาบาลสาวก็รีบกระซิบบอกด้วยสีหน้าจริงจัง
" อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นเชียว เธอรู้จักเจ้าอาวาสวัดเนี่ยย์ผานหรือเปล่า "
พยาบาลรุ่นน้องพยักหน้าตอบรับทันที ใครจะไม่รู้จัก วัดเนี่ยย์ผาน วัดพุทธนิกายมหายานที่มีชื่อเสียงยาวนานพอๆ กับวัดไป๋หม่าซื่อ (1) บ้าง แต่ว่าเมื่อเอ่ยถึงวัดเนี่ยย์ผานนอกจากประวัติความเป็นมาอันยาวนานแล้ววัดแห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องการรู้แจ้งหยินหยาง พลังเหนือธรรมชาติหรือสิ่งที่มองไม่เห็น พลังลึกลับต่างๆ อีกด้วย
" เจ้าอาวาสรูปก่อนท่านเคยบอกว่าข้างกายท่านนายพลมีวิญญาณวนเวียนอยู่แต่เพราะท่านนายพลมีพลังหยางแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ทั้งยังจิตใจเข้มแข็งเป็นอย่างมากเลยไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่านนายพล เธอเห็นนาฬิกาที่ท่านนายพลพกติดตัวตลอดเวลาเรือนนั้นไหม นั่นน่ะแหละคือที่สิงสถิตของวิญญาณดวงที่ว่า "
พยาบาลรุ่นน้องมีสีหน้าตื่นตะลึงเริ่มจะเชื่อตามที่พยาบาลรุ่นพี่บอกเล่าขึ้นมาบ้างแล้วจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
" แล้วท่านเจ้าอาวาสได้บอกไหมคะว่าวิญญาณดวงนั้นเป็นใคร ทำไมถึงต้องตามติดท่านนายพลด้วย "
" อืม ท่านว่าเป็นภรรยาที่เสียไปตั้งแต่ยังสาวของท่านนายพลน่ะ "
" เพราะแบบนี้หรือเปล่าคะที่ทำให้ท่านนายพลครองตัวเป็นโสดมาตลอด "
เธอเคยได้ยินคุณปู่เล่าว่าสมัยก่อนถึงท่านนายพลจะดุร้ายโหดเหี้ยมแค่ไหนแต่ก็รูปงามราวกับพานอัน (2) สาวน้อยสาวใหญ่ต่างหมายปองกันทั้งนั้น ว่ากันว่าลูกสาวผู้บังคับบัญชาของท่านนายพลในอดีตก็เคยตกหลุมรักท่านเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงไม่ได้ลงเอยกัน
พอมาได้ยินเรื่องนี้ก็อดที่จะคิดเชื่อมโยงเข้าหากันไม่ได้
พยาบาลสาวทั้งสองมองหน้ากันไปมาแล้วไม่ได้พูดอะไรต่ออีก จากนั้นจึงค่อยแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ของตนเอง
ด้านคนที่ถูกพูดถึงอย่างพลเอกข่ายซีฮันก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่พยาบาลทั้งสองพูดคุยกันแต่อย่างใดเพราะตอนนี้นัยน์ตาพร่ามัวคู่นั้นเริ่มหรี่ปรือลงเรื่อยๆ มือที่เคยลูบไล้นาฬิกาพกเองก็ดูคล้ายจะหยุดการเคลื่อนไหวไปแล้วเช่นกัน
' คนพวกนั้นพูดถึงคุณอีกแล้วล่ะค่ะ '
เสียงหวานละมุนแต่ฟังดูเย็นยะเยือกดังแผ่วเบาคลอเคล้าไปในอากาศแต่กลับไม่มีใครสามารถสัมผัสหรือได้ยินเสียงนั้นได้เลยแม้แต่ชายชราที่ยามนี้มีร่างโปร่งแสงของหญิงสาวคนหนึ่งนอนอิงซบอยู่บนแผงอกกว้างเองก็ตาม
วิญญาณสาวเงยหน้ามองใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาแต่ยังคงเคล้าความหล่อเหลาดุร้ายอยู่ด้วยสายตาโศกเศร้า
' คุณคงเหงามากเลยใช่ไหมคะ ' เอ่ยพลางยกมือโปร่งแสงลูบไล้ใบหน้าชายชราไปด้วย
' ถ้าฉันไม่โชคร้ายตายก่อนคุณก็คงดี คุณจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้ '
วิญญาณสาวละมือออกก่อนอิงซบแผงอกกว้างของชายชราอีกครั้งเพราะเธอสัมผัสได้ถึงสัญญาณชีพที่เต้นแผ่วลงเรื่อยๆ ของคนตรงหน้าและรู้สึกว่าพลังงานของเธอเองก็เริ่มหดหายลงไปด้วยเช่นกัน
หรือนี่จะถึงเวลาที่พวกเขาต้องเดินทางไกลกันแล้ว
เช่นนั้นก็ดี
ต่อจากนี้ชายผู้นี้ สามีที่น่าสงสารของเธอก็ไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว
เธอจะจับมือกับเขาเดินผ่านบนเส้นทางน้ำพุเหลือง (3) แล้วข้ามสะพานไน่เหอ (4) ไปด้วยกันเอง จากนี้จะไม่มีใครจากไปก่อนใครอีกแล้ว
ในขณะที่ลมหายใจของคนเป็นเริ่มแผ่วเบาลง พลังวิญญาณของคนตายเริ่มสูญสลาย ในช่วงเวลาแห่งความเป็นและความตายพาดผ่านกัน เข็มนาฬิกาที่เคยหยุดนิ่งมาตลอดของนาฬิกาพกเก่าคลาคล่ำเรือนนั้นก็ค่อยๆ เริ่มเดินอีกครั้ง
เพียงแต่ว่าเข็มนาฬิกาเรือนที่ควรเดินตามเวลาปกติกลับเดินทวนเข็มนาฬิกาเสียอย่างนั้น….
หมายเหตุ
1) วัดไป๋หม่าซื่อ หรือวัดม้าขาว เรียกอีกชื่อว่าแป๊ะเบ๊ยี่ เป็นวัดทางพุทธศาสนาแห่งแรกที่ตั้งขึ้นในประเทศจีน อยู่ที่เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน
2) นักปราชญ์เกิดในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันตก เป็นชายหนุ่มที่ได้รับการขนานนามว่าหล่อเหลาและรูปงามที่สุด
3) เส้นทางไปปรโลกตามความเชื่อของประเทศจีนเรียกอีกชื่อว่าทางหวงเฉวียน
4) เป็นสะพานสุดท้ายที่แดนปรโลกเพื่อให้วิญญาณได้กลับชาติไปเกิดใหม่ ซึ่งก่อนข้ามสะพานต้องดื่มน้ำแกงยายเมิ่งหรือน้ำเบญจรสเพื่อลบความทรงจำในอดีตชาติเสียก่อน
*หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยนะคะ (๑˙❥˙๑)
กอดที่ 1
ติ๊ก ตอก ติ๊ก ตอก ติ๊ก ตอก
เสียงนาฬิกาที่ฟังดูทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยดังคลอเป็นจังหวะจะโคนอยู่ในโสตประสาททำให้หลี่เข่อซิงที่คิดว่าตัวเองตายเป็นรอบที่ 2 รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ
ดวงตากลมโตวาวน้ำกะพริบถี่พยายามปรับสายตาที่พร่ามัวให้ชัดเจนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อสามารถมองเห็นรอบด้านได้ถนัดถนี่ขึ้นหญิงสาวก็พบว่าตอนนี้เธอนั่งอยู่ภายในห้องดินเก่าทรุดโทรมห้องหนึ่งที่ถูกตกแต่งด้วยผ้าสีแดงผูกเป็นโบว์ลวกๆ สองผืนให้พอดูออกว่าเป็นสถานที่จัดงานมงคล
เมื่อก้มลงมองดูตัวเองก็เห็นว่ากำลังสวมชุดเสื้อแขนกระบอกสีขาวทับด้วยกระโปรงสีแดงอ่อนที่คุ้นเคยก็ยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก
สถานที่แห่งนี้หลี่เข่อซิงจดจำได้ไม่เคยลืมแม้จะตายไปแล้วเกือบ 40 กว่าปี
บ้านเก่าของบรรพบุรุษตระกูลข่าย
สถานที่ที่เป็นเรือนหอและเรือนตายของเธอ
ที่ที่เป็นทั้งจุดจบในชีวิตอันแสนสั้นด้วยวัยเพียง 17 ปี แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับช่วงเวลาอันแสนยาวนานในการเป็นดวงวิญญาณไร้ตัวตนดวงหนึ่งด้วยเช่นกัน
แล้วทำไมอยู่ๆ เธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ไม่ใช่ว่าเธอต้องไปข้ามสะพานไน่เหอพร้อมกับข่ายซีฮันหรอกหรือ?
ในขณะที่หลี่เข่อซิงกำลังสับสนงุนงงในโสตประสาทพลันได้ยินเสียงนาฬิกาพร้อมกับเสียงสูงๆ ต่ำๆ ของเด็ก คนชรา ผู้ชายและผู้หญิงหลายสิบเสียงดังสอดประสานกันเป็นประโยคเดียวได้อย่างน่าประหลาดดังขึ้น รอบกายเองก็ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น
' หลี่เข่อซิง '
" คุณเป็นใครคะ "
' เราคือไท่ส่วยเอี้ย '
ไท่ส่วยเอี้ย(1) ? นี่ไม่ใช่เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตาชีวิตตามที่บรรพบุรุษเคยเล่าให้ฟังหรอกหรือ
' ครั้งหนึ่งเจ้าเคยช่วยเหลือหญิงชราผู้หนึ่งไว้จำได้หรือไม่ '
หญิงชราหรือ? มีเหตุการณ์อย่างที่ว่าจริงๆ หากจะเล่าก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน
ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงเด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่ง ดูเหมือนว่ามันจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงก่อนเข้าฤดูหนาวปี 1969 ช่วงปลายพอดี ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เธอเคยอ่านตอนเป็นวิญญาณบอกว่าเป็นช่วงที่ชายแดนก็มีการปะทะกับประเทศอินเดียประปราย ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อต้นปี 1960 ทำให้ผลผลิตด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมลดลงจนน่าใจหาย ผู้คนเองก็ขาดแคลนเสบียงและของใช้ในการดำรงชีวิตเพราะเครื่องอุปโภคบริโภคหายาก มีจำนวนจำกัดและราคาแพง ไม่ต้องพูดถึงการล้มหายตายจากที่มีมากจนนับไม่หวาดไม่ไหว
เวลานั้นเธอยังเด็กไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เพราะชีวิตของเธอเองก็ย่ำแย่มากพออยู่แล้ว เด็กคนหนึ่งที่ไม่มีมารดาคอยปกป้องคุ้มครอง บิดาก็พึ่งพาไม่ได้ ทั้งยังแม่เลี้ยงเป็นใหญ่ ต้องคอยระมัดระวังทุกย่างก้าวยังจะไปสนใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งถือโอกาสใช้สถานการณ์อันยากลำบากนี้มากำจัดเธออย่างเลือดเย็น
วันนั้นเป็นวันก่อนวันตรุษจีน แม่เลี้ยงของเธอทำทีเป็นพาคนทั้งครอบครัวไปซื้อของในตัวเมืองโดยอ้างว่าไปซื้อของสำหรับเทศกาลที่จะมาถึง แต่ระหว่างทางกลับกับมีเธอเพียงคนเดียวที่พลัดหลงจนหาทางกลับบ้านไม่ถูก
เด็กหญิงวัย 7 ขวบรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าตัวเองถูกทิ้งเสียแล้ว
เธอเดินร้องไห้อยู่ริมทางไปเรื่อยๆ หวังว่าจะเจอผู้คนที่สัญจรผ่านมาแถวนี้บ้าง แต่เดินจนท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทก็ไม่เห็นมีใครเลยสักคน
ในขณะที่เธอกำลังสิ้นหวัง จู่ๆ ก็พลันได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากหญิงชรามาจากที่ไกลๆ ตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่าได้พบเพื่อนร่วมทางแล้วจึงรีบมุ่งหน้าไปตามทิศทางของเสียงอย่างไม่ลังเล
เมื่อมาถึงจึงเห็นว่าใต้ต้นไม้ไม่ไกลมีหญิงสาวสวมขุดเก่าทรุดโทรมคนหนึ่งกำลังพิงต้นไม้อย่างหมดแรงด้วยท่าทางหิวโซ
โชคดีที่เธอมีหมั่นโถวหนึ่งชิ้นที่แอบเก็บเอาไว้ตอนที่แม่เลี้ยงซื้อให้กินเป็นมื้อเที่ยงจึงแบ่งกับหญิงชราคนละครึ่งเพราะตัวเองก็หิวมากแล้วเหมือนกัน หลังจากกินเสร็จถึงได้ถามไถ่ที่มาที่ไปซึ่งกันและกัน
ตัวหญิงชราเป็นคนของอีกชุมชนหนึ่งที่ออกมาซื้อของวันตรุษจีนเช่นกันแต่พลัดหลงกับบุตรชาย ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงเหมือนเดิมเดินไม่เท่าไรก็หมดแรงจึงได้แต่ร้องเรียกให้คนช่วยอย่างที่เห็น เธอจึงเล่าถึงสถานการณ์ของตัวเองให้ฟังคร่าวๆ หญิงชราเองก็รับปากว่าถ้าเจอบุตรชายแล้วจะพาเธอกลับไปส่งบ้านด้วยตัวเอง
ในคืนนั้นเธอนั่งอิงแอบอยู่ข้างกายหญิงชราทั้งคืน แต่พอรุ่งเช้ากับไม่พบหญิงชราคนนั้นแล้วมีเพียงนาฬิกาพกสีเงินกลางเก่ากลางใหม่ที่สวมอยู่บนลำคอของเธอเท่านั้น
แม้จะผิดหวังที่ถูกทอดทิ้งอีกครั้งแต่เธอก็เตรียมที่จะเดินทางต่อไป คิดไม่ถึงว่าเพียงเดินออกมาจากป่าข้างทางก็เจอเข้ากับทางเข้าชุมชนของตัวเองแล้ว
ตอนนั้นเธอคิดว่าคงเป็นหญิงชราที่พามาส่งแล้วค่อยจากไป ความผิดหวังที่เพิ่งเกิดจึงมลายหายไปจนสิ้น จากนั้นเป็นต้นมาเธอก็สวมนาฬิกาพกเรือนนี้ติดตัวมาตลอดเพื่อระลึกถึงหญิงชราและเพื่อความอุ่นใจของตัวเอง
" ท่านคือหญิงชราคนนั้นหรือคะ "
' ใช่หรือไม่ใช่สำคัญอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตใจของเจ้าต่างหาก '
" ฉันไม่เข้าใจค่ะ "
' ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนั้นเจ้ายังไม่ทิ้งจิตสำนึกของการเป็นมนุษย์ไป เจ้ายังมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้คนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้จะกระทำได้ ต่อมาแม้เคราะห์กรรมจะชักพาให้เจ้าต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวทุกข์ร้อนมากมายเจ้าก็ยังคงรักษาจิตใจเช่นนี้เอาไว้ได้
แต่เด็กน้อยวิบากกรรมจากสวรรค์นั้นยากจะหลีกเลี่ยง
เช่นเดียวกันกับสามีของเจ้าผู้นั้น แม้จะสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้แผ่นดินมากมายเพียงใดก็หลีกหนีชะตากรรมในอดีตไปไม่ได้
แต่วีรบุรุษเช่นนั้นจะถูกสวรรค์ทอดทิ้งได้อย่างไร
ในเมื่อพวกเจ้าผ่านเคราะห์กรรมกันมาหนหนึ่งแล้ว สวรรค์จึงมอบโชคชะตาอีกเส้นทางหนึ่งให้แก่พวกเจ้าเป็นการตอบแทน ข้าในฐานะผู้คุ้มครองดวงชะตาของมนุษย์ถึงได้พาเจ้าย้อนกลับมาในอดีตเพื่อมอบโอกาสนี้ให้พวกเจ้าได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง '
" เริ่มต้นใหม่ งั้นก็แสดงว่าฉันกับซีฮันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งใช่ไหมคะ "
' มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่กลับมา '
" คะ? "
' มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ได้ย้อนกลับมา เพราะความปรารถนาในใจของเจ้าร้องขอที่จะกลับมา เจ้าจึงเป็นคนเดียวที่ได้รับโอกาสให้สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาของตัวเองและชายผู้นั้นได้ '
ใช่แล้ว ยามที่เธอเป็นเพียงแค่วิญญาณตนหนึ่งที่คอยติดตามเคียงข้างข่ายซีฮัน เธอมักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าเธอยังไม่ตายคงดีกว่านี้
ถ้าเธอไม่ตายข่ายซีฮันคงไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาทั้งชีวิต
ถ้าเธอไม่ตายคงมีลูกหลานคอยไหว้และทำความสะอาดหลุมศพให้พวกเขา
ถ้าเธอไม่ตายข่ายซีฮันคงมีครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริงให้กลับมาพักผ่อนเมื่อยามเหนื่อยล้า
เพียงแค่ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
แต่น่าเสียดายที่เธอไม่อาจย้อนกลับไปมีชีวิตได้อย่างที่ใจปรารถนา
' จากนี้ไม่ว่าจะดีหรือร้ายทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้าทั้งสิ้น แต่จงจำไว้การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาย่อมมีการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมเสมอ เจ้าเต็มใจที่จะยอมรับผลที่ตามมาหรือไม่ '
" ฉันเต็มใจค่ะ "
ในเมื่อเธอได้โอกาสที่ดีแบบนี้แล้วยังจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า
' ดี… แต่จงจำเอาไว้ว่าทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เมื่อใดที่ได้ยินเสียงนาฬิกานั่นหมายความว่าภัยอันตรายกำลังจะมาเยือน และนิมิตจะเกิดขึ้นอีกคราเพื่อย้ำเตือนให้เจ้าเตรียมพร้อมรับมือ เมื่อนั้นทุกสิ่งจะอยู่ที่การตัดสินใจของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
เด็กน้อยจงใช้จิตสำนึกที่มีใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนเถิด… '
เมื่อสิ้นเสียงของไท่ส่วยเอี้ย เสียงนาฬิกาที่ดังคลอมาตลอดในโสตประสาทก็พลันหายไป สรรพสิ่งรอบข้างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
หลี่เข่อซิงยกนาฬิกาพกที่สวมติดลำคอขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งอย่างละเอียด ครั้งแรกที่เธอได้รับมามันเป็นเพียงแค่นาฬิกาตายเรือนหนึ่ง เมื่อเธอเสียชีวิตข่ายซีฮันก็เก็บมันเอาไว้ข้างกายตลอด ชายหนุ่มเคยนำนาฬิกาเรือนนี้ไปซ่อมอยู่หลายที่แต่ก็ไม่มีที่ไหนสามารถซ่อมมันได้เลยจวบจนกระทั่งเขาตายจากไป แต่ตอนนี้มันกลับสามารถใช้งานได้เป็นปกติทั้งที่ไม่ได้ผ่านการซ่อมแซมแต่อย่างใด
หลี่เข่อซิงรู้สึกเหมือนว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นสัญลักษณ์ในการมีชีวิตอยู่ของเธอ ตราบใดที่มันยังคงเดินอยู่ชีวิตของเธอก็ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดภัย
ในขณะที่หลี่เข่อซิงกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง จู่ๆ เสียงนาฬิกาพกก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันพร้อมกับมีภาพเหตุการณ์หนึ่งปรากฏขึ้นในความทรงจำของหญิงสาวก่อนจะหายไป
หลี่เข่อซิงยกมือขึ้นคลึงขมับที่ปวดหนึบจากการเกิดภาพนิมิตกะทันหันและพยายามตั้งสติเรียบเรียงเรื่องราวที่ได้รับรู้อย่างรวดเร็ว
จากภาพนิมิตที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้หลี่เข่อซิงตระหนักถึงภัยเงียบที่ตัวเองหลงลืมไปเมื่อครั้งอดีต
หรือจะพูดให้ถูกก็คือมันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องลาจากโลกนี้ไปในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านั่นเอง
ไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ขบคิดอะไรไปได้มากกว่านี้ ที่ประตูหน้าห้องก็มีเสียงเคาะไม่เบาแรงพร้อมกับคำพูดที่ฟังไม่รื่นหูดังขึ้นบ่งบอกว่าคนด้านนอกอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร
" หลี่เข่อซิงเปิดประตู "
หลี่เข่อซิงมองไปที่ประตูด้วยสายตาเย็นชา หลังจากยัดนาฬิกาพกไว้ในอกเสื้อเรียบร้อยแล้วถึงได้ขานตอบออกไป
" เข้ามาได้เลยค่ะประตูไม่ได้ล็อก "
หมายเหตุ
1) ไท่ส่วยเอี้ย เป็นเทพเจ้าเก่าแก่ที่ได้รับความศรัทธามากกว่า 3,000 ปี โดยมีความสำคัญกับวันตรุษจีน เชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าผู้สอดส่องความดีความชั่วของมนุษย์ หรือเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตาชีวิต เป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมดูแลความดีและความชั่วของมนุษย์ มีทั้งหมด 60 องค์ ในแต่ละปีจะไม่ซ้ำกัน มีการสลับหมุนเวียนกันไปและโคจรมาใหม่ทุกปี ปีละ 1 องค์ เป็นความเชื่อตามคติโหราศาสตร์จีน ฮวงจุ้ย ลัทธิเต๋า
*หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยนะคะ (๑˙❥˙๑)
กอดที่ 2
ไม่รอให้หลี่เข่อซิงพูดจบประตูก็ถูกคนผลักเข้ามาแล้ว ซึ่งผู้ที่เข้ามาก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคนที่หญิงสาวรู้จักเป็นอย่างดี
อู๋ไป๋ซี แม่เลี้ยงของเธอและ หลี่หลันฮวา ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของอู๋ไป๋ซีที่เกิดกับสามีคนก่อน
หลี่เจ๋อซิงมองสองแม่ลูกที่สาวเท้าเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเป็นปกติไม่เผยพิรุธอะไรออกมา เมื่อสองแม่ลูกมาหยุดยืนประจันหน้าจึงไม่ได้สงสัยอะไร
อู๋ไป๋ซียืนถ้วยข้าวที่มีหมูตุ๋นชิ้นเล็กๆ สองสามชิ้นไปตรงหน้าหลี่เข่อซิงก่อนพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
" พ่อแกบอกให้ฉันเอามาให้ รีบๆ กินซะ " พูดจบก็กระแทกถ้วยใบนั้นลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ
" มือไม้ก็มีไม่รู้จักไปหยิบเองต้องให้คนแก่ๆ อย่างฉันเอามาประเคนให้ถึงที่ คิดว่าแต่งงานแล้วจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ อย่าคิดว่าเงินที่ได้จากการแยกบ้านของบ้านข่ายดูเยอะนะไม่นานก็ต้องเอาไปซื้อยามารักษาคนอยู่ดี ดีไม่ดีถ้ารักษาไม่หายยังจะเป็นภาระให้ต้องหาเลี้ยงดูอีก
เฮอะ!! คนอย่างแกก็เหมาะสมแค่กับคนพิการแบบนั้นแหละ ฉันขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะว่าแกแต่งงานออกไปแล้วก็ไม่ใช่คนบ้านหลี่อีก จะเป็นจะตายก็อย่าได้คิดกลับมาสร้างความลำบากให้คนที่บ้านเป็นอันขาด "
อู๋ไป๋ซีเหยียดมุมปากเยาะเย้ยลูกเลี้ยงที่ยังนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้านและเป็นการบอกบุตรสาวของตัวเองกลายๆ ไปด้วย
เดิมทีการแต่งงานครั้งนี้ควรเป็นของหลี่หลันฮวาบุตรสาวของเธอเพราะบ้านข่ายกับบ้านหลี่เคยพูดคุยเรื่องการสู่ขอบุตรสาวให้บุตรชายคนรองที่ไปเป็นทหารตั้งแต่อายุ 15 เมื่อต้นปี แม้ฝ่ายชายจะอายุมากไปหน่อยสำหรับบุตรสาวที่อายุ 18 ปีของเธอ แต่สำหรับนายทหารช่วงวัย 26 ปีนี้นับว่าเป็นวัยที่กำลังสร้างผลงาน
ส่วนบุตรสาวของเธอก็ล้ำค่ายิ่งกว่าเพราะเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่ทางโรงเรียนคาดหวังว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นคนเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก รูปร่างหน้าตาก็งดงามถอดแบบจากเธอสมัยยังสาวมาไม่ผิดเพี้ยน ภายในชุมชนนี้ใครเลยจะมาสู้บุตรของเธอได้
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าพูดคุยตกลงกันได้ไม่ถึงครึ่งปีตัวคนก็ถูกส่งกลับมาบ้านด้วยสภาพแขนหักบาดแผลทั้งภายนอกภายในเต็มตัวไปหมด เรียกได้ว่าแทบจะกลายเป็นคนพิการไปแล้วครึ่งตัว แล้วคนเช่นนี้จะคู่ควรกับบุตรสาวของเธอได้อย่างไร เธอจึงให้ หลี่อี้ฝู สามีของเธอไปยกเลิกการหมั้นหมายเสีย ซึ่งหลี่หลันฮวาก็เห็นด้วยไม่ได้คัดค้าน
โชคดีที่เธอตัดสินใจลงมืออย่างรวดเร็ว ไม่ถึง 3 เดือนดีก็มีข่าวว่าบ้านข่ายทำเรื่องตกลงแยกบ้านกันเสียแล้ว เพื่อความยุติธรรมพ่อแม่ข่ายยกบ้านบรรพบุรุษและเงินเกษียณจากการเป็นทหารจำนวน 300 หยวนให้บุตรชายคนรองอย่างข่ายซีฮันทั้งหมด ทั้งยังไม่เรียกร้องให้ต้องส่งเสียเลี้ยงดูพวกตนอีกต่อไป
แม้คนในชุมชนจะยกย่องพ่อแม่ข่ายว่ายุติธรรมและเมตตาต่อบุตรมากแต่สำหรับอู๋ไป๋ซิงแล้วกับคิดว่าพ่อแม่ข่ายฉลาดมาก คิดอ่านได้อย่างรอบคอบและเลือดเย็นทีเดียว
ใครก็รู้ว่าบ้านบรรพบุรุษของบ้านข่ายถึงจะมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางพอสมควรแต่ตัวบ้านก็ผุพังทรุดโทรมไปตามกาลเวลาเพราะไม่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ มิหนำซ้ำตัวบ้านยังอยู่ท้ายชุมชนหากจะออกไปทำงานในท้องนาหรือออกจากชุมชนก็ต้องเดินไกลเกือบ 15 นาที แม้จะติดกับภูเขาแต่ก็ไม่ใช่ทำเลที่ดีอะไรเมื่อเทียบกับบ้านใหม่ที่สร้างจากอิฐแดงทั้งหลังของบ้านข่ายในปัจจุบัน
ไหนจะเงิน 300 หยวนที่ถูกมองว่าเยอะมากนั่นอีก แค่ค่ายาค่าเดินทางไปโรงพยาบาลไม่ถึงปีก็คงใช้จนหมดแล้ว เมื่อเทียบกับเงินที่บุตรชายคนรองส่งเสียมาให้เกือบ 10 ปี 300 หยวนจะนับเป็นอะไรได้
เมื่อมีข้อกำหนดในการแยกบ้านชัดเจนขนาดนี้ในอนาคตพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรเกี่ยวกับข่ายซีฮันอีก
ครอบครัวที่เลือดเย็นเพียงนี้เธอไม่มีทางให้บุตรสาวแต่งเข้าตระกูลไปอย่างแน่นอน แต่สำหรับลูกเลี้ยงอย่างหลี่เข่อซิงนั้นต่างกัน ในเมื่อบ้านข่ายยังต้องการให้มีการแต่งงานเกิดขึ้นเพื่อจะได้แยกบ้านกันอย่างสมบูรณ์ เธอจึงหว่านล้อมให้หลี่อี้ฝูยกหลี่เข่อซิงให้แต่กับข่ายซีฮันเสีย อย่างน้อยบ้านข่ายก็มอบเงิน 20 หยวนเป็นค่าสินสอด
หลี่อี้ฝูผู้นี้แม้จะรูปร่างหน้าตาดีที่สุดในตระกูลหลี่สายรอง แต่ก็เป็นคนหูเบาจิตใจโลเล เพียงอู๋ไป๋ซีพูดนิดหน่อยก็เห็นชอบด้วยทั้งหมด งานแต่งจึงถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่พอหลี่หลันฮวาเห็นหน้าข่ายซีฮันที่มารับตัวเจ้าสาวด้วยตัวเองทั้งที่บาดเจ็บอยู่ก็เกิดนึกเสียดายขึ้นมา อู๋ไป๋ซีจะไม่เข้าใจความคิดของบุตรสาวตัวเองได้อย่างไร
จริงอยู่ที่ข่ายซีฮันถือเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา แม้ตอนนี้ชายหนุ่มจะมีผ้าพันแผลเต็มตัวก็ยังปกปิดความองอาจผ่าเผยอย่างชายชาติทหารของชายหนุ่มไม่ได้ แต่รูปงามแล้วอย่างไร สุดท้ายก็เป็นแค่คนพิการอยู่ดี เธอไม่มีทางยอมให้บุตรสาวตกลงไปในหลุมไฟแบบนี้เป็นอันขาด
หลี่หลันฮวามีหรือจะไม่รู้ว่ามารดาต้องการพูดให้ตัวเองฟัง เธอเองก็เข้าใจทุกอย่างที่มารดาต้องการสื่อออกมา ถ้าจะให้เธอต้องมาตกระกำลำบากใช้ชีวิตน่าอนาถเช่นนี้เธอก็รับไม่ได้เช่นกัน
เธอเป็นใคร เธอเป็นถึงว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีอนาคตสดใส เป็นบุตรสาวที่เป็นที่ภาคภูมิใจของตระกูล เป็นแบบอย่างของหญิงสาวภายในชุมชนหงโจวแห่งนี้ จะให้เธอทิ้งอนาคตของตัวเองเพื่อผู้ชายคนหนึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าข่ายซีฮันผู้นั้นดูดีมากจริงๆ เธอไม่เคยเห็นใครที่หล่อเหลาดูดีมากขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ชายหนุ่มในเมืองก็ไม่มีใครสู้ข่ายซีฮันได้ ยิ่งส่วนสูงเกือบ 192 ซม. ที่แม้แต่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและสามารถเป็นที่พึ่งพิงได้นั่นอีก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชายผู้นี้ตรงตามความชื่นชอบของเธอทุกอย่าง
พอมองไปที่หลี่เข่อซิงที่ดูงดงามเป็นพิเศษในวันนี้เพราะได้สวมชุดกระโปรงเหมือนสาวในเมืองครั้งแรกก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
ถึงผู้คนจะพูดกันว่าเธอเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในชุมชนหงโจวหรือแม้แต่ชุมชนในละแวกนี้ก็จริง แต่หลี่หลันฮวารู้ดีว่าคนที่งดงามที่สุดไม่ใช่เธอแต่เป็นนางจิ้งจอกหลี่เข่อซิงคนนี้
มารดาบอกกับเธอว่าหลี่เข่อซิงถอดแบบมาจากมารดาจิ้งจอกของมันแต่กับงดงามกว่าสองส่วนเพราะรวมส่วนผสมของหลี่อี้ฝูผู้เป็นบิดาเข้าไปด้วย
ตอนเด็กเธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่เมื่อโตขึ้นหลี่เข่อซิงก็ยิ่งงดงามโดยเฉพาะผิวขาวอมชมพูนวลเนียนนั่น แม้เธอจะพยายามบำรุงให้ได้ผิวพรรณเช่นนั้นก็ยังทำไม่ได้ หลี่หลันฮวาไม่เข้าใจเลยทั้งๆ ที่มารดาใช้งานหลี่เข่อซิงอย่างหนัก ไม่ว่าจะงานบ้านหรืองานในฝ่ายผลิตที่ต้องตากแดดตากลมเพื่อแลกแต้มคะแนน (1) แต่พอผ่านไปแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งผิวของหลี่เข่อซิงก็จะกลับมาขาวใสผุดผ่องเช่นเดิม
ถ้าหลี่เข่อซิงไม่ใช่นางจิ้งจอกกลับชาติมาเกิดเหมือนแม่ของมันและยังจะเป็นอะไรได้อีก
หลี่หลันฮวาไม่ต้องการให้หลี่เข่อซิงได้ครอบครองข่ายซีฮัน เธอไม่ต้องการเห็นหลี่เข่อซิงมีความสุข แต่ตอนนี้ข่ายซีฮันเป็นเพียงคนพิการ หลี่เข่อซิงที่แต่งงานกับคนพิการยังจะมีชีวิตที่มีความสุขได้อย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนี้หลี่หลันฮวาก็สบายใจขึ้นมาก หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรกับหลี่เข่อซิงที่นั่งอยู่บนเตียงเตาเพียงใช้สายตาเหยียดหยามมองผ่านปราดหนึ่งเท่านั้น
" อย่าอารมณ์เสียเลยค่ะแม่เดี๋ยวจะไม่สบายเอา ในเมื่อน้องสาวแต่งงานแล้วก็ต้องรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นคนของบ้านสามีไม่ใช่คนของบ้านเดิมอีก แม่อย่ากังวลไปเลยนะ พวกเรารีบออกไปข้างนอกเถอะค่ะพ่อน่าจะรออยู่ อาเหนิงเองก็คงมองหาพวกเราไปทั่วแล้ว "
เมื่อได้ยินชื่อของบุตรชายคนเล็กอย่าง หลี่ต้าเหนิง อู๋ไป๋ซีก็ไม่รีรอที่จะอยู่ในห้องอีกต่อไป
เมื่อสองแม่ลูกจากไปแล้วหลี่เข่อซิงค่อยหยิบถ้วยข้าวเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาดู
ชาติก่อนเพราะต้องทำงานหนักอยู่ตลอดและไม่เคยได้กินอาหารดีๆ เท่าไรเมื่อเห็นเนื้อที่วางอยู่เธอก็อดที่จะกินมันเข้าไปด้วยความหิวโหยไม่ได้ และนั่นเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปีที่เธอได้กินเนื้อเหมือนคนอื่นๆ
อันที่จริงความเป็นอยู่ของบ้านหลี่ก็ไม่ได้อัตคัดถึงขนาดนั้น ยิ่งเมื่อต้นปี 1976 ที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำสถานการณ์ภายในก็ยิ่งผ่อนคลายลงมาก ในชุมชนเริ่มแบ่งพื้นที่ให้แต่ละครอบครัวได้ใช้ประโยชน์ บ้านข่ายเองก็ได้ที่ดินมาส่วนหนึ่งเหมือนคนในชุมชน อู๋ไป๋ซีเลี้ยงไก่เอาไว้ถึงสามตัวทั้งยังให้หลี่อี้ฝูรับหมูมาเลี้ยงเพื่อรับแต้มคะแนนอีกด้วย
เรียกได้ว่าความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้นบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงขั้นอดอยากหิวโหย
แต่ไม่ใช่สำหรับหลี่เข่อซิง เธอยังคงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากคนภายในบ้าน ปีปีหนึ่งแม้แต่เนื้อสักชิ้นก็ยังไม่ได้กิน พอเห็นเนื้อถึงสามชิ้นแม้จะบางแค่ไหนเธอก็อดที่จะกลืนมันลงท้องไปจนหมดด้วยความหิวโหยไม่ได้
เพียงแต่หลี่เข่อซิงกลับคิดไม่ถึงว่าอาหารถ้วยนั้นจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องตายในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งคนทำก็ไม่ใช่ใครแต่เป็นอู๋ไป๋ซีแม่เลี้ยงของเธอนั่นเอง
และที่หลี่เข่อซิงรู้เรื่องนี้ได้ก็เป็นเพราะข่ายซีฮัน
ข่ายซีฮันสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของเธอมาโดยตลอดและสืบหาจนรู้ความจริงว่าเธอไม่ได้เสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว แต่เธอเสียชีวิตเพราะถูกวางยาพิษ
ซึ่งพิษตัวนี้ก็ไม่ใช่พิษที่หายากอะไรเพราะเป็นเพียงน้ำต้มจากรากของดอกยี่โถ่ พืชมีพิษร้ายแรงที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เพราะเป็นพืชดอกที่มีเฉพาะทางตอนใต้ คนที่ถูกพิษจะมีอาการหอบ หัวใจเต้นผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน และเสียชีวิตในที่สุด
ถึงแม้จะสืบจนพบว่าเธอถูกวางยาแต่เพราะไม่มีหลักฐานจึงทำให้ข่ายซีฮันเสียเวลาอยู่หลายปีกว่าจะเอาผิดอู๋ไป๋ซีได้
เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่หลี่เข่อซิงยังติดใจสงสัยอยู่ก็คือทำไมอู๋ไป๋ซีถึงต้องวางยาเธอด้วยในเมื่อสามารถผลักไสเธอออกมาจากบ้านหลี่ได้ดั่งใจแล้ว อีกทั้งชีวิตของหลี่หลันฮวาก็ดูจะรุ่งโรจน์และโรยด้วยกลีบกุหลาบแตกต่างจากเธอที่อู๋ไป๋ซีเข้าใจว่าเป็นเพียงภรรยาของคนพิการในชนบทเท่านั้น มีอะไรให้ต้องมาคิดฆ่าแกงกันด้วย?
ด้านข่ายซีฮันเองก็ไม่ได้สนใจคำสารภาพของอู๋ไป๋ซีแต่อย่างใด ชายหนุ่มเพียงยื่นเรื่องต่อศาลทหารเพื่อให้ลงโทษอู๋ไป๋ซีด้วยโทษสูงสุดเท่านั้น และนั่นก็ทำให้คนบ้านหลี่มีมลทินติดตัว ลูกหลานสามชั่วอายุคนนับแต่นั้นไม่มีโอกาสได้เข้ารับราชการตำแหน่งใดได้อีก
แต่ตอนนี้เธอมีหลักฐานก็มีอยู่ในมือแล้วข่ายซีฮันก็ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาหลักฐานอย่างยากลำบากอีก
หมายเหตุ
1) ระบบคิดค่าแรงในคอมมูนจะคิดเป็นแต้ม ทำงาน 1 ชม. = 1 แต้ม / 1 แต้ม = 0.02 - 0.08 หยวน หรือประมาณ 2 - 8 เหมา ซึ่งงานในคอมมูนหรือชุมชนชุมชนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับหัวหน้าฝ่ายผลิตว่าจะจัดสรรให้ใครทำหน้าที่อะไร
*หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยนะคะ (๑˙❥˙๑)