โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

AOT วิ่งต่อ 6% จ่อขึ้นค่า PSC เทียบเท่า “ชางงี” ดันรายได้เพิ่มปีละ 300 ล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 03.40 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 ก.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ณ เวลา 10:38 น. อยู่ที่ระดับ 38.50 บาท บวก 2.25 บาท หรือ 6.21% สูงสุดที่ระดับ 38.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 36.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.34 พันล้านบาท

ด้าน นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า AOT เตรียมการปรับโครงสร้างรายได้ใหม่ เช่น การขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) และค่าธรรมเนียมการขึ้นลงและจอดพัก (Landing & Parking) รวมทั้งเก็บค่าธรรมเนียมการเดินทางแบบ Transit (การเดินทางที่มีการแวะพักแล้วทำการเดินทางต่อด้วยเที่ยวบินเดิม) และแบบ Transfer (การเดินทางที่มีการแวะพัก มีการเปลี่ยนเครื่องบิน และเที่ยวบินเพื่อเดินทางต่อ) เพื่อเพิ่มรายได้ที่มาจากธุรกิจการบินโดยตรง (Aero) ซึ่งปัจจุบันยังต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล

“กลยุทธ์การเติบโตของเราจะเป็นไปอย่างยั่งยืน และความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน” นางสาวปวีณา กล่าว

โดย AOT ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้าง และเพิ่มรายได้จากทั้งแหล่งรายได้หลักจากธุรกิจการบิน (Aero) และรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำการบินโดยตรง (Non-Aero) เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืน และมั่นคงยิ่งขึ้น การดำเนินการเหล่านี้เชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญหลายประการที่ AOT เผชิญอยู่ ทั้งในด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการ

สำหรับแนวทางการเพิ่มรายได้ AOT มีดังนี้ ส่วนที่ 1) รายได้ธุรกิจ Aero เช่น ค่าบริการผู้โดยสารขาออก หรือ PSC, ค่าธรรมเนียมการขึ้นลงและจอด (Landing & Parking) AOT โดยบริษัทได้เสนอไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เพื่อขอปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) อีก 5 บาท จากปัจจุบันผู้โดยสารระหว่างประเทศจัดเก็บที่ 730 บาทต่อคน เป็น 735 บาทต่อคน และผู้โดยสารในประเทศจัดเก็บที่ 130 บาทต่อคน เป็น 135 บาทต่อคน ซึ่ง AOT ได้เข้าชี้แจงต่อ CAAT จนได้ข้อยุติแล้ว และ CAAT เห็นด้วยกับอัตราดังกล่าว

โดยขั้นตอนจากนี้ CAAT จะต้องเสนอต่อคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) เพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งคาดว่าจะเสนอได้ประมาณเดือนตุลาคมนี้ หากได้รับการอนุมัติจะใช้เวลาประกาศล่วงหน้าประมาณ 4 เดือนจึงจะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2569 โดยการปรับค่า PSC ตามอัตราดังกล่าวจะส่งผลให้รายได้ของ AOT ปรับเพิ่มขึ้นอีก 200-300 ล้านบาทต่อปี

เนื่องจากปัจจุบัน AOT ต้องแบกรับต้นทุนค่า PSC สูงกว่าอัตราที่จัดเก็บ โดยเฉพาะผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ ที่มีต้นทุน PSC ที่ 160 บาทต่อคน แต่จัดเก็บที่ 130 บาทต่อคน ส่วนผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศนั้น ต้นทุนกับอัตราที่จัดเก็บก็เกือบจะใกล้เคียงกัน

ขณะเดียวกัน เห็นว่าการที่รัฐบาลต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาคนั้น จำเป็นต้องจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในอัตราที่แข่งขันได้ เพื่อให้ AOT สามารถนำรายได้มาปรับปรุงหรือจัดหาวัสดุอุปกรณ์ พัฒนาระบบต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างกรณีท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ที่จัดเก็บค่า PSC ที่ 1,200 บาทต่อคน ซึ่งสูงกว่า AOT มาก

ขณะที่ค่าธรรมเนียมที่สนามบินเรียกเก็บจากสายการบินสำหรับการนำเครื่องบินลงจอด (Landing) และจอดพัก (Parking) เปรียบเทียบกับสนามบินในต่างประเทศ เช่น ชางงี สิงคโปร์ รายได้จากค่า Landing & Parking ของ AOT ยังต่ำกว่ามาก โดยเครื่องบิน Code C (จำวนที่นั่ง 160-180 ที่นั่ง ซึ่งเป็นคิดเป็น 70-80% ของเครื่องบินที่ใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ) หนึ่งลำ AOT ได้รายได้ประมาณ 120,000 บาท ขณะที่ชางงีได้ 350,000 บาท

นอกจากนี้ AOT มีบริการบางอย่างที่ไม่ได้เก็บค่าใช้จ่าย ทั้งที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ค่าไฟฟ้าและลมเย็นสำหรับเครื่องบิน (PCL) ที่อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งคิดเป็นรายได้ที่สูญเสียไปถึง 400 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งค่าบริการรถพยาบาล

นางสาวปวีณา เปิดเผยถึง แนวทางการเพิ่มรายได้ ว่า AOT มีแผนที่จะปรับขึ้นค่า PSC อีกในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าทุก 100 บาทที่ปรับเพิ่มขึ้น จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาทต่อปี การดำเนินการนี้มีเป้าหมายที่จะทำให้ PSC เป็นแหล่งกำไรที่สามารถนำไปลงทุนได้

ส่วนการปรับค่า Landing & Parking สามารถปรับขึ้นได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย เพียงขออนุมัติจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) การปรับค่าจอดรถที่สนามบินดอนเมืองเพียงเล็กน้อย สามารถเพิ่มรายได้ได้ถึง 40 ล้านบาท

รวมทั้งมีแผนจะเก็บค่าธรรมเนียมการเดินทางแบบ Transit (การเดินทางที่มีการแวะพักแล้วทำการเดินทางต่อด้วยเที่ยวบินเดิม) และแบบ Transfer (การเดินทางที่มีการแวะพัก มีการเปลี่ยนเครื่องบิน และเที่ยวบินเพื่อเดินทางต่อ) ในอนาคต โดยตัวเลขผู้โดยสารในปี 2567 แบบ Transit อยู่ที่ 2.7 แสนคน และ ตัวเลขเดินทางแบบ แบบ Transit อยู่ที่ 3.8 ล้านคน ซึ่งจะจัดเก็บค่าเฉลี่ยต่อหัว

ทั้งนี้ในต่างประเทศมีการเก็บประมาณ 200-600 บาทต่อหัว ซึ่งจะเสนอต่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป

สำหรับการเก็บค่าบริการที่เคยให้ฟรี เช่น ค่า PCL และค่าบริการรถพยาบาล ซึ่งถูกมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่ทำได้ง่าย โดย AOT ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่ม Aero จาก 54% ให้เป็นกว่า 60% เพื่อให้โครงสร้างรายได้มีความสมดุลและมั่นคงยิ่งขึ้น

ด้านความคืบหน้าการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน (PPP) โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 วงเงิน 29,390.76 ล้านบาท และโครงการให้บริการคลังสินค้า (คาร์โก้) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 วงเงิน 37,914.56 ล้านบาทนั้น ล่าสุดคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่งพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) อยู่ระหว่างการเปิดข้อเสนอซองที่ 3 (ข้อเสนอทางการเงิน) ของผู้ยื่นข้อเสนอ 2 รายที่ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิค (ซองที่ 2) แล้ว คือ บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA และ บริษัท แบ็กส์บริการภาคพื้น จํากัด ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปผลการคัดเลือกช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

ขณะที่โครงการให้สิทธิประกอบกิจการให้บริการคาร์โก้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 วงเงิน 15,253 ล้านบาท และโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น และการให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 วงเงิน 9,000 ล้านบาทนั้น ทาง AOT คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนได้พร้อมกันช่วงปลายปีนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...