โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สศช. ชี้ ข้อมูลดิบจากกระทรวงสาธารณสุข อาจคลาดเคลื่อน เตือนอย่าตกใจตัวเลข

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 05.36 น.

สศช. ชี้ ข้อมูลดิบจากกระทรวงสาธารณสุข อาจคลาดเคลื่อน เตือนอย่าตกใจตัวเลข เผยระบบประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติยังรั่วไหล รพ.ชายแดนรับภาระหนัก ไร้งบเฉพาะ

วันที่ 26 มิ.ย.68 จากคลิปวิดีโอความยาวไม่ถึง 3 นาที ที่แพทย์ชายแดนคนหนึ่งออกมาเปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลัง “แบกรับ” ค่ารักษาพยาบาลของแรงงานข้ามชาติถึง 92,000 ล้านบาทต่อปี จุดกระแสโต้เถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง ถึงความเหมาะสมในการจัดสรรทรัพยากรด้านสาธารณสุข ระหว่าง ‘คนไทย’ กับ ‘แรงงานต่างด้าว’

ทว่า ตัวเลขที่หมออ้างถึงนั้น กลับกลายเป็น “ข้อมูลดิบ” ที่มาจากรายงานไตรมาสของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยยังไม่ผ่านการตรวจสอบหรือจัดระเบียบข้อมูลจากต้นทาง คือ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

ซึ่งในขณะนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งตกเป็นต้นตอของตัวเลข 92,083 ล้านบาท ผู้สื่อข่าว The Room 44 จึงได้พูดคุยกับ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวมาจากกระทรวงสาธารณสุขจริง โดยได้รับเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 และขณะนี้ได้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอข้อมูลชุดใหม่ที่ผ่านการกลั่นกรองเรียบร้อย และจะมีการปรับรายงานให้ตรงกับข้อเท็จจริงทันที

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2567 (ประมาณปี พ.ศ. 2567 ตรงกับปีงบประมาณ 2024/25) ประเทศไทยต้องแบกรับ ค่ารักษาพยาบาลที่เรียกเก็บไม่ได้จากแรงงานข้ามชาติรวมกว่า 92,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 8.2 เท่า และมากกว่า 81% ของภาระนี้เกิดจากโรงพยาบาลในเขตชายแดนไทย–เมียนมา เช่น จ.ตาก

นายดนุชา ระบุว่า เงื่อนไขสำคัญที่สภาพัฒน์เน้นคือ แรงงานข้ามชาติจำนวนมากเข้ารับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหนัก โดยไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้ , ผู้ที่อยู่นอกระบบทั้งผิดกฎหมาย หรือมีใบอนุญาตแต่ไม่ได้ต่อประกันสุขภาพ ทำให้ระบบประกันไม่ครอบคลุม , โรงพยาบาลชายแดนถูกกดดันหนัก ทั้งในแง่งบประมาณ บุคลากร และการควบคุมโรคติดต่อ

โดยแนวทางที่สภาพัฒน์เสนอแนะ จะต้องจัดสรรทรัพยากร ชายแดน + พื้นที่รอยต่อปรับงบประมาณและบุคลากรให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่

ยกระดับระบบสาธารณสุขชายแดนพัฒนาคลินิก / โรงพยาบาลชายแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และใช้เครือข่ายหลายภาคส่วนทั้งรัฐบาลและเอกชนเข้าช่วย

พิสูจน์สิทธิ์และสถานะของแรงงานข้ามชาติเร่งลงทะเบียน ตรวจสอบสิทธิ์ และจัดระบบบัตรประกันให้กับแรงงานและกลุ่ม "ไร้สถานะ" ตัวอย่างคือบัตร ท.99 สำหรับเด็กหรือคนไร้รัฐ

บังคับใช้กฎหมายแรงงานและประกันสุขภาพดึงแรงงานเข้าสู่ระบบประกันอย่างครอบคลุม ทั้งประกันสังคมและประกันกระทรวงสาธารณสุข ลดคนหลุดออกจากระบบ

หากแก้ไขจุดเหล่านี้ได้ผ่านการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง การลงทะเบียนแรงงานและจัดระบบประกันสุขภาพอย่างจริงจัง การจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด รวมถึงร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน-สภาพัฒน์เชื่อว่าจะช่วยลด "ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ" ลดการรั่วไหลของงบประมาณ และทำให้ระบบสาธารณสุขไทยมีความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งสำหรับคนไทยและแรงงานข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดยังเป็น “ข้อมูลดิบ” ที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งอาจมีการ นับเคสซ้ำ, ความผิดพลาดด้านจุดทศนิยม หรือการป้อนข้อมูลผิด เช่น เคสรักษาราคา 1,000 บาท อาจถูกระบบอ่านเป็น 1,000,000 บาท

หากวิเคราะห์ผลกระทบ ‘คลื่นใต้น้ำของข้อมูลดิบ‘ กรณีนี้สะท้อน “คลื่นใต้น้ำ” ของปัญหาที่สะสมมายาวนานในระบบไทย คือ ระบบประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มนอกระบบ เช่น ผู้ลักลอบเข้าเมือง หรือผู้หนีภัยจากการสู้รบ , โรงพยาบาลชายแดนต้อง “แบกรับ” ค่ารักษาเหล่านี้ โดยไม่มีงบประมาณเฉพาะ , การขาดระบบจัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้เกิดตัวเลขผิดพลาดที่สามารถถูก “ขยายผล” ทางการเมืองได้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...