โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BBGI พุ่งแรง 12% นิวไฮรอบกว่า 1 ปี ลุ้น Q2 โตเด่น รับยอดขายไบโอดีเซลพุ่ง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 12 ก.ค. 2567 เวลา 09.17 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายานว่า วันนี้(12 ก.ค.67) ราคาหุ้นบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI ณ เวลา 16:02 น. อยู่ที่ระดับ 7.15 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 11.72% ราคาสูงสุด 7.25 บาท ราคาต่ำสุด 6.40 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 127.53 ล้านบาท โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในรอบ 1 ปี 9 เดือน โดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 7.15 บาท เมื่อวันที่ 26 ก.ย.65 คาดเก็งกำไรผลงานไตรมาส 2/67 เด่นต่อหลังไตรมาส 1/67 มีกำไรสุทธิ 119.84 ล้าน ซึ่งสูงกว่ารายได้ปี 66 อยู่ที่ 9.87 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBGI เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ คาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง หลังจากผลประกอบการไตรมาส 1/2567 ออกมาดี โดยมีรายได้รวม 4,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% และมีกำไรสุทธิ 120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 490% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เข้าซื้อบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC ส่งผลให้ปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลและเอเทานอลของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะไบโอดีเซลที่เติบโตกว่า 80% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติยอดขายสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ขณะที่ธุรกิจเอทานอล ยังมีสถานการณ์วัตถุดิบราคาสูง บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนควบคู่กับการปรับปรุงการผลิตและบริหารการขายให้มีประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ทิศทางรายได้ปี 2567 บริษัทคาดว่าจะยังเติบโตจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 13,874.47 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากยอดขายไบโอดีเซลและเอทานอลที่เพิ่มขึ้นทั้งจาก BCP และ BSRC ซึ่งมีปริมาณรวมกันมากกว่าซัพพลายของ BBGI ซึ่งอยู่ที่ 1.8 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นปริมาณการผลิตไบโอดีเซล 1 ล้านลิตรต่อวัน และเอทานอล 8 แสนลิตรต่อวัน ซึ่งยังไม่เพียงพอ ดังนั้นบริษัทจึงมีการจัดหาในส่วนนี้เข้ามาอีกประมาณ 30% โดยปัจจุบันการจัดหาซัพพลายส่วนเกินดังกล่าว BBGI ยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่บริษัทก็อยู่ระหว่างศึกษาการขยายการลงทุนด้วย เบื้องต้นจะเป็นรูปแบบของดีลร่วมทุน หรือการเข้าไปถือหุ้นในโรงงานที่เดินเครื่องอยู่แล้ว มากกว่ารูปแบบการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2568 คาดว่ามีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะนอกจากจะรับปัจจัยหนุนจากยอดขายไบโอดีเซลและเอทานอลที่เพิ่มขึ้นแล้ว ในปี 2568 โรงงานผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel – SAF) จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ที่ร่วมทุนกับบางจากฯ อยู่ 20% โดยมีกำลังการผลิตรวม 1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิต SAF ได้ภายในไตรมาส 1/2568

นอกจากนี้ โรงงานเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Contract Development and Manufacturing Organization หรือ CDMO) ในเฟสแรก ตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์อยู่ 2,000 ตันต่อปี โดย BBGI จะถือหุ้นไม่น้อยกว่า 75% พร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงประมาณต้นปี 2568 โดยล่าสุดได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้ว ทำให้ BBGI จะมีรายได้จากส่วนนี้เข้ามาเพิ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายโรงงาน CDMO เฟสสอง ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 4-5 เท่า เพื่อป้อนให้กับลูกค้าในประเทศอินเดีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า BOI ได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนบริษัท บีบีจีไอ เฟิร์มบ็อกซ์ ไบโอ จำกัด เพื่อจัดตั้งโรงงานเทคโนโลยีชีวภาพที่ใช้เทคโนโลยีการหมักที่แม่นยำ (Precision Fermentation) เพื่อผลิตเซลลูโลซิก เอนไซม์ (Cellulosic Enzyme) สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม โดยขยายขนาดจากระดับห้องปฏิบัติการ (Lab scale) สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ (Commercial Scale) ขนาดใหญ่ นับเป็นโรงงานเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งแรกในอาเซียน

โดยบริษัทดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่าง BBGI ในกลุ่มบางจากฯ ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง กับบริษัท เฟิร์มบ็อกซ์ ไบโอ (Fermbox Bio) ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology: SynBio) และด้านการขยายกำลังการผลิตไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ (Lab-to-launch) โดยบริษัทวางแผนที่จะตั้งฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio Hub) ใน EEC มุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

สำหรับโรงงานเทคโนโลยีชีวภาพดังกล่าวตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจะผลิตเซลลูโลซิก เอนไซม์ ด้วยอุปกรณ์ขั้นสูงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยมีกำลังการผลิตในระยะแรก 200,000 ลิตร ภายใต้เงินลงทุน 440 ล้านบาท และมีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตรวมให้ถึง 1 ล้านลิตร ในระยะต่อไป และจะใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่จากในประเทศ และวางแผนจะตั้งให้ไทยเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio hub) ของบริษัท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...