โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

Ebookนางร้ายที่อยากให้ฉันเป็น ฉันจะเป็นให้ดู ยุค 80

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 23.03 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2568 เวลา 23.17 น. • wmaj
ในเมื่อเป็นคนดีแล้ว แล้วต้องใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวดจนตาย ครั้งนี้เธอก็ขอร้ายให้ถึงที่สุดแล้วทวงคืนความเป็นธรรมให้กับตัวเอง และใครก็ตามที่กล้ามาขวางทางเธอ เธอก็จะไม่ปล่อยไว้เหมือนกัน

ข้อมูลเบื้องต้น

*****นิยายจะเป็นโลกเสมือนจีนยุค 80 นะคะอาจจะมีบางอย่างที่ตรงกับความจริงบางอย่างก็แต่งขึ้นมาค่ะ******

ตัวละครหลัก

สวีเหม่ยหลิง

เด็กสาวอายุ 20 ปี เป็นนักเรียนปี 2 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในปักกิ่ง พูดน้อย ซื่อ ไม่ทันคนและคอยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเพื่อนสนิทที่กำลังเริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นนักแสดง ก่อนที่สวีเหม่ยหลิงตอนอายุ 62 ปีจะย้อนเวลามาจากอนาคตเพื่อแก้ไขเรื่องราวต่างๆ และเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับตัวเอง

กงเว่ยหนาน

อายุ 26 ปี, นักเรียนนอก หล่อ รวย เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่กำลังมาแรงจนหนังสือพิมพ์ต้องตีข่าวหลังจากที่เข้ามาสานต่อธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าของที่บ้าน

หวงอี้เทา

อายุ 26 ปี คู่หมั้นของสวีเหม่ยหลิง หน้าตาดี สุภาพ ฉลาด ถึงแม้จะมาจากครอบครัวฐานะปานกลางแต่หลังจากที่พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิต ก็นำพาตระกูลหวงกลายเป็นเสือติดปีก จนติดอับดับตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศในยุคปัจจุบัน

ตงเจียอี้

เพื่อนสนิทของสวีเหม่ยหลิงตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ก่อนที่จะเริ่มสนิทกันมากขึ้นหลังจากที่สอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกัน นอกจากนี้ตงเจียอี้ยังเริ่มเป็นนักแสดงมาจากการทาบทามของเอเจนซี่แห่งหนึ่งซึ่งตอนนี้ก็กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากบทนางรองผู้น่าสงสาร

บทนำ

ตั้งแต่เด็กจนโตหรือแม้กระทั่งตอนนี้ชีวิตของเธอมันเริ่มผิดพลาดตั้งแต่ตอนไหนกัน

สวีเหม่ยหลิงที่ตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆไปมาในขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอกำลังจะหมดลง

ภาพในอดีตที่ไหลย้อนกลับมาอย่างกับภาพยนต์เรื่องหนึ่งยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำของเธอ

มันผิดที่เธอโง่เขลา

ขี้ขลาด

หรือว่าผิดที่ชายหญิงคู่นั้น

ถ้าชาติหน้ามีจริงเธอไม่ขอให้เธอต้องเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่เธอขอจองล้างจองผลาญชายหญิงคู่นั้นจนกว่าจะชิบหายกันไปข้างหนึ่ง

เธอที่พึมพำอ้อนวอนร้องขอพรข้อสุดท้ายกับพระผู้เป็นเจ้าที่เธอก็หมดศรัทธามาตั้งนานแล้ว เพื่อที่หวังว่าในลมหายใจสุดท้ายของเธอมันจะสามารถช่วยให้เธอจากไปได้ด้วยความสุขสุดท้ายที่คิดว่าเธอจะได้แก้แค้นชายหญิงคู่นั้นในสักวันหนึ่ง

สวัสดีค่ารี้ดที่น่ารักทุกคน หลังจากที่ไรท์ลองไปเขียนนิยายยุคปัจจุบันมา ก็ทราบได้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับแนวนั้นจริงๆ ไรท์ก็เลยคิดว่าจะกลับมาเขียนจีนย้อนยุคหยุมหัวกันฉ่ำเหมือนเดิมดีกว่า ถ้าใครที่ตามมาจากเรื่องก่อนหน้านี้ก็ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะ และหวังว่าเรื่องนี้เราก็จะเดินทางไปด้วยกันจนสุดทางอีกนะคะ

ย้อนกลับมาตอนอายุ 20

บทที่ 1

“เฮือกกก”

สวีเหม่ยหลิงที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการจุกเสียดตรงหน้าอก อย่างกับคนที่วิ่งมาราธอนมาอย่างยาวนานจวบจนเฮือกหายใจสุดท้าย จนเธอต้องยกมือขึ้นมากุมหน้าอกของตัวเองไว้อย่างกับกลัวว่ามันจะทะลุออกมา

ก่อนที่ประสาทสัมผัสของเธอจะเริ่มทำงาน เมื่อจมูกของเธอเริ่มที่จะรู้สึกถึงกลิ่นบรรยากาศรอบๆ ตัวของเธอที่ค่อนข้างจะแปลกไป แต่เธอกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับว่าเป็นกลิ่นในความทรงจำของเธอเมื่อนานมาแล้ว

จนทำให้เธออดไม่ได้ที่จะค่อยๆ เงยหน้าตัวเองขึ้นมามองสิ่งต่างๆ รอบตัว ก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นมาปิดปากอย่างกะทันหัน เมื่อสายตาของเธอไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่มันหายไปจากความทรงจำของเธอมาเนิ่นนาน

“ฮึก ฮึกๆ ฮือออ”

ก่อนที่เธอจะส่งเสียงร้องออกมาทันทีหลังจากที่เริ่มหันซ้ายหันขวาแล้วพบว่าตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ในห้องนอน ห้องนอนที่เธออาศัยอยู่มาถึงยี่สิบปี ก่อนที่เรื่องราวทุกอย่างมันจะกลับตาลปัตร

จนทำให้สุดท้ายแม้แต่รูปใบเดียวก็ไม่เหลืออยู่

นี่เธอกำลังฝันไปหรือเปล่า ในที่สุดสวรรค์ก็เห็นใจคนอาภัพแบบเธอแล้วใช่ไหม

ที่ให้เธอได้เห็นในสิ่งที่เธออยากเห็นก่อนที่เธอจะจากไปตลอดกาล

แต่ถ้ามันเป็นความฝัน……เธอขออยู่แบบนี้ตลอดเลยไปได้ไหม

“หลิงหลิง หลิงหลิง”

ก่อนที่เสียงตะโกนเรียกชื่อสวีเหม่ยหลิงจะดังลั่นไปทั่ว จนทำให้เธอที่ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่เมื่อครู่นี้ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ

พรวดดด

“นี่ ฉันเรียกแกหลายครั้งแล้วนะ ยังไม่ตื่นอีกเหรอ”

ผู้หญิงวัยกลางคนในชุดผ้ากันเปื้อนที่เปิดประตูพรวดพลาดเข้าเมื่อครู่นี้พูดขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าสวีเหม่ยหลิงยังคงนั่งนิ่งๆ อยู่บนเตียง

“มะแม่……..ฮึก ฮือๆ”

สวีเหม่ยหลิงที่เมื่อครู่ถึงกับตาเบิกกว้างตอนที่เห็นแม่ของเธอเดินเข้ามาก็ร้องไห้ขึ้นมาอีกรอบทันที ที่แม่ของเธอที่ตายไปแล้วเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนมายืนอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง

“นี่แกเป็นอะไรอีกห้ะ รีบลุกขึ้นได้แล้ว อี้เทากับเจียอี้มารอแกอยู่ข้างล่างแล้ว”

แม่ของสวีเหม่ยหลิงพูดขึ้นพลางโบกไม้โบกมือไปมา เพื่อให้ลูกสาวของเธอรีบลุกขึ้นได้แล้ว เพราะถึงเธอจะแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมสวีเหม่ยหลิงถึงได้มานั่งร้องไห้แต่เช้าแบบนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา

“ฮึก”

สวีเหม่ยหลิงที่พุ่งเข้าไปกอดแม่ของเธอทันที อย่างกับกลัวว่าแม่ของเธอที่อยู่ตรงหน้านี้จะหายไปอีกครั้ง

“นี่แกเป็นอะไรกันแน่”

แม่สวีที่เกือบหงายหลังไปเมื่อครู่นี้ถามขึ้น เพราะเรื่องแบบนี้พึ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเลย หลังจากที่ลูกสาวของเริ่มที่จะโตขึ้น จากเด็กสาวขี้อ้อนและสดใสอยู่ดีดีก็กลายเปลี่ยนไปเป็นเด็กเงียบขรึม

แต่ที่เธอยังเบาใจได้อยู่มาจนถึงทุกวันนี้นั่นก็เพราะว่าลูกสาวของเธอยังคงมีเพื่อนรักอย่างตงเจียอี้และคู่หมั้นอย่างหวงอี้เทาอยู่

“ฮึก แม่คะ ฉันคิดถึงแม่จังเลย ฮือๆ แม่..แม่มารับฉันแล้วใช่ไหมคะ”

สวีเหม่ยหลิงที่ยังคงซุกอยู่กับไหล่ของแม่สวีพูดขึ้นเสียงอู้อี้ โดยที่น้ำตาก็ยังคงไหลอยู่จนทำให้ไหล่ของแม่สวีเปียกชุ่มไปหมด

“จะมารงมารับแกอะไรกัน อี้เทากับเจียอี้นู่นที่มารับแก เอาล่ะๆ เลิกร้องไห้งอแงเป็นเด็กๆ ได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปเรียนสายหรอก”

แม่สวีที่ตบไหล่ของสวีเหม่ยหลิงสองสามทีก่อนที่ผลักออก เนื่องจากว่าถ้าสวีเหม่ยหลิงยังคงชักช้าอยู่แบบนี้มีหวังได้ไปเข้าเรียนสายแน่

“แม่อย่าไปได้ไหมคะ”

สวีเหม่ยหลิงที่ยังคงดึงแขนเสื้อของแม่สวีแน่นถามขึ้น

“ไม่ได้ นี่ฉันปล่อยให้พ่อแกเฝ้าร้านอยู่คนเดียว ไม่ใช่ตอนนี้ร้านฉันเจ๊งไปหมดแล้วเหรอ”

แม่สวีที่บ่นพึมพำออกมาเบาๆ

“พะพ่อเหรอคะ”

สวีเหม่ยหลิงที่เอ่ยออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อได้ยินคำว่าพ่อหลุดออกมาจากปากของแม่สวี

“ก็ใช่น่ะ นี่แกหัวฟาดพื้นไปแล้วเหรอ ถึงได้มาทวนคำฉันไปมาอยู่แบบนี้ ไปๆ ลุกได้แล้ว”

ซึ่งหลังจากที่แม่สวีพูดจบก็เดินออกไปจากห้องนอนของเธอทันที ทิ้งไว้แต่เธอที่ยังคงสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ จนทำให้เธอได้มีโอกาสที่จะสำรวจตัวเองมากขึ้น

ก่อนที่จะต้องตกใจอีกรอบเมื่อเห็นมือและผิวที่ขาวผ่องเป็นยองใยของตัวเอง ทั้งๆ ที่ก่อนที่เธอจะตายมือของเธอนั้นแตกและหยาบกร้านจนไม่รู้ว่าจะแตกตรงไหนเพิ่มอีกแล้ว จากการทำงานหนักมาตลอดทั้งชีวิตของเธอ จนเธอต้องรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปที่ห้องน้ำทันทีเพื่อที่จะส่องกระจกดูอีกครั้งว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่

สวีเหม่ยหลิงใช้เวลาในห้องน้ำไปเกือบครึ่งชั่วโมงกับการยืนจ้องหน้าตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

ว่าตอนนี้เธอได้ย้อนกลับมาเป็นสวีเหม่ยหลิงเมื่อตอนอายุ 20ปี ช่วงอายุก่อนที่ชีวิตของเธอจะดิ่งลงนรกอย่างไม่มีวันได้ผุดได้เกิด

“ฮ่าๆ ฮ่าๆ”

สวีเหม่ยหลิงที่แต่งตัวไปด้วยหัวเราะไปด้วยอย่างอารมณ์ดี เพราะเธอไม่คิดว่าคำขอสุดท้ายก่อนตายของเธอจะเกิดเป็นจริงขึ้นมา

“ดี ในเมื่อฉันได้โอกาสอีกครั้ง ก็แสดงว่าสวรรค์ก็คงจะเห็นด้วยกับการแก้แค้นของฉัน รอก่อนเถอะ ชายชั่วหญิงเลว ฉันจะทำให้พวกเธอได้ลิ้มรสความเจ็บปวดและความทรมานที่ฉันเคยเจอมา ฮ่าๆ”

สวีเหม่ยหลิงที่แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนที่จะพูดขึ้นพร้อมกับที่หัวเราะไปด้วย

“โอ๊ะ หลิงหลิงมาแล้วเหรอจ้ะ”

เสียงของเด็กสาวหน้าตาดีคนหนึ่งที่แม้แต่เธอตายเธอก็ไม่วันที่จะลืมดังขึ้นทันทีที่เธอก้าวขาลงจากบันไดขั้นสุดท้าย

“ถ้าไม่มาจะเห็นเหรอ”

สวีเหม่ยหลิงที่พยายามข่มความโกรธแค้นหันไปตอบตงเจียอี้ที่พึ่งทักเธอขึ้นมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

เหอะ นี่น่ะเหรอหญิงสาวที่จะกลายเป็นนางเอก ดาวค้างฟ้าผู้โด่งดังในอนาคต แค่มองเธอก็สะอิดสะเอียนจนอยากจะอ้วกแล้ว

ทำไมนะ ทำไม เธอถึงมองไม่เห็นตัวตนภายใต้หน้ากากอันเน่าเฟะนี้เลยสักครั้ง

“หลิงหลิง ไม่สบายหรือเปล่า ไม่เป็นไรนะ ถึงพี่อี้เทาจะมีงานที่ต้องไปทำ พวกเราก็จะไม่ว่าอะไรเธอเลย ใช่ไหมคะพี่อี้เทา”

ตงเจียอี้ที่พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าน่าสงสาร ก่อนที่จะทำเป็นไปขอความคิดเห็นจากหวงอี้เทาที่กำลังนั่งอยู่ไม่ไกล

“ครับ แต่แค่สำหรับครั้งนี้เท่านั้นนะครับ พวกเราไปกันเถอะครับเดี๋ยวจะสายกันซะก่อน”

หวงอี้เทาที่นั่งหน้านิ่วขมวดอยู่เมื่อครู่พูดขึ้น หลังจากที่มองไปดูนาฬิกาที่เจ้าตัวสวมอยู่

หวงอี้เทา คู่หมั้นที่ทางบ้านของสวีเหม่ยหลิงกับเขาที่ตกลงปลงใจกันที่จะให้เด็กทั้งสองคนหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ทางบ้านสวีเคยให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินทุนในการพยุงธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า

แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อบ้านหวงกลายเป็นเสือติดปีกในอนาคต ทางนั้นก็สะบัดบ้านสวีทิ้งอย่างไม่ใยดี พร้อมกับที่หาเหตุผลล้านแปดเพื่อที่จะมายกเลิกงานหมั้นหมาย และโยนความผิดทั้งหมดลงมาใส่หัวของสวีเหม่ยหลิงแต่เพียงผู้เดียว

“ฉะ…ฉันลืมบอกไปเหรอคะ ว่าวันนี้ฉันไม่มีเรียน เจียอี้เธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ ไหนธะ….เธอบอกว่าจะบอกพี่อี้เทาแทนฉัน”

สวีเหม่ยหลิงที่พูดขึ้นเสียงสั่น หลังจากที่ก่อนที่เธอจะลงมาเธอได้ไปเช็คตารางเรียนของตัวเองแล้ว แต่กลับพบว่าวันนี้เธอไม่มีเรียน ทำให้เธอพยายามที่จะนึกถึงเหตุผลที่ว่าทำไมหวงอี้เทากับตงเจียอี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้

ก่อนที่เธอจะนึกขึ้นมาได้ว่านี่ก็คงจะเป็นเพราะตงเจียอี้อยากที่จะเอาเธอไปเป็นทาสรับใช้นั่นเอง

“อะเอ่อ ไม่ใช่นะ เธอไม่เคย..”

“สรุปแล้วไม่มีเรียน แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”

หวงอี้เทาที่พูดขึ้นพร้อมกับที่มองไปที่ตงเจียอี้

“คะคือ ว่า หลิงหลิงเธอบอกว่าอยากที่จะไปดูกองถ่ายกับฉันไม่ใช่เหรอ พวกเราก็เลยตกลงกันว่าจะไปที่มหาวิทยาลัยกันก่อนไง เธอลืมแล้วเหรอ”

ตงเจียอี้ที่รีบพูดขึ้นมาจนลิ้นแทบจะพันกัน

“ฉันว่าฉันเปล่านะคะ ฉันขอโทษพี่อี้เทาด้วยนะคะ ฉันน่าจะเป็นคนโทรศัพท์ไปบอกพี่เอง”

สวีเหม่ยหลิงที่ก้มหน้าลงอย่างคนสำนึกผิดก่อนที่จะพูดขึ้น

“ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นพี่จะไปก่อนแล้วกัน คุณน้าครับผมไปก่อนนะครับ”

หวงอี้เทาที่หลังจากทราบเรื่องทั้งหมดแล้วก็เดินออกไปลาพ่อกับแม่ของเธอที่อยู่หน้าร้านทันที โดยที่มีตงเจียอี้ที่มองมาที่สวีเหม่ยหลิง อย่างสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสวีเหม่ยหลิงที่ไม่เคยขัดเธอเลยสักครั้งกัน

“ไม่ตามไปเหรอ”

สวีเหม่ยหลิงที่ยืนกอดอกอยู่ถามขึ้น

“เอ่อ หลิงหลิงจ้ะ ถ้าอย่างนั้นไว้เจอกันนะ คุณพ่อคุณแม่คะหนูไปก่อนนะคะ”

ตงเจียอี้ที่พูดขึ้นอย่างเร่งรีบก่อนที่จะเดินไปลาพ่อกับแม่ของเธอ

“เหอะ พ่อกับแม่อย่างนั้นเหรอ น่าขยะแขยงซะจริง”

สวัสดีทุกคนนนน ขอบคุณสำหรับการกดเข้าชั้นนะคะ ไรท์มาเสริฟตอนแรกแล้วนะคะ ฝากกดไลค์กันด้วยนะคะ แล้วเจอกันค่ะ

ที่ดินหนึ่งแสนหยวน

บทที่2

“อ้าว หลิงหลิง สรุปแล้วไม่มีเรียนเหรอวันนี้ แล้วทำไมไม่บอกฉันแต่แรก ดูสิทำให้อี้เทากับเจียอี้ต้องมารอตั้งนาน”

แม่สวีที่ถามขึ้นพร้อมกับที่ส่ายหัว

“แค่นี้ไม่ทำให้พวกนั้นตายหรอกค่ะ”

ก่อนที่สวีเหม่ยหลิงจะพึมพำออกมาเบาๆ เพราะการที่ให้สองคนนั้นรอแค่ไม่กี่นาทีไม่ทำให้สองคนนั้นทรมานเท่ากับเธอที่ต้องทนทุกข์มาหลายสิบปีหรอก

“แกว่าอะไรนะ”

แม่สวีที่ถามขึ้นพร้อมกับที่ขมวดคิ้วเนื่องจากว่าเมื่อครู่นี้เธอได้ยินไม่ชัด

“ไม่มีอะไรค่ะ พ่อค้ะ สบายดีไหมคะ”

สวีเหม่ยหลิงที่ตอบขึ้นก่อนที่จะทำเป็นวิ่งไปเกาะแขนพ่อของเธอที่ตอนนี้พึ่งจะเดินเข้ามาในร้านหลังจากที่เอาอาหารออกไปส่งลูกค้ามา

“โอ้ หลิงหลิงของเราวันนี้ดูจะอารมณ์ดีไม่น้อยจริงๆ”

พ่อสวีที่พูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มจนทำให้สวีเหม่ยหลิงถึงกับตาพร่ามัว เพราะภาพสุดท้ายของพ่อสวีที่อยู่ในความทรงจำของเธอก็คือหน้าที่ตอบเหลือแต่กระดูกพร้อมกับแววตาเศร้าสร้อยก่อนที่พ่อสวีจะลาจากโลกนี้ไป

“ฮึก ใช่ค่ะ วันนี้เป็นวันดี”

สวีเหม่ยหลิงที่ตอบขึ้นพร้อมกับพยายามที่จะกลืนก้อนสะอึกเมื่อครู่นี้ให้กลับคืนลงไป

“วันดี วันอะไรเหรอ”

ก่อนที่แม่สวีที่หูกระดิกทันทีได้ยินคำว่าวันดีจะถามขึ้น

“ก็วันดีที่พวกเราทั้งสามคนได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันยังไงล่ะคะ”

ซึ่งหลังจากที่สวีเหม่ยหลิงพูดจบแม่สวีก็ส่ายหัวก่อนที่จะเดินหนีไปทันที

“แกนี่ไร้สาระขึ้นไปทุกวันแล้วจริงๆ”

“โอ๋ๆ ลูกพ่อไม่ต้องน้อยใจแม่เขาไปนะ พ่อก็คิดว่าลูกไร้สาระเหมือนกัน”

พ่อสวีที่ตอนแรกทำเป็นเหมือนกับอยู่ข้างสวีเหม่ยหลิงพูดขึ้นก่อนที่จะไปโค้งหัวให้กับภรรยาก็ทำเอาสวีเหม่ยหลิงถึงกับปากคว่ำทันที

บ้านสวีของสวีเหม่ยหลิงล้วนอาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งพี่น้องส่วนมากของพ่อสวีก็มักจะทำงานเป็นข้าราชการกันหมด จะมีก็แต่พ่อสวีเพียงคนเดียวที่เป็นแกะดำมาเปิดร้านอาหารจีน

เนื่องจากพ่อสวีคิดว่าตัวเองไม่ชอบใส่หน้ากากเข้าหาคนจะให้ไปยกยอเจ้านายก็คงจะไม่ใช่นิสัยของเขา สุดท้ายพ่อสวีกับแม่สวีก็เลยตัดสินใจออกมาจากตระกูลสวีมาก่อร่างสร้างตัวเอง

ปู่กับย่าที่เห็นว่าพ่อสวีจะออกมาแต่ตัวก็เลยมอบที่ดินให้สองผืน ซึ่งผืนแรกก็คือบ้านที่ทุกคนอาศัยกันอยู่ตอนนี้ ส่วนอีกผืนก็คือที่ดินรกร้างตรงแถบท่าเรือที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง เนื่องจากว่าตอนที่ปู่กับย่ากำลังคัดเลือกที่ดินอยู่พี่น้องของพ่อสวีต่างก็รีบพากันไปจับจองที่ดินผืนงามกันหมด ทำให้สุดท้ายก็เลยเหลือเพียงเท่านี้

แต่ด้วยความที่ไม่สู้คนของพ่อสวีก็เลยยอมรับที่ดินสองผืนนี้มาด้วยความเต็มใจ อีกอย่างก็พี่น้องกันทั้งนั้นจะสู้กันให้ได้อะไรขึ้นมา

และตั้งแต่วันที่พ่อสวีกับแม่สวีก้าวเท้าออกมาจากตระกูลสวีเวลาก็ล่วงเลยมาจนเกือบ 15 ปีแล้ว

ถึงแม้ร้านอาหารจีนบ้านสวีจะไม่ได้โด่งดังมากอะไรขนาดนั้นแต่ก็พอมีพอใช้เหมือนกับคนปักกิ่งฐานะปานกลางทั่วๆไป

“พ่อคะให้ฉันช่วยนะคะ”

สวีเหม่ยหลิงที่เดินไปช่วยพ่อสวีที่กำลังหั่นผักอยู่พูดขึ้น

“ลูกทำเป็นเหรอ ตั้งแต่โตมาพ่อยังไม่เคยเห็นลูกก้าวขาเข้าครัวเลยสักครั้ง”

พ่อสวีที่ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เพราะตั้งแต่ที่สวีเหม่ยหลิงเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายลูกสาวของเขาก็เริ่มกลายเป็นคนที่เก็บตัวมากขึ้น แถมสิ่งไหนที่เคยทำก็กลายเป็นว่าเลิกทำไปซะอย่างนั้น ทำให้ตอนนั้นพ่อสวีกับแม่สวีก็ได้แต่คิดว่าคงจะเป็นเพราะว่าลูกสาวของพวกเขาโตขึ้นแล้วและก็อาจจะเหนื่อยกับการบ้านก็เลยปล่อยผ่านไป อีกอย่างพวกเขาสองคนก็ยังไม่ได้แก่จนถึงขนาดที่จะทำงานเองไม่ได้

“คะค่ะ ถึงแม้จะไม่ได้ทำมานานแต่มันก็อยู่ในสายเลือดค่ะ พ่อเชื่อฉันเถอะ”

สวีเหม่ยหลิงที่ถึงกลับสะอึกเมื่อนึกถึงเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงได้เลิกที่จะช่วยงานที่ร้านหรือแม้กระทั่งทำตัวห่างเหินกับครอบครัวของตัวเอง

เรื่องมันเริ่มมาจากเมื่อตอนที่เธอเข้าไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมแห่งใหม่ที่มีแต่ลูกคนมีฐานะและข้าราชการ มันทำให้ทุกคนที่ทราบเรื่องที่ว่าบ้านเธอเปิดร้านอาหารก็เริ่มที่จะล้อเลียนและกลั่นแกล้งเธอ ไม่ว่าจะล้อเรื่องกลิ่นเหม็น สกปรก หรือแม้กระทั่งข่มขู่กรรโชกให้เธอนำอาหารมาให้ จนทำให้สุดท้ายเธอก็เริ่มที่จะเป็นคนเก็บตัวมากขึ้นพร้อมกับที่เริ่มหวาดกลัวการเข้าสังคม

ก่อนที่เธอจะเห็นแสงสว่างเมื่ออยู่ดีดีโรงเรียนก็ได้มีเทพธิดาคนใหม่ย้ายเข้ามา นั่นก็คือตงเจียอี้ เด็กสาวที่บ้านรับข้าราชการ เรียบร้อย อ่อนหวานและต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในโรงเรียน จากการที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือลูกกาหลงทางแบบเธอ

ตั้งแต่นั้นมาเธอก็กลายเป็นผู้ติดตามตงเจียอี้โดยสมบูรณ์ไม่ว่าจะในหรือนอกรั้งโรงเรียน จวบจนมาถึงปัจจุบันที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโชคดีหรือโชคร้ายที่ทำให้พวกเธอทั้งสองคนก็ยังได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันอีกครั้ง

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลก็เลยทำให้เธอรู้สึกผิดและกลัวที่จะเข้าไปขอโทษครอบครัวของเธอจนสุดท้ายเธอก็ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เอ่ยคำขอโทษออกมาเลยสักครั้ง

“หนูขอโทษนะคะ….”

สวีเหม่ยหลิงที่พึมพำออกมาเบาๆพร้อมกับที่หันไปมองพ่อกับแม่ของเธอที่ตอนนี้กำลังต้อนรับลูกค้าอยู่

ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธอในการกลับมาแก้แค้นแล้ว เธอก็จะใช้โอกาสนี้ในการชดใช้ให้กับครอบครัวที่ไม่รู้อิโหน่อิแหน่ของเธอจนทำให้ต้องจบชีวิตไปแบบนั้น

“อ้อ จริงสิ วันนี้อี้เทามาถามเรื่องที่ดินผืนนั้นอีกแล้วนะ”

พ่อสวีที่พึ่งเดินกลับเข้ามาในส่วนของครัวพูดขึ้นหลังจากที่นึกขึ้นได้

“ที่ดินเหรอคะ”

สวีเหม่ยหลิงที่ได้ยินดังนั้นก็รีบถามขึ้นมาทันที เนื่องจากว่าบ้านเธอก็ไม่ได้มีที่ดินมากมายอะไรขนาดนั้น

“ใช่ พ่อก็กำลังคิดอยู่ ตอนแรกพ่อคิดว่าจะมอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของลูกกับอี้เทา แต่ก็ดูเหมือนว่าทางนั้นเขาอยากจะนำไปทำธุรกิจก็เลยจะมาขอซื้อแทน”

พ่อสวีที่พูดอย่างครุ่นคิด เนื่องจากว่าตอนนี้เขามีที่ดินในมืออยู่แค่ผืนเดียว แถมทางนั้นเขาก็เกลี้ยกล่อมมาอีกด้วยว่าที่ดินผืนนั้นมันไม่มีราคา ถ้าขายตอนนี้ทางนั้นเขาจะรับซื้อให้ในราคาสูง

“เขาบอกจะให้เท่าไหร่คะ”

สวีเหม่ยหลิงที่ถึงแม้จะรู้ราคาอยู่แล้วว่าทางหวงอี้เทาจะให้เท่าไหร่ทำเป็นถามขึ้น เนื่องจากว่าชีวิตที่แล้วก็เธอที่แหล่ะที่หว่านล้อมให้พ่อของเธอขายที่ดินให้หวงอี้เทาไป เนื่องจากคิดว่าเดี๋ยวหลังเรียนจบยังไงเธอก็จะได้แต่งงานกับหวงอี้เทาอยู่ดี

แต่ใครเล่าจะไปรู้เรื่องในอนาคตว่าหลังจากนี้ไม่นานที่ดินผืนนั้นจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่า

“หนึ่งแสนหยวน อี้เทาบอกว่าเขาช่วยได้มากสุดเท่านี้จริงๆ”

“ฮ่าๆฮ่าๆ”

สวีเหม่ยหลิงที่หัวเราะออกมาแทบจะทันทีหลังจากที่พ่อสวีพูดจบ พร้อมกับที่คิดไปว่าหวงอี้เทานะหวงอี้เทาไม่ว่าเธอจะตายจนย้อนกลับมาแล้วเขาก็ยังนิสัยเดิมจริงๆ

“หนึ่งแสนเลยเหรอคะ เห้ออ….นี่อี้เทาเกรงใจเรามากเกินไปหรือเปล่าคะ”

แม่สวีที่กำลังฟังอยู่พูดขึ้นพร้อมกับที่ถอนหายใจ เนื่องจากว่าเมื่อ 15 ปีก่อน ตอนที่พวกเธอสองสามีภรรยาได้รับที่ดินผืนนี้มามันยังมีมูลค่าไม่ถึงหมื่นหยวนเลยด้วยซ้ำ

“น้อยไปล่ะสิไม่ว่า”

สวีเหม่ยหลิงที่ได้ยินอย่างนั้นก็เบะปากทันที

“ลูกว่าอะไรนะ”

พ่อสวีที่ได้ยินไม่ชัดถามขึ้น

“เปล่าค่ะ พ่อกับแม่คิดว่ายังไงคะ”

“ที่จริงพ่อก็คิดว่าจะขายให้อี้เทาไปอยู่นั่นแหล่ะ เพราะยังไงพวกลูกสองคนก็จะแต่งงานกันอยู่ดี อีกแค่สองปีจะให้ตอนนี้หรืออีกสองปีข้างหน้าก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่”

พ่อสวีที่พูดขึ้นโดยที่มีสวีเหม่ยหลิงที่กำลังคิดตามว่าพ่อของเธอนี่ซื่อจริงๆ ที่จริงไม่ต้องรอจนถึงสองปีเลยด้วยซ้ำ เพราะหลังจากที่หวงอี้เทาได้ที่ดินไปแล้วเดี๋ยวก็จะเริ่มออกลาย

“ฉันก็เห็นด้วยกับคุณนะ ให้อี้เทาเอาไปสร้างเนื้อสร้างตัวก็ดี ตอนที่ลูกสาวเราแต่งเข้าไปจะได้ไม่ลำบาก”

“ไม่ได้ค่ะ”

สวีเหม่ยหลิงที่คัดค้านขึ้นมาเสียงดังทันที จนทำให้พ่อสวีกับแม่สวีต้องหันมามองด้วยความตกใจ

วันนี้มาอีกหนึ่งตอนแล้วนะค้าา แล้วเจอกันตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...