โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

4 เหตุผลต่างชาติลุยซื้อหุ้น วัคซีน COVID-19 ไทยได้ประโยชน์มากที่สุด

Wealthy Thai

อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 17.57 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 18.38 น.

ในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ทั้งประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ชัดเจนแล้วว่า โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง หลังจากนั้นก็มีข่าวดีเรื่องการประกาศผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 โดยบริษัทยาไฟเซอร์ อิงค์ (Pfizer) ของสหรัฐฯ และไบโอเอ็นเท็ค (BioNTech) เยอรมนี ประสบความสำเร็จในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากกว่า 90% สำหรับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน จึงส่งผลให้ดัชนีหุ้นทั่วโลกดีดตัวขึ้นรับข่าวทันที

นักวิเคราะห์ต่างมองกันว่าหาก โจ ไบเดน ชนะเลือกตั้งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ ที่รวมถึงไทยด้วย เพราะนโยบายที่โจไบ เดน ประกาศนั้น จะมีการเก็บภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น จึงทำให้กระแสเงินไหลกลับเข้ามายังตลาดหุ้นเกิดใหม่ และยิ่งมีข่าววัคซีนโควิด-19 เข้ามาอีกด้วย ดังนั้นจากทั้ง 2 ปัจจัยบวกที่เข้ามาอย่างพร้อมเพรียงตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลบวก Fund Flow มากน้อยแค่ไหน เรามาหาคำตอบไปด้วยกัน

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เมื่อวันที่ 9-10 พ.ย.2563 นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทย โดยวันที่ 9 พ.ย.ซื้อสุทธิ 2,304.42 ล้านบาท ล่าสุดวันที่ 10 พ.ย.2563 ซื้อสุทธิสูงถึงระดับ 18,898.58 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากนับตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงวันที่ 10 พ.ย.2563 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวมแล้วสูงถึง 283,851.97 ล้านบาท

“ตลาดหุ้นไทยยังมีดีพอให้ต่างชาติกลับมาเหลียวมองโดยในช่วง 2 ดังกล่าว ต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทย 2.12 หมื่นล้านบาท แต่คำถามคือ ซื้อจริงหรือแค่ปรับพอร์ตระยะสั้น ถ้าอิงตามสถิติที่ต่างชาติไม่เคยขายสุทธินานเกิน 15 เดือน และภาวะ Underperform ภูมิภาคอย่างมาก เรามั่นใจว่าต่างชาติจะมียอดเป็นซื้อสุทธิในเดือนนี้ แต่จะยาวนานถึงปีหน้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมืองและการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

โดยสมมติฐานเบื้องต้นของเรายังคาดว่าเป็นกระแสเงินส่วนเกิน (Excess Fund Flow ) ที่เข้ามาปรับสมดุลภาวะ Underperform ควบคู่ไปกับการเก็งกำไรค่าเงินบาท จากผลของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งในภาวะปกติจะมีกินเวลา 1-3 เดือน ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากการไหลเข้าของกระแสเงินรอบนี้คือ หุ้นที่ NVDR ขายออกไปมากและยอดถือครองยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย YTD ซึ่งได้แก่ AOT, BBL, PTTEP, IRPC, MINT, ADVANC, DTAC, CPF, STEC โดยคาดว่าการไหลเข้าของกระแสเงินอาจกลับไปสะดุดอีกครั้งในช่วงกลาง พ.ย. ต้นธ.ค. 63 เพื่อรอดูความชัดเจนด้านปัจจัยการเมือง

ต่างชาติเร่งซื้อหุ้นมากขึ้น

ปีนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้ว 2.84 แสนล้านบาทดังกล่าว (ถึงวันที่ 10 พ.ย. 63) โดยยอดขายสุทธิสะสมพุ่งไปถึง 3.05 แสนล้านบาท ก่อนจะติดลบน้อยลงจากแรงซื้อสุทธิใน 2 วันทำการรวม 2.12 หมื่นล้านบาทดังกล่าว โดยสาเหตุที่ทำให้ต่างชาติพลิกกลับมามองหุ้นไทยประเมินได้จาก

1.ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ช่วยลดแรงกดดันด้าน Trade War หนุนให้กระแสเงินไหลกลับมาฝั่งเอเชียมากขึ้น 2.การควบคุม COVID-19 ของเอเชียทำได้ดีกว่ายุโรปและสหรัฐฯ จึงคาดหวังเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยเฉพาะประเทศที่มีธุรกรรมการค้าเชื่อมโยงจีน

3.การพัฒนาวัคซีน COVID-19 ระยะที่ 3 จาก 11 ราย คาดว่าจะมีผลเชิงบวกต่อเนื่อง หลังจาก Pfizer และ BioNTech ประกาศผลการทดลองเบื้องต้นว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกัน COVID-19 เมื่อนำมาใช้กับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ขณะที่ Sputnik V ของรัสเซียก็ไม่น้อยหน้า ออกมาให้ความเห็นถึงประสิทธิภาพของวัคซีนในระดับที่ใกล้เคียงกัน และ4 ภาวะ Underperform ของตลาดหุ้นไทย โดยถ้าพิจารณาถึงวันที่ 10 พ.ย. 63 พบว่า SET INDEX ยัง -19% YTD เทียบกับกลุ่ม TIPs ที่ -15% YTD, MSCI EM ที่ +7% YTD, และ MSCI AP ex JP ที่ +11% YTD

ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทย 15 เดือนติดต่อกัน

หลังจากที่ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทย 15 เดือนติดต่อกัน ทำให้เราไม่ได้คาดหวังการไหลเข้าของกระแสเงินมากนัก แต่เมื่อต่างชาติพลิกกลับมาซื้อหุ้นไทยในระดับที่มีนัยสำคัญ จึงทำให้ปัจจัยด้านสภาพคล่องส่วนเกิน (Excess Fund Flow ) กลายเป็นตัวแปรที่อาจสร้าง Positive Surprise ให้กับตลาดหุ้นไทย โดยเรามีข้อสังเกตอยู่ 4 ประการ คือ

1.ต่างชาติอาจหยุดสถิติการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 15 เดือนติดต่อกัน โดยถ้าย้อนไปครั้งล่าสุดที่ต่างชาติขายหนักต่อเนื่องคือ ต.ค. 60 - ธ.ค. 61 เป็นระยะ 15 เดือนติดต่อกัน รวม -3.2 แสนล้านบาท รอบนี้นับถึง ต.ค. 63 ต่างชาติขายสุทธิมาแล้ว 15 เดือนติดต่อกัน เป็นไปได้สูงที่จะสลับมาเป็นซื้อสุทธิใน พ.ย. 63

2.ตลาดหุ้นไทย Underperform ภูมิภาคอยู่มาก โดย Performance YTD ยังแย่กว่า TIPs ราว 5% และแย่กว่า MSCI AP ex JP ราว 30% 3.Downside ในการปรับประมาณการของนักวิเคราะห์เริ่มจำกัด หลังหุ้นใหญ่รายงานงบไตรมาส 3/63 ใกล้เคียงหรือดีกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ที่ Underperform ตลาดอยู่ราว 20% YTD

และ 4. เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าจากผลการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แม้ยอดส่งออกและท่องเที่ยวจะทรุด แต่การนำเข้าและการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังเป็นบวก จึงทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่ากว่าภูมิภาค ซึ่งยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้กระแสเงินทุนระยะสั้นไหลเข้า

หุ้นที่ NVDR ลดน้ำหนัก น่าสนใจเก็งกำไร

ในภาวะปกติ เกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ เราจะประเมินจากภาวะ Underperform และหุ้นที่มีโอกาสถูก Short Covering ซึ่งเราคาดว่าการเร่งตัวของหุ้น Vaccine Play วานนี้ได้สะท้อนภาพดังกล่าวไปแล้วพอควร เราจึงใส่เงื่อนไขเพิ่มเติม โดยพิจารณาจากหุ้นที่ NVDR ขายสุทธิไปมากในปีนี้และยอดถือครองยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย YTD ซึ่งยังมีหุ้นกลุ่ม Vaccine Play ติดเข้ามาอยู่บางตัว ได้แก่ AOT, BBL, PTTEP, IRPC, MINT, ADVANC, DTAC, CPF, STEC โดยเราคาดว่าจะเห็นแรงซื้อคืนผ่าน NVDR ในหุ้นเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

แต่ด้วยความที่สมมติฐานของเรา ประเมินการไหลเข้าของกระแสเงินรอบนี้เป็น Hot money ที่หวังเก็งกำไรควบคู่กับค่าเงินบาท จึงเป็นคำแนะนำสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น โดยมีความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจทำให้การไหลเข้าของกระแสเงินกลับมาสะดุด เพื่อรอดูความชัดเจนอีกครั้งในช่วงกลาง พ.ย. - ต้น ธ.ค. 63

ไทยรับอานิสงส์มากสุดจากวัคซีน COVID-19

เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บอกว่า Fund Flow วานนี้กระแสเงินทุนไหลเข้าภูมิภาค 556 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเข้า TIP มากกว่าเอเชียตะวันออก นำโดยไทย 620 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้ประโยชน์มากที่สุดจากพัฒนาการของวัคซีน COVID-19 ส่วนไต้หวันและเกาหลีใต้ซึ่งมีเม็ดเงินไหลเข้าหนาแน่นในช่วงก่อนหน้า พลิกมาไหลออก 210 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ แนวโน้มของกระแสเงินทุนคาดว่ายังอยู่ในทิศทางไหลเข้าจากบรรยากาศการลงทุนที่ยังผ่อนคลายและคาดเม็ดเงินยังไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง

ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย มากสุดเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่จัดตั้งตลาดฯ

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ยังมองบวกต่อ Fund Flow มากขึ้นอีกเช่นกัน โดยมีสัญญาณไหลเข้าที่ชัดเจนมากขึ้น ดีต่อ SET Index ในระยะกลาง-ยาว ซึ่งระบุว่าพัฒนาการของวัคซีนใกล้เข้าสู่เส้นชัย ถือเป็นข่าวดี ที่ตลาดหุ้นไทยเฝ้ารอ และเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยในข้างต้น 1.8 หมื่นล้านบาท (มากสุดเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่จัดตั้งตลาดฯ) โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม Cyclical ที่เป็นจุดสนใจของเม็ดเงินลงทุนอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้ NVDR Trading ที่ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นในกลุ่ม Cyclical อย่าง AOT KBANK MINT มากสุด 3 อันดับแรก และขายสุทธิหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาด COVID-19 และ Outperform มาก่อนหน้านี้อย่าง STGT,STA

ตลาดหุ้นไทยยัง Laggard

โดยสาเหตุมาจากปัจจัยกดดันภายนอกที่ผ่อนคลายลงทั้งเรื่อง พัฒนาการวัคซีน และการเลือกตั้งสหรัฐฯที่รู้ผลประธานาธิบดีเรียบร้อยแล้ว อีกทั้ง SET Index ยัง Laggard ตลาดหุ้นโลกและเพื่อนบ้านอยู่มาก โดยหากพิจารณาสัดส่วนการถือครองของต่างชาติทั้งโดยตรงและผ่าน NVDR ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยมีสัดส่วนล่าสุดอยู่ที่ 25.81% ขณะที่ช่วงต้นปี 2556 อยู่ที่ระดับสูงถึง 35.66%

ดังนั้นจึงเริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยมาสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นสังเกตได้จาก Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 0.96% บวกกับค่าเงินเอเชีย และค่าเงินบาทอยู่ใน Momentum ที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมีโอกาสได้กำไรจาก Fx Gain เพิ่มเติม

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งใน Spotlight สำคัญ สำหรับ Fund Flow ไม่ว่าจะเป็นของต่างชาติหรือสถาบัน บวกกับมีแรงหนุนอีกแรงจากหุ้นที่ถูกคัดเข้า MSCI Index ซึ่งกล่าวไว้ในหัวข้อถัดไป แต่บางช่วงเวลานักลงทุนระวังการ Take Profit ที่อาจเข้ามาในช่วงสั้น โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index อยู่ที่ 1330-1353 จุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...