โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนไทยติดแชมป์ซื้อของบนโซเชียลคอมเมิร์ซ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 พ.ย. 2563 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 02.44 น.

ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยโตพุ่ง 35% ทะลุ 2 แสนล้านบาท ไพรซ์ซ่า เผยคนไทยชอบซื้อสินค้าผ่านโซเซียลคอมเมิร์ซ เพราะต่อรองราคาได้ ไม่เทียบราคา ถูกใจพร้อมจ่าย

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตขึ้นกว่าปีก่อน 35% หรือมีมูลค่าประมาณ 220,000 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับตลาดค้าปลีกทั้งหมดมีสัดส่วนเพียง 3-5% เท่านั้นถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดอีคอมเมิรซ์จีนที่มีสัดส่วนถึง 24% ซึ่งคาดว่าตลาดอีคอมเมิรซ์ไทยจะเติบโตได้อีกเป็นเท่าตัว เนื่องจากคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก เฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน โดยใช้เวลากับโซเชียลมีเดีย เอนเทอร์เทนเมนต์ และช้อปปิ้งออนไลน์เป็นอันดับต้น ๆ

อย่างไรก็ตาม ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาพบว่า การช้อปปิ้งออนไลน์มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนที่มีการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ ทำให้ยอดการซื้อขายสินค้าออนไลน์ทั่วโลกโตขึ้น 40% และแม้ว่าสถานการณ์เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่ผู้บริโภคที่หันมาช้อปปิ้งออนไลน์กว่า 50% สะท้อนให้เห็นว่าคนยังนิยมช้อปปิ้งออนไลน์ต่อไป โดยสินค้าออนไลน์ที่เติบโตได้ดีตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน ได้แก่ สินค้าอุปโภค-บริโภคเติบโตขึ้นกว่า 73% รองลงมาเป็นสินค้ากลุ่มรีเทลเทค 50% และสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ในบ้าน 29%

“ในแง่ของสินค้าที่อยู่ในมาร์เก็ตเพลส หากเทียบระหว่างปี 2561 และ 2562 พบว่า สินค้าเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ล้านชิ้น ที่น่าตกใจที่สินค้ากว่า 80% มาจากจีน จึงทำให้มาร์เก็ตเพลสในปัจจุบันเป็นเหมือน ‘สนามแข่งขันนานาชาติ’ ซึ่งในปีหน้าคาดว่าจะมีผู้เล่นจากประเทศใกล้เคียงอย่างไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น ลงมาแข่งขันเพิ่มด้วย”

ขณะที่ตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซในไทยก็เติบโตเช่นกัน พบว่า 40% ของนักช้อปออนไลน์ในไทยมักซื้อสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยมากที่สุดในโลก โดยเฟซบุ๊กเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคใช้ช้อปปิ้งออนไลน์มากที่สุดถึง 42% ไลน์ 24% อินสตาแกรม 19% และทวิตเตอร์ 5%

โดยในโซเชียลคอมเมิร์ซจะมีผู้บริโภคอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่ม‘Search Led’ ค้นหาก่อนซื้อ คิดเป็น 35% และกลุ่มสอง ‘Discovery Led’ ซื้อแบบวู่วาม เลื่อนผ่านแล้วถูกใจจึงตัดสินใจซื้อทันที คิดเป็น 53%

นายธนาวัฒน์ กล่าวต่อว่า เหตุผล 3 ข้อที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกช้อปปิ้งผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ คือ 1.ผู้บริโภคกว่า 57% ต้องการที่จะพูดคุย และทราบข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งโซเชียลคอมเมิร์ซก็ตอบโจทย์ เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคสนทนากับลูกค้าได้ 2.ผู้บริโภค 35% ชอบต่อรองราคา 3.ร้านค้ามีการตอบกลับที่รวดเร็ว 35%

“ผู้บริโภคบนโซเชียลคอมเมิร์ซจะไม่เสียเวลาในการเปรียบเทียบราคาเหมือนกับแพลตฟอร์มอื่น หากเจอสินค้าที่ถูกใจก็จะซื้อเลย โซเชียลคอมเมิร์ซจึงเหมือนกับเอนเทอร์เทนเมนต์ ร้านค้าต้องสร้างคอนเทนต์ให้ดึงดูด โดนใจและสร้างเป็นคอมมูนิตี้ให้คนติดตาม เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขาย อีกทั้งต้องเพิ่มช่องทางการขายไปยังมาร์เก็ตเพลสเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคเข้าถึงได้หลายช่องทาง สุดท้ายคือ ต้องบันทึกข้อมูลลูกค้าเพื่อเก็บเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาบริการในอนาคต”

อย่างไรก็ตามการซื้อขายบนโซเชียลคอมเมิร์ซในปัจจุบันค่อนข้างยุ่งยาก ต้องพึ่งพาอีคอมเมิร์ซ อีเพย์เมนต์ และโลจิสติกส์จากผู้ให้บริการอื่น แต่ในอนาคตโซเชียลคอมเมิร์ซจะผนึกรวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การเป็นโซเชียลมีเดีย การสร้างโฆษณา การเป็นอีคอมเมิร์ซที่มีช่องทางการชำระเงินภายในแพลตฟอร์ม และสุดท้าย คือ การมีระบบโลจิสติกส์เป็นของตนเอง ซึ่งจะทำให้การซื้อขายสินค้าทำได้ง่าย และจบภายในแพลตฟอร์มเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...