โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ผลประโยชน์อื่นใด" ของจอมพลสฤษดิ์ : เม้มงบลับ ซุกเงินหลวง หนุนพวกพ้อง เอื้อนายทุน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ธ.ค. 2568 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2568 เวลา 23.30 น.
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

“ผลประโยชน์อื่นใด” ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (16 มิถุนายน พ.ศ. 2451 – 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506) ได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2501 แล้วนั้น สิ่งที่จะช่วยค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์คือฐานอำนาจทางเศรษฐกิจที่มั่นคง วิธีการคือ จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจเข้าไปปรับเปลี่ยนกลไกของรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง ผู้ใกล้ชิด และนายทุน เป็นต้นว่า การดำเนินนโยบายเอื้อต่อการหาผลประโยชน์ การแก้ไขกฎหมาย การปรับเปลี่ยนโยกย้ายส่วนราชการให้รวมศูนย์ภายใต้คำสั่งโดยตรงของจอมพลสฤษดิ์ และการใช้อำนาจหรือคำสั่งโดยมิชอบ

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ไม่ได้พึ่งสร้างฐานอำนาจทางเศรษฐกิจหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2501 แต่จอมพลสฤษดิ์ และ “กลุ่มสี่เสาเทเวศร์” ได้แสวงหาผลปผระโยชน์มาก่อนหน้านี้ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา มีหลายบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นอันเป็นแหล่งรายได้ให้จอมพลสฤษดิ์ โดยเฉพาะสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เป็นขุมทรัพย์มหาศาลของจอมพลสฤษดิ์เลยก็ว่าได้

ในวิทยานิพนธ์เรื่อง “ทุนขุนนางไทย (พ.ศ.2500-2516)” ของรัตพงษ์ สอนสุภาพ ได้ศึกษาแหล่งเงินรายได้ของจอมพลสฤษดิ์ โดยใช้ข้อมูลส่วนใหญ่จาก “รายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินของรัฐในมรดกของจอมพลสฤษดิ์” ซึ่งทำให้เห็นว่า จอมพลสฤษดิ์และผู้ใกล้ชิดใช้วิธีการต่าง ๆ ผ่านกลไกของรัฐเข้าช่วยเหลือในการแสวงหาผลประโยชน์จำนวนมาก

หนุนพวกพ้อง เอื้อนายทุน

จอมพลสฤษดิ์ได้ดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ คือการตั้ง“คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม” เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2502 ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ทำให้ประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ที่ก่อตั้งใหม่ 142 โรง, โรงงานเก่าขยายโรงงาน 48 โรง และโรงงานที่ได้รับการส่งเสริม 190 โรง โดยเป็นของคนไทย 68 โรง ร่วมทุนกับต่างชาติ 96 โรง และเป็นของต่างชาติ 8 โรง

จอมพลสฤษดิ์เข้าควบคุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนฯ อย่างใกล้ชิด การที่จอมพลสฤษดิ์สนับสนุนกิจการอุตสาหกรรมก็เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เพราะหากอุตสาหกรรมขยายตัวก็หมายถึงผลประโยชน์ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

อย่างกรณีบริษัทไทยเซฟวิ่งทรัสต์ บริษัทการเงินของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งได้นำเรื่องของบริษัทนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนผลักดันให้คณะรัฐมนตรีมีมติเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนฯ และสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติว่า ให้เป็นบริษัทนำเข้าทองคำแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ต้องประมูล และยังดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับอีกหลายบริษัทเพื่อให้ได้รับการส่งเสริมจากรัฐ เช่น บริษัทชลประทานซีเมนต์, บริษัทแสนสุรัตน์, บริษัทกรุงเทพไหมไทย, บริษัทบางกอกกระสอบ, บริษัทโรงกลั่นน้ำมันไทย และบริษัทไทยแลนด์สเมลติ้งแอนด์รีไพนิ้ง

และจอมพลสฤษดิ์ยังให้การส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทของผู้ใกล้ชิดจอมพลสฤษดิ์อย่าง จอมพลถนอม กิตติขจร (บริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ), จอมพลประภาส จารุเสถียร (บริษัทกรรณสูต เจเนอรัล แอสเซมบลี), พันเอกเฉลิมชัย จารุพัฒน์ (บริษัทบางกอกอินเตอร์คอนติเนตัล, บริษัทสหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว) และนายสหัท มหาคุณ (ในการผูกขาดธุรกิจผลิตสุรา และธุรกิจต่าง ๆ เช่น บริษัทสุรามหาราษฎร์, บริษัทใต้เซ็งการทอ, บริษัทนำตาลตะวันออก) เป็นต้น

นอกจากนี้ จอมพลสฤษดิ์ยังได้ร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 19 บริษัท ซึ่งยังได้รับการคุ้มครองพิเศษและความช่วยเหลือจากรัฐบาลอีกด้วย เช่น บริษัทสยามอินเตอร์คอนติเนลตัลโฮเต็ล ขอกู้เงินจากรัฐบาลไทยเพื่อลงทุน หรือบริษัทยูเนียนคาร์ไบค์ที่ได้รับการคุ้มครองพิเศษจากรัฐบาลในการผูกขาดการถลุงแร่ดีบุกเพื่อส่งออก

นอกจากการส่งเสริมการลงทุนข้างต้นแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังได้อาศัยเงินสนับสนุนจาก“บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” ในการสนับสนุนธุรกิจของบุคคลใกล้ชิด โดยหน่วยงานนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อหาเงินทุนจากต่างประเทศมาสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ บริษัทที่ได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่ล้วนเป็นธุรกิจที่ใกล้ชิดกับผู้นำทหาร เช่น บริษัทจี เอส สตีล ของพันเอกถนัด คอมันตร์ ได้รับเงินสนับสนุน 3 ครั้ง ประมาณ 53 ล้านบาท, บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ธุรกิจในอุปถัมภ์ของจอมพลประภาส ได้รับเงินสนับสนุน 30 ล้านบาท, บริษัทสยามเคมีคอลอินดัสตรี ธุรกิจในอุปถัมภ์ของจอมพลถนอม ได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 20 ล้านบาท และบริษัทน้ำตาลมหาคุณ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำทหาร ได้รับเงินสนับสนุน 51 ล้านบาท

บริษัทต่าง ๆ ที่จอมพลสฤษดิ์และผู้ใกล้ชิดตั้งขึ้นมาเป็นจำนวนมากนี้ แม้บางบริษัทจะไม่ปรากฏชื่อจอมพลสฤษดิ์ในฐานะผู้ถือหุ้น แต่บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่นี้จะมีบริษัทที่จอมพลสฤษดิ์ก่อตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วเข้าถือหุ้นแทน หมายความว่าจอมพลสฤษดิ์ใช้นิติบุคคลเข้าถือหุ้นเพื่อต้องการเสียภาษีเงินได้ให้น้อยลง โดยบริษัทเหล่านั้นก็เป็นบริษัทของผู้ใกล้ชิดจอมพลสฤษดิ์ เช่น ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์, นายบรรเจิด ชลวิจารณ์, นายทองดุลย์ ธนะรัชต์ และนายสงวน จันทรสาขา ซึ่งก็คือ “นอมินี” ของจอมพลสฤษดิ์ทั้งสิ้น

หลายบริษัทที่จอมพลสฤษดิ์ก่อตั้งนั้น บางบริษัทก็ไม่มีเงินทุนเลย แต่ใช้วิธีการเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารที่ตนมีอิทธิพลมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยเครือข่ายธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์มีดังนี้

ภาคการเงิน โดยเฉพาะธนาคาร จอมพลสฤษดิ์ใช้เป็นแหล่งเงินทุน แหล่งพักเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบ และเบิกเงินเกินบัญชี เช่น กรณีธนาคารเอเชียและธนาคารสหธนาคาร จอมพลสฤษดิ์ได้ใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชีมาใช้ดำเนินธุรกิจอื่น ๆ และกรณีธนาคารทหารไทย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ดำรงตำแหน่งประธานบริหาร ได้แต่งตั้งคนใกล้ชิดมาดำรงตำแหน่ง และใช้ธนาคารเป็นแหล่งพักเงินที่ได้มาจากการสั่งจ่ายเงินราชการโดยไม่ชอบ ซึ่งจะกล่าวต่อไป

ภาคอุตสาหกรรม เช่น บริษัทเหมืองแร่บูรพาสากลเศรษฐกิจ (จอมพลสฤษดิ์ถือหุ้นถึงร้อยละ 45), บริษัทชลประทานซีเมนต์, บริษัทบางกอกกระสอบ, บริษัทยางไร์สโตน, บริษัทบางกอกเบียร์, บริษัทโรงงานกลั่นน้ำมันไทย และบริษัทถ่านและน้ำมันไทย เป็นต้น

ภาคการค้าและบริการ เช่น บริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ, บริษัทบางกอกสากลการค้า, บริษัทสหพาณิชย์สามัคคี และบริษัทผดุงสิงห์พาณิชย์ เป็นต้น

โดยบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้มีทุนจดทะเบียนต่ำสุดคือ 1 ล้านบาท ไปจนถึงมากสุดที่ 70 ล้านบาท บางบริษัทจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ก่อตั้งเอง บางบริษัทจอมพลสฤษดิ์ก็เข้าถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทว่า หลายธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์รุ่งเรืองในยุคที่จอมพลสฤษดิ์มีอำนาจเท่านั้น เมื่อจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม บางธุรกิจถูกยึดเป็นทรัพย์สินของรัฐ บางธุรกิจก็ดำเนินไปด้วยความยากลำบาก และไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการธุรกิจที่ไร้ทิศทางและถูกครอบงำ ซึ่งไม่สามารถแข่งกับธุรกิจคู่แข่งที่ดำเนินการอย่างเสรีได้

ฮุบที่ดิน

จอมพลสฤษดิ์ได้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนและผู้ใกล้ชิด เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ซึ่งได้จำกัดการถือครองที่ดินไว้ การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้อ้างว่าขัดต่อนโยบายการส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรมในประเทศของภาคเอกชน โดยจอมพลสฤษดิ์ได้เข้าไปถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งในกรุงเทพฯ พื้นที่ 300 แปลง รวม 131 โฉนด ในต่างจังหวัดพื้นที่รวม 22,000 ไร่ รวม 300 โฉนด

อย่างกรณีผืนป่าในจังหวัดสุพรรณบุรีและชัยนาท ซึ่งอยู่ใกล้กับเขื่อนชัยนาท พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่รกร้างของกรมประชาสงเคราะห์ โดยหวังจะจัดสรรเป็นที่ดินทำกินแก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน แต่เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีบันทึกถึงจอมพลสฤษดิ์ว่า พื้นที่ดังกล่าวมีทำเลดี เหมาะแก่การใช้สอย จอมพลสฤษดิ์จึงไปตรวจสอบแล้วสั่งให้ร้อยเอกวีรชาติ อุทยานานนท์ ไปแจ้งแก่ที่ดินอำเภอให้จัดสรรพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สงวนสำหรับเลี้ยงสัตว์

หลังจากนั้นจึงได้มีการปรับแต่งหน้าดิน โดยแจ้งความประสงค์ต่อทางจังหวัดว่าเพื่อประโยชน์ทางราชการ ต่อมา พื้นที่นั้นจำนวน 5,004 ไร่ 2 งาน 30 วา รวม 12 โฉนด ได้ตกอยู่ในการถือครองของจอมพลสฤษดิ์และบุคคลใกล้ชิด โดยจอมพลสฤษดิ์ถือครองเองถึง 3,104 ไร่ 2 งาน 30 วา

เม้มงบลับ ซุกเงินหลวง

จากข้อมูลข้างต้นเป็นแหล่งรายได้ของจอมพลสฤษดิ์จากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งได้ผลประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนกลไกของรัฐให้เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ ทว่าแหล่งรายได้ของจอมพลสฤษดิ์ที่มาจากราชการโดยตรงมีถึง 7 แหล่งสำคัญ คือ

1. เงินจากสลากกินแบ่งรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสลากกินแบ่งรัฐบาลได้สั่งจ่ายเงินราชการลับของกองสลาก ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2502 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 รวม 30 ครั้ง เป็นเงิน 238,000,000 บาท และสั่งจ่ายเงินรายได้ของกองการพิมพ์ของกองสลาก ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ถึงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2506 เพื่อบำรุงการกุศลสาธารณะ 2 ครั้ง เพื่อราชการลับ 1 ครั้ง รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท

รวมแล้ว จอมพลสฤษดิ์สั่งจ่ายเงินของกองสลากทั้งหมด 240,000,000 บาท เงินจำนวนดังกล่าวที่อ้างว่าเพื่อราชการลับและเพื่อบำรุงกุศลสาธารณะนั้น จากรายงานการสอบสวนฯ ปรากฏว่าจอมพลสฤษดิ์ได้นำไปเข้าบัญชีส่วนตัวและนำไปใช้จ่ายเป็นการส่วนตัว

2. เงินค่าส่วนลดสลากกินแบ่งรัฐบาลของโควตากองทัพบก นอกจากจอมพลสฤษดิ์จะเป็นประธานกรรมการบริหารกองสลากแล้ว บรรดาผู้ใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ยังเข้าไปควบคุมดูแลกองสลากด้วย เช่น นายโชติ คุณะเกษม, นายทองดุลย์ ธนะรัชต์ และนายมงคล ศรียานนท์ เป็นต้น โดยเงินค่าส่วนลดสลากกินแบ่งรัฐบาลของโควตากองทัพบกนี้ เป็นแหล่งรายได้ของจอมพลสฤษดิ์กับ “กลุ่มสี่เสาเทเวศร์” มาตั้งแต่หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 โดยจอมพลสฤษดิ์นำไปใช้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและอุปถัมภ์ผู้ใต้บังคับบัญชา

จอมพลสฤษดิ์ได้ให้ “สำนักงานปิยะมิตร” ที่ตนตั้งขึ้นมาเป็นผู้จัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลแก่กองทัพบกและหน่วยงานสังกัดกองทัพบกทั้งหมด ปรากฏว่าเงินค่าส่วนลดสลากกินแบ่งรัฐบาลนี้ กองทัพบกไม่ได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด โดยจอมพลสฤษดิ์ได้นำเงินเหล่านี้ไปใช้เป็นการส่วนตัว เป็นจำนวนเงินกว่า 33,218,672 บาท

3. เงินราชการลับจากกรมการเงินทหารบก นับตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2506 จอมพลสฤษดิ์ได้สั่งจ่ายเงินราชการลับจากกรมการเงินทหารบก ดังนี้

สั่งจ่ายเข้าบัญชีส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ 8,820,000 บาท, จอมพลสฤษดิ์รับเงินสดไปเอง จำนวน 400,000 บาท (แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้ใช้ในราชการลับ), สั่งจ่ายผิดประเภทซึ่งไม่ใช่ราชการ 50,000 บาท, สั่งจ่ายผิดประเภท ให้ราชการแต่ไม่ใช่ราชการลับ 130,000 บาท, สั่งจ่ายทำราชการลับแต่ไม่ปรากฏหลักฐานประกอบ 1,400,00 บาท และสั่งจ่ายในการส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ 4,250,000 บาท

รายละเอียดข้างต้นอ้างอิงจากรายงานการสอบสวนฯ ฉบับที่ 2 แต่จากรายงานการสอบสวนฯ ฉบับที่ 10 ให้ข้อมูลว่า จอมพลสฤษดิ์ได้นำเงินราชการลับจากกรมการเงินทหารบกไปเข้าบัญชีส่วนตัวและใช้จ่ายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 13,520,000 บาท

4. เงินราชการลับจากกรมการเงินกลาโหม ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ถึงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2506 จอมพลสฤษดิ์สั่งจ่ายเงินราชการลับของกระทรวงกลาโหมหลายครั้ง กล่าวคือ จอมพลสฤษดิ์สั่งจ่ายในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม 2 ครั้ง, ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2 ครั้ง, ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด 5 ครั้ง, ในฐานะผู้รักษาพระนคร 1 ครั้ง และไม่ได้ระบุตำแหน่ง 1 ครั้ง รวมเป็นเงิน 27,000,000 บาท

เงินจำนวนดังกล่าวได้สั่งจ่ายเป็นเช็ก 17 ฉบับ โดยเช็ก 15 ฉบับได้นำไปเข้าบัญชีส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ในธนาคารต่าง ๆ เป็นเงิน 26,600,000 บาท ส่วนเช็กอีก 2 ฉบับ ฉบับละ 200,000 บาท โดยพลโทเจียม ญาโณทัยได้นำเช็กใบแรกไปขึ้นเป็นเงินสดแล้วนำมามอบให้จอมพลสฤษดิ์ เช็กอีกใบหนึ่งขึ้นเงินนำเงินไปฝากในบัญชีของพลโทเจียม

พลโทเจียมได้ชี้แจงว่า จอมพลสฤษดิ์สั่งโดยวาจาให้เก็บเงินจำนวนนี้ไว้ที่ตนเองเพื่อเป็นค่าจัดซื้อสิ่งของตามความต้องการของจอมพลสฤษดิ์ เช่น ซื้อแหวนเพชรและเครื่องถมทองให้จอมพลสฤษดิ์ กระทั่งใช้จ่ายเงินจำนวน 200,000 บาทนี้เรื่อยมาจนหมดวงเงิน

5. เงินบัญชีจากกองบัญชาการคณะปฏิวัติและงบพิเศษของผู้บัญชาการทหารสูงสุด เงินส่วนนี้เป็นแหล่งรายได้ของจอมพลสฤษดิ์ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2501 โดยมีคำสั่งให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินคงคลังหรือเงินงบอื่นใด ซึ่งไม่ใช่งบของกระทรวงกลาโหมเป็นเงิน 10,000,000 บาท จากนั้นกระทรวงการคลังได้ออกเช็กธนาคารแห่งประเทศไทยให้แก่กรมการเงินกลาโหม แล้วจึงนำเงินดังกล่าวไปฝากใน “บัญชีกองบัญชาการคณะปฏิวัติ” เปิดบัญชีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2501

หลังจากนั้น จอมพลสฤษดิ์ก็ทำการสั่งจ่ายเงินในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายครั้ง จนยอดเงินในบัญชีดังกล่าวมีทั้งสิ้น 95,271,353.69 บาท

บัญชีดังกล่าวปิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ซึ่งได้สั่งจ่ายเป็นเช็ก 90 ฉบับ แต่การสั่งจ่ายเช็กดังกล่าวทำถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบราชการเป็นจำนวนเงินเพียงประมาณ 22.9 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการสั่งจ่ายโดยไม่ชอบ กล่าวคือ จ่ายเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์เป็นเงิน 65,500,000 บาท และจ่ายเงินให้บุคคลต่าง ๆ เป็นเงินประมาณ 6.7 ล้านบาท

จากการสอบสวนบุคคลต่าง ๆ ที่ได้รับเงินส่วนนี้ บางคนให้การว่า จอมพลสฤษดิ์ให้ถือเงินส่วนนี้ไว้ใช้จ่ายเป็นการส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์เอง เช่น เป็นเงินตอบแทนที่ได้รับใช้จอมพลสฤษดิ์กับท่านผู้หญิงวิจิตรา, เป็นเงินรางวัลให้นักร้องและนักดนตรี และใช้ซื้อสิ่งของมีค่า เช่น ซื้อแหวนเพชร สร้อยเพชร ฯลฯ จากพระนางเธอลักษมีลาวัณ ที่มีมูลค่า 1 ล้านบาท เป็นต้น

6. เงินราชการลับจากมติคณะรัฐมนตรี ครั้งแรก จากการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2504 จอมพลสฤษดิ์เสนอต่อที่ประชุมให้อนุมัติการจ่ายเงินงบกลางประเภทเงินสำรองจ่ายจำนวน 2,000,000 บาท ในงบประมาณเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2504 เพื่อใช้จ่ายราชการลับ

สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรีได้เบิกเงินจำนวนดังกล่าวจากกระทรวงการคลังแล้วนำไปฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินจำนวนนี้คือจอมพลสฤษดิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาได้สั่งจ่ายเงินดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารธนาหารไทย ชื่อบัญชี “S.M.2” ทว่าเงินดังกล่าวยังคงอยู่ในบัญชีจนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม

7. เงินราชการลับจากสำนักนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ได้ให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้สำนักงบประมาณโอนเงินจากงบกลางประเภทเงินสำรองจ่ายไปเพิ่มงบประมาณเงินราชการลับของสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด 4 ครั้ง จำนวน 54,000,000 ล้านบาท จากนั้นสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรีนำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากไว้ในบัญชีชื่อว่า “แผน” ของธนาคารทหารไทย

มีการเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวกว่า 78 ครั้ง เป็นเงิน 12,141,907 บาท เป็นการใช้จ่ายส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ โดยกว่า 11,701,932 บาท นำไปใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่ใช่ราชการ เงินจำนวนหนึ่งนำไปเป็นรางวัลแก่บรรดาอนุภรรยาและผู้รับใช้ของของจอมพลสฤษดิ์ อีกจำนวนหนึ่งนำไปลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ

สรุปแล้ว แหล่งรายได้หรือเงินของจอมพลสฤษดิ์นั้นมาจากสองทางใหญ่ ๆ คือ จากบริษัทหรือธุรกิจและจากเงินราชการ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งรายได้อีกทางหนึ่งคือเงินอุดหนุนจากสหรัฐอเมริกา แต่จะขอกล่าวถึงในบทความอื่น

มรดก 2 พันล้าน?

จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 (นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยที่ถึงแก่อสัญกรรมขณะดำรงตำแหน่ง) ไม่นานจากนั้นทายาทเริ่มวิวาทแย่งชิงมรดก จนกระทั่งวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 บุตรทั้ง 7 คนของจอมพลสฤษดิ์ได้ฟ้องร้องท่านผู้หญิงวิจิตราที่พยายามตัดสิทธิ์ในส่วนแบ่งที่ถูกต้องของทายาทออกไป

ปรากฏว่า จอมพลสฤษดิ์ในเขียนพินัยกรรมลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ท่านผู้หญิงวิจิตราเพียงผู้เดียว แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้เงินลูกเลี้ยง คือเศรษฐาและสมชายคนละ 1 ล้านบาท พร้อมบ้านหนึ่งหลังที่เหมาะสมแก่ฐานะของคนทั้งสอง อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อทรัพย์สินที่เป็นเงินสดมีมากกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่นาของจอมพลสฤษดิ์ได้แบ่งให้ให้แก่บุตรชายคนโตทั้งสองคนจำนวนเท่า ๆ กัน

บุตรชายทั้งสองของจอมพลสฤษดิ์กล่าวหาว่าท่านผู้หญิงวิจิตราทำลายพินัยกรรมอีกฉบับหนึ่ง และอ้างว่าท่านผู้หญิงวิจิตราพยายามรวบรวมทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ที่อาจมีมากถึง 2,874,009,794 บาท รวมกับอสังหาริมทรัพย์มีค่าอีกจำนวนมาก แต่ท่านผู้หญิงวิจิตรากล่าวว่าตนรู้เพียงว่ามีเงินแค่ 12 ล้านบาทเท่านั้น ปมมรดกของจอมพลสฤษดิ์เป็นที่จับจ้องของประชาชนและนักข่าวอย่างมาก จนรัฐบาลจอมพลถนอมต้องเข้ามาแทรกแซง

สุดท้ายแล้ว“โดยที่ปรากฏว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะที่มีชีวิตอยู่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในราชการโดยมิชอบ กระทำการเบียดบังและยักยอกทรัพย์สินของรัฐไปหลายครั้งหลายหน…” จอมพลถนอมจึงอาศัยอำนาจตามาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ยึดทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์และท่านผู้หญิงวิจิตราที่มีทั้ง เงินฝากธนาคารทั้งในและนอกประเทศ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรและวัสดุภัณฑ์ หุ้นและหุ้นกู้ทุกชนิด ให้เป็นของรัฐ แต่ไม่รวมทรัพย์สินเดิมและสินส่วนตัวของท่านผู้หญิงวิจิตรา

ทรัพย์สินทั้งหมดที่ยึดได้รวมเป็นเงิน 604,551,276.62 บาท

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

รัตพงษ์ สอนสุภาพ. (2539). ทุนขุนนางไทย (พ.ศ.2500-2516). วิทยานิพนธ์ (ศ.ม.). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2507, จากเว็บไซต์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. (2548). การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ฒ ม.ร.ว.ประกายทอง สิริสุข และธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ผลประโยชน์อื่นใด” ของจอมพลสฤษดิ์ : เม้มงบลับ ซุกเงินหลวง หนุนพวกพ้อง เอื้อนายทุน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...