โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิงเอเชียน

รีวิวภาพยนตร์ Project Silence (2024) | เมื่อฝูงสุนัขพันธุ์เพชฌฆาต ล่าคลั่งกลางสะพานหายนะ

Korseries

อัพเดต 29 ส.ค. 2567 เวลา 00.29 น. • เผยแพร่ 27 ส.ค. 2567 เวลา 11.14 น. • warumanu

เมื่อเส้นทางโดดเดี่ยวของสะพานสนามบินเกิดภัยพิบัติประดังประเดและถูกตัดขาดฝูงสุนัขเพชฌฆาตที่ซุ่มเงียบอยู่ในหมอกหนา พร้อมขย้ำคลั่งทุกเมื่อทุกชีวิตต้องดิ้นรนเพื่อรอดให้ได้บนสะพานปิดตายเยี่ยงนรกแห่งนี้

Project Silence หรือชื่อไทยว่า เขี้ยวชีวะคลั่ง สะพานนรก เป็นผลงานเขียนบทของ ผกก. คิมยงฮวา เจ้าของบทหนัง Along with the Gods : The Two Worlds (2017) ร่วมกับ พัคจูซอก เจ้าของบทหนัง Train to Busan (2016), Hwayi : A Monster Boy (2013) ส่วนงานกำกับแยกไปเป็นหน้าที่ ผกก.คิมแทกอน ซึ่งไม่ได้มีผลงานเยอะหรือเด่นนัก ออกไปทางงานฟอร์มเล็กด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อมองเป็นภาพรวมในสายตาผู้เขียน เห็นว่าเรื่องนี้งานกำกับทำได้ดีเกินชื่อชั้น น่าชมเลย ในขณะที่งานบทผิดคาด ไม่ว้าวเท่าชื่อชั้น และนี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หนังมีผู้ชมที่เกาหลีไม่ถึง 7 แสนคน ถือว่าค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับทุนสร้างทีทุ่มไปมากกว่า 3 เท่าตัวของรายได้

เรื่องราวเกริ่นนำไว้ว่า ทางฟากตะวันตกมีการฝึกฝนสุนัขเพื่อใช้งานการทหารมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และพัฒนาทางแล็ปให้กลายเป็นสุนัขสายพันธุ์นักสังหาร เพิ่มความเกรี้ยวกราดก้าวร้าวต่อเป้าหมายสังหารที่กำหนดให้ ซึ่งควบคุมโดยการฝังชิป ส่วนสุนัขในเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร จะเหมือนหรือต่างในแง่มุมไหน ต้องไปติดตามดู

ในวันเกิดเหตุหายนะบนสะพานสนามบิน เป็นวันที่หมอกลงจัดจนทัศนวิสัยไม่ดี ผู้คนยังสัญจรด้วยจุดมุ่งหมายของแต่ละคน ซึ่งมีตัวละครหลักดังนี้

ชาจองวอน (รับบทโดย อีซอนคยุน) รองผอ.ในกระทรวงความมั่นคง เป็นลูกน้องคนสนิทของรัฐมนตรี จองฮยอนแบค (รับบทโดย คิมแทอู) ซึ่งกำลังจะลงสมัครประธานาธิบดีคนถัดไป ชาจองวอนเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่กำลังขับรถไปส่งลูกสาว ชาคยองมิน (รับบทโดย คิมซูอัน) ไปเรียนและอาศัยอยู่กับญาติที่ต่างประเทศ

โปรกอล์ฟ ชิมยูรา (พัคจูฮยอน) ที่จะไปลงทัวร์นาเมนท์แข่งขันที่ต่างประเทศ แต่พี่สาว ชิมมีรัน (พัคฮีบน) ซึ่งเป็นผู้จัดการ เป็นคนบื้อๆเงอะงะดันลืมต่ออายุพาสปอร์ต เลยไปไม่ได้ เธอรำคาญพี่ที่ไม่ได้เรื่องได้ราว พากันออกจากสนามบินเดินทางกลับบ้าน

คู่สามีภรรยาสูงวัย บยองฮัก (มุนซองกึน) กับ ซอนอ๊ก (เยซูจอง) ซึ่งเป็นโรคสมองเสื่อม ทั้งคู่เพิ่งเดินทางกลับจากเที่ยวเวียดนาม ขึ้นรถชัตเทิลบัสเข้าเมือง

คณะของรถบรรทุกฝูงสุนัขปริศนาของทหารกำลังจะไปศูนย์แล็บอินชอน ทหารคุมขนส่งนำทีมโดย คังแทวี (รับบทโดย ฮาโดควอน) และมีหัวหน้าทีมวิจัย ดร.ยาง (รับบทโดย คิมฮีวอน) แยกเดินทางในรถยนต์อีกคันตามมา

โจบัก (รับบทโดย จูจีฮุน) และโจดี้ (สุนัขตัวเล็กๆ คู่หูที่เป็นเหมือนลูกชายของโจบัก เลยชื่อขึ้นว่าโจเหมือนกัน 555) โจบักเป็นคนขับรถลากที่ตระเวนหางานตามท้องถนน ว่างก็ทำงานให้ปั๊มน้ำมันสถานีสุดท้ายก่อนเข้าสะพานสนามบิน เขาเป็นคนเติมน้ำมันให้รถของชาจองวอน แต่ขอให้จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น ชาจองวอนระแวงว่าเขาอาจคิดโกงเงินเจ้าของปั๊ม เพราะเห็นละว่าโจบักเป็นคนขับรถลาก ไม่ใช่เด็กปั๊มปกติ ชาจองวอนจึงตั้งใจจะจ่ายให้เถ้าแก่เองตอนขากลับ โจบักเข้าไปหางานในเหตุการณ์ภัยวิบัติบนสะพานสนามบินเมื่อเขาได้ยินข่าวว่ามีอุบัติเหตุรถชน และเมื่อเจอชาจองวอนอีกครั้งจึงตั้งหน้าตั้งตาทวงเงินค่าน้ำมัน

รถชนครั้งใหญ่มีต้นเหตุจากรถขับซิ่งคันหนึ่งเสียหลัก ทำให้รถที่ตามมาชนกันวินาศสันตะโรเต็มถนนเนื่องจากหมอกหนาเกิน วิบัติตามมาคือ ฝูงสุนัขปริศนาของแล็บหลุดออกมาจากกรงไล่ขย้ำผู้คน อุบัติเหตุร้ายซ้ำเติมสถานการณ์ไปอีก เมื่อเฮลิคอปเตอร์ที่ตั้งใจจะมาจับสุนัขอันตรายฝูงนี้ออกไปก่อนการกู้ภัยถนน แต่โดนสุนัขก็ทำเครื่องตก เกิดระเบิดไฟลุกควันพิษคลุ้งกระจายไปทั่ว แถมใบพัดเครื่องยังไปตัดเอาสายแขวนสะพานขาด สะพานจึงขาดท่อนในเวลาต่อมา

ความโกลาหล พยายามเอาชีวิตรอดของผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และรอการช่วยเหลือจากทางการ แต่สัญญาณโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ ความดุดันโหดร้ายของฝูงสุนัขที่เหมือนนักล่าซุ่มขย้ำในหมอกหนา คือวิกฤติที่ผูกเงื่อนปมไว้ให้ระทึกเร้าใจ ความพยายามกู้สถานการณ์ของชาจองวอน และดร.ยาง ในการควบคุมและจัดการฝูงสุนัข คือการลุ้นเอาใจช่วยฮีโร่จำเป็นและฮีโร่จำยอม รวมถึงพลังของผู้คนที่จะร่วมกันฟันฝ่าเหตุร้ายนี้ไปให้ได้ และท่ามกลางวิกฤติก็มีเรื่องราวความสัมพันธ์ของผู้คนที่น่าติดตามความเป็นไปอย่างหลากหลายอารมณ์ รวมถึงการเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสุนัขจากแล็ปในโปรเจ็กต์ไซเลนซ์นี้ ที่พวกมันชื่อ ‘เอ็คโค่ (Echo)’ และโครงการชื่อ ‘ไซเลนซ์ (Silence)’ เพราะอะไร ดูได้จากในเรื่องเลยค่ะ

สนุกน่าดูไหม…ขอเรียกว่าสนุกแบบได้มาตรฐานหนังแอ็กชันภัยพิบัติก็แล้วกัน ในแง่การเล่าเรื่อง กระชับไม่เยิ่นเย้อ 15 นาทีแรกก็พาเข้าสถานการณ์พีคเลย แล้วเลี้ยงจังหวะพีค-คลายหลายๆช็อตในรูปแบบความกดดันภายใต้สถานที่-เวลาอันจำกัด มาได้เรื่อยๆจนจบ ฉากแอ็กชันจัดเต็มตื่นตาดี งานซีจี วิชวลเอฟเฟกต์ได้คุณภาพ คุมโทนสร้างบรรยากาศได้ฟิลสมจริง ด้วยโปรดัคชันทีทั้งทุ่มทุนและทุ่มเท สร้างสถานที่และฉากสเกลใหญ่จริงจัง

นักแสดงทำหน้าที่ได้ดีตามบททุกคน โดยเฉพาะจูจีฮุนที่ให้สมภาษณ์สนุกๆถึงเบื้องหลังไว้ตอนงานแถลงข่าวว่า เขาแสดงบทแอ็กชันเองส่วนใหญ่ ฉากที่ทำเอาเรื่องก็คือการขดตัวสูงๆในท้ายรถกระเตงไปบนถนน ปวดระบมและเป็นตะคริวอย่างแรง ส่วนฉากอมเหล้าพ่นไฟด้วยตัวเอง โดยหวังให้เป็นธรรมชาติ แต่ผลคือปวดกรามด้วยต้องอ้าปากกว้างและเกร็งกลัวไฟ แถมยังแสบคอสุดๆจนต้องไปหาหมอหลังจากนั้น เลยเป็นที่มาของคำพูดติดตลกของเขาว่ารู้แล้วหละว่าทำไมหนังถึงต้องพึ่งพาซีจี แถมท้ายด้วยมุกน่ารักว่าการจับคู่กับสุนัขนั้นไม่มีปัญหาเลย เพราะเขาเกิดปีจอเหมือนกัน 555

แต่ในแง่ตัวบท เรียกได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จเกินไปของแนวแอ็กชันภัยพิบัติ ถ้าใครช่ำชองชมบ่อยก็คงรู้สึกจำเจ ไม่ตื่นเต้นเอาเสียเลย แต่ถ้าใครมือใหม่หรือนานๆชมที ก็คงสนุกได้อยู่ สูตรสำเร็จต่างๆ เช่น รูปแบบการจัดอุปสรรคและการแก้สถานการณ์ หรือสะพานสนามบินที่โดดเดี่ยวขาดสัญญาณก็ให้ฟิลคับขันของพื้นที่ปิดตายไม่ต่างจากตู้ขบวนรถไฟแคบๆใน Train to Busan หรอก หรือพิบัติสาธารณภัยที่ต้องมีประเด็นการเมืองเป็นอุปสรรคให้ลุ้น รวมไปถึงประเด็นของแก่น (ที่ไม่ได้ขยี้แต่เข้าใจได้เอง) ว่าด้วยตัวร้าย (สุนัข) ที่มีผู้ซึ่งร้ายกว่าก็คือมนุษย์!

ตัวละครก็เช่นกัน ออกแบบมาในลักษณะที่เดาได้ ทุกคนเลยดูจะเดิมๆจำเจ ยกเว้นตัวละครโจบักที่ดูมีมิติ มีความเทาๆที่พกพาความขำมาด้วยหน่อยนึง ซึ่งเข้ากับลีลาการแสดงของจูจีฮุนเป็นอย่างดี อันที่จริงตัวละครชาจองวอนก็เทานิดๆเป็นทุน แต่บทของความเป็น‘พระเอก’หรือ’ฮีโร่’ ก็ทำให้รู้สึก cliché ได้ง่าย หรือบทลูกสาวที่คิมซูอันแสดงไว้ดีมาก แต่ก็ได้ฟิลเดิมมากเหมือนเรื่อง Train to Busan การจับคู่ที่ได้ความสดใหม่หน่อยก็คือโจบัก-โจดี้ (เคยเห็นงานที่จูจีฮุนอยู่กับน้องหมามาแล้วจากเรื่องอื่น แต่เรื่องนี้ดูน่ารักกว่า แม้บางฉากเป็นตุ๊กตาน้องหมาแสดงก็เหอะ)

แต่ที่สุดแล้ว ผู้เขียนก็ขอยกค่าความน่าดูไว้ที่ ‘อีซอนคยุน’ นี่คือหนึ่งในหนังสองเรื่องสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้เราได้ชมอย่างอาลัยอาวรณ์ ฝีไม้ลายมือระดับเพชรเม็ดงามของวงการที่ยังไงก็จะไม่มีวันเลือนหายจากความทรงจำเราอย่างแน่นอน ใครรักอีซอนคยุน ต้องไปชมกันให้ได้นะคะ (รอยยิ้มอบอุ่นในฉากสุดท้ายทำผู้เขียนน้ำตาซึมกลางโรงเลย)

Trailer :

ติดตามบทความรีวิวอื่นๆ ข่าวสารบันเทิงเกาหลี หรือพูดคุยกับ WARUMANU ได้ที่ เพจมูฟวีข้ามวันซีรีส์ข้ามคืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...