“หมอมิยู” หมอฟันนักวิ่ง เจ้าของสถิตินักวิ่งที่แต่งชุดไทยวิ่งมาราธอนได้เร็วที่สุดในโลก
หากเอ่ยชื่อ “มิยู” หลายคนที่ไม่ได้อยู่แวดวงการวิ่งอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อนี้นักว่าเธอคือใคร แต่สำหรับในกลุ่มคนรักการวิ่ง ทันตแพทย์หญิงชรินญา กาญจนเสวี หรือ “หมอมิยู” นอกจากเป็นชื่อที่คุ้นเคยอย่างดีแล้ว หลายคนยังเป็น FC ติดตามผลงานการวิ่งและส่งแรงเชียร์ให้เธอในทุกการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานวิ่งมาราธอนเก่าแก่ London Marathon ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของงานวิ่ง World Major Marathon ที่จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา
นอกจากหมอมิยูจะเข้าร่วมแข่งขันระยะฟูลมาราธอน คือ 42.195 กิโลเมตรและสามารถวิ่งจบการแข่งขันคว้าเหรียญมาได้อย่างที่ตั้งใจ เธอยังแต่ง “ชุดไทยเต็มยศ” พร้อมยื่นขอจดสถิติโลก Guinness World Records เป็นนักวิ่ง Fastest Marathon Dressed in Thai Traditional Dress หรือ นักวิ่งที่แต่งชุดไทยวิ่งมาราธอนได้เร็วที่สุดอีกด้วย
แรกเริ่มเดิมทีหมอมิยูมีพื้นฐานเป็นคนชอบเล่นกีฬาหลากหลายประเภทตั้งแต่เด็ก แต่ชีวิตการเป็นนักศึกษาปริญญาตรีของคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนิสิตปริญญาโท สาขาทันตแพทย์เฉพาะทางผู้สูงอายุ จุฬาลงกรณ์ ซึ่งต้องเรียนหนัก ทำให้เธอห่างหายจากการเล่นกีฬาไประยะหนึ่ง กระทั่งเริ่มชีวิตการทำงานเป็นทันตแพทย์เต็มตัวโดยกลับมาใช้ทุนที่ศาลายา เมื่อเห็นผู้คนวิ่งออกกำลังกายภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้หมอมิยูกลับมาวิ่งเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน และสนุกกับการออกกำลังกายอีกครั้ง
“จริง ๆ ไม่คิดจะวิ่งจริงจัง แต่พอเริ่มวิ่ง เพื่อนก็ชวนให้ไปสมัครงานวิ่งด้วยกัน จากที่ไม่ได้วิ่งมานาน ก็สมัครวิ่งระยะ 10 กิโลเมตรเลย ปรากฏว่าเข้าเส้นชัยก่อนเพื่อนที่ชวนซึ่งเขาวิ่งอย่างจริงจังด้วย ระหว่างรอเพื่อนก็เห็นว่าเขามีมอบรางวัลกันบนเวที เห็นคนที่ได้รางวัลเขาใช้เวลาวิ่งไป 50 นาที เลยคิดว่าฉันก็น่าจะทำได้ เพราะฉันวิ่งไป 65 นาที เกินมาแค่ 15 นาทีโดยเสียเวลาจากการแวะซื้อน้ำด้วย เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าในงานวิ่งเขามีจุดให้น้ำ เลยจุดประกายให้ตัวเองเริ่มสมัครงานวิ่งมากขึ้น เพราะอยากได้ถ้วยรางวัล”
London Marathon กับการแต่งชุดไทย และเป้าหมายเพื่อความท้าทายตัวเอง
สำหรับงาน London Marathon เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นรายการวิ่งของ World Major Marathon รายการที่ 3 ของหมอมิยู ซึ่งหากวิ่งจบครบ 6 งาน ได้แก่ Tokyo Marathon, New York City Marathon, Chicago Marathon, Berlin Marathon, London Marathon และ Boston Marathon จะได้รับเหรียญที่ระลึกอันเป็นสัญลักษณ์ของการวิ่งมาราธอนครบ 6 สนาม หรือที่นักวิ่งนิยมเรียกกันว่า “พอนเดอริง” และจะได้รับ Six-Star Certificate การันตีความสามารถอย่างเป็นทางการด้วย ซึ่งหมอมิยูยังขาดอีก 3 งาน ได้แก่ New York City, Chicago และ Boston ก็จะครบทั้ง 6 รายการ โดยเจ้าตัววางแผนไว้ว่าจะครบทั้งหมดภายในปีหน้า
ทั้งนี้ หมอฟันนักวิ่งสาวสวยยังเล่าถึงเรื่องราวของการบันทึกสถิติโลก Guinness World Records เป็นนักวิ่ง Fastest Marathon Dressed in Thai Traditional Dress ในงาน London Marathon จนทำให้ภาพที่เธอใส่ชุดไทยวิ่งเผยแพร่ไปทั่วโลกว่า
“เริ่มจากชอบสร้างความท้าทายให้ตัวเอง หลังจากวิ่งมาระยะหนึ่ง ได้ถ้วยรางวัลรวม ๆ แล้วน่าจะเกือบ 200 ถ้วย บางงานวิ่งได้เงินรางวัลก็นำไปบริจาคให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ต่อ พอทำได้ตามเป้าหมายทุกอย่าง ก็เริ่มมองหาความท้าทายใหม่ด้วยการใส่ชุดแฟนซีวิ่ง เพื่อทำลายสถิติตัวเอง ความที่เมื่อก่อนตอนเป็นนักเรียนชอบแต่งคอสเพลย์อยู่แล้ว และยังไม่ค่อยเห็นนักวิ่งสไตล์ Fancy Run คนไหนวิ่งล่าถ้วยรางวัล ส่วนใหญ่เขาจะแต่งชุดแฟนซีวิ่งสวย ๆ ระยะไม่เยอะมาก 5 กม. บ้าง 10 กม. บ้าง เราก็เลยคิดว่า ฉันจะต้องเป็นคนแรกที่จะใส่ชุดแฟนซีวิ่งฟูลมาราธอน (42.195 กม.) พร้อมกับทำความเร็วล่าถ้วยรางวัลด้วย ก็เริ่มแต่งชุดแฟนซีวิ่งมาเรื่อย ๆ
“กระทั่งมาถึงงาน London Marathon ที่เราต้องไปวิ่งเพื่อเก็บการแข่งขัน World Major Marathon ให้ครบ 6 รายการอยู่พอดี พี่ที่เป็นเจ้าของเพจ Running Insider เห็นเราแต่งแฟนซีวิ่งอยู่บ้าง จึงแนะนำว่างาน London Marathon ถ้าแต่งชุดแฟนซีวิ่งจะได้ถ้วย แล้วยังยื่นขอจดบันทึกสถิติโลก Guinness World Records ได้ด้วย เราเลยไปหาข้อมูลจนได้รู้ว่ายังไม่เคยมีคนไทยทำสถิติเกี่ยวกับเรื่องการวิ่งบันทึกใน Guinness World Records มาก่อน เพราะฉะนั้นฉันจะเป็นนักวิ่งไทยคนแรกที่มีการบันทึกสถิติโลก ในเมื่อเราคือนักวิ่งไทยคนแรก เราก็ต้องเลือกแต่งแฟนซีในแบบที่แสดงถึงความเป็นไทย ชุดไทยจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่เราเลือกใส่วิ่งเพื่อจดบันทึกสถิติโลกในการวิ่งมาราธอนครั้งนี้”
ชุดไทยเต็มยศ กับสถิตินักวิ่งชุดไทยที่วิ่งมาราธอนเร็วที่สุดในโลก
หลังจากตัดสินใจยื่นสมัครจดบันทึกสถิติโลก และได้รับการตอบรับจากทาง Guinness World Records แล้ว เมื่อเริ่มมีคนรู้ข่าว หมอมิยูก็ได้รับการติดต่อสำหรับการสนับสนุนชุดไทยที่ใช้ใส่วิ่งในครั้งนี้ จากความตั้งใจแรกที่จะสั่งซื้อชุดทางออนไลน์ กลายเป็นมีดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบชุดประจำชาติให้การประกวดนางงาม มาเป็นคนช่วยออกแบบชุดไทยที่เธอใส่วิ่งครั้งนี้
เรียกได้ว่าชุดไทยที่หมอมิยูใส่วิ่งในงานวิ่งระดับโลก ณ ประเทศอังกฤษที่ผ่านมา คือชุดไทยแบบเต็มยศที่มีความงดงามไม่แพ้กับชุดขึ้นประกวดเวทีนางงาม โดยเป็นชุดไทยแบบสไบเฉียง และโจงกระเบน ที่มีเครื่องประดับครบเครื่อง ทั้งรัดเกล้า สร้อยคอ ที่รัดข้อแขน กำไลข้อมือ เข็มขัด กำไลข้อเท้า รวมน้ำหนักชุดทั้งหมดคือ 3 กิโลกรัม ซึ่งความงดงามที่ช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยได้อย่างหมดจดนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคต่อการวิ่งระยะ 40 กว่ากิโลเมตรอยู่ไม่น้อย
“จริง ๆ มีให้ข้อมูลกับทางดีไซเนอร์ที่ช่วยออกแบบชุดว่าเราอยากได้ชุดประมาณไหน ส่งตัวอย่างชุดวิ่ง เนื้อผ้าให้เขาดูว่าต้องประมาณนี้ แต่สุดท้ายชุดที่ออกแบบมาคือชุดไทยจริงจังมาก และด้วยเวลาค่อนข้างจำกัด กว่าชุดจะเสร็จเรียบร้อยคือก่อนเดินทาง จึงไม่มีเวลาแก้ไขอะไรแล้ว และคิดว่าตัวเองเป็นคนบ้าระดับหนึ่ง ชุดแบบไหนก็คงวิ่งได้ ยอมรับว่าประมาทมากไป เพราะเมื่อถึงวันแข่งขันจริง มีอุปสรรคเกิดขึ้นหลายอย่างมาก ทั้งชุดบาดขา กำไลข้อเท้าเสียดสีจนเป็นแผล แถมโชคร้ายเกิดอาการอาหารเป็นพิษ ท้องเสียตอนวิ่งด้วย คือไม่มีอะไรเป็นใจ และเราเริ่มรู้สึกเหมือนจะไม่ไหว
“ตลอดระยะเวลาที่วิ่งมา 6 ปี มีไม่กี่ครั้งที่รู้สึกว่าสาหัส และงานนี้รู้สึกว่าสาหัสมากครั้งหนึ่ง วิ่งไปได้จนถึงกิโลเมตรที่ 30 มือเท้าเย็นเฉียบ หัวมึน ๆ หัวใจเต้นเร็วมาก จนต้องแวะพักที่หน่วยปฐมพยาบาล หลังจากนั้นค่อยวิ่งต่อไปเรียกว่าระยะทางที่เหลือคือใช้ใจล้วน ๆ เพราะร่างกายแย่มาก ผ้าโจงกระเบนบาดขาจนเจ็บไปหมด จนกระทั่งวิ่งมาถึงกิโลเมตรที่ 40 ซึ่งอยู่ตรง Big Ben เป็นจุดที่นัดกับพี่ ๆ ททท. ประจำกรุงลอนดอน ที่เขามาช่วยแต่งหน้าแต่งตัวให้ พอเห็นธงชาติไทยที่พี่ ๆ ถือ จากที่ทั้งเจ็บทั้งตะคริวกินขา ทุกอย่างลืมหมด แล้วก็รีบควักธงชาติไทยออกมาโบกตอนวิ่งผ่านกองเชียร์ไทย แล้วก็กัดฟันชูธงชาติไทยเข้าเส้นชัยได้สำเร็จในที่สุด”
หมอมิยูเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างการวิ่งให้ฟัง แม้ว่าเธอจะใช้เวลาในการวิ่งครั้งนี้ช้าไปจากที่ตั้งใจคือจะวิ่งจบภายใน 3.30 ชั่วโมง แต่สุดท้ายเธอใช้เวลาทั้งหมด 3.45 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นการวิ่งมาราธอนที่หมอมิยูบอกว่าใช้เวลาเยอะที่สุด แต่ก็คุ้มค่า
“ฉันคือคนไทย” ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ
แม้จะทำเวลาในการวิ่งไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ แต่การวิ่งครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จที่หมอฟันสาวภาคภูมิใจที่สุด เพราะนอกจากจะฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถวิ่งจบและได้รับการจดบันทึกสถิติโลกสมดังที่ตั้งใจแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เธอได้รับโดยไม่คาดคิดมาก่อนคือ การตอบรับและเสียงชื่นชมในการแสดงความเป็นไทยที่เธอตั้งใจให้ทุกคนรู้ว่า “ฉันคือคนไทยและรักประเทศไทยมากที่สุด”
“ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีสื่อมวลชนจากต่างชาติลงภาพข่าวเผยแพร่ไปทั่ว และคนก็แชร์รูปเราทางโซเชียลมีเดียเยอะมาก กองเชียร์ที่ลอนดอนเองบางคนก็โบกมือให้ แล้วทักเราเป็นภาษาไทย ดีใจมากค่ะ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเราเป็นคนที่รู้สึกรักและภูมิใจกับความเป็นไทยมาก เรารู้สึกว่าประเทศไทยเรามีอะไรดี ๆ มากมาย ไม่ว่าจะภูมิประเทศที่มีครบทั้งภูเขา ทะเล และวัฒนธรรมประเพณี ทุกครั้งที่วิ่งผ่านช่างภาพในงานเราจะยกมือไหว้แสดงความขอบคุณ ระหว่างที่วิ่งในงาน London Marathon มีคนส่งเสียงเชียร์ เราก็ยกมือไหว้แสดงความขอบคุณเขาเช่นกัน
“ทั้งหมดที่ทำ ความตั้งใจคืออยากบอกให้ทุกคนรู้ว่าเรารักประเทศของเรา ซึ่งการแสดงออกว่าเรามีความภูมิใจในความเป็นชาติของเราไม่ใช่เรื่องแย่ ชาวต่างชาติที่เขาเห็นก็ชอบและชื่นชม พอรู้ว่าเราเป็นคนไทยเขายังพูด สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ ทักทายเราเป็นภาษาไทย คนที่มาวิ่งด้วยกันเป็นคนมาเลเซียที่อยู่ในอังกฤษ เขาเข้ามาทักแล้วบอกเราว่าเดี๋ยวจะไปเที่ยวเมืองไทย ยังชวนให้เราไปวิ่งด้วยกัน เราเองก็ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เพื่อน ๆ นักวิ่งต่างชาติรู้ว่างานวิ่งที่เมืองไทยมีงานวิ่งดี ๆ ที่ได้มาตรฐานโลกอย่าง งานบางแสน 21 กิโลเมตร ก็ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Platinum Label จากสหพันธ์กรีฑาโลก เป็นงานวิ่งแรกของโลกด้วย”
หลังจากนี้ แม้อาจจะไม่ได้เห็นหมอมิยูแต่งชุดไทยไปวิ่งในงาน World Major Marathon เพราะเธอตั้งใจอยากวิ่งทำเวลาให้ดีที่สุด แต่หมอฟันนักวิ่งสาวบอกว่า หากงานไหนที่สามารถแต่งชุดไทยไปวิ่งได้ เธอก็ยังคงจะแต่งชุดไทยไปวิ่งเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศให้ชาวโลกได้รู้จักประเทศไทยอีก เพราะเธออยากให้คนทั่วโลกได้รู้ว่า
“ฉันรักประเทศไทย และประเทศไทยก็มีดีไม่แพ้ชาติใดในโลก”
ภาพ : Facebook Charinya MiYu Kanchanasevee
เรื่อง : นพรัตน์ จิตพงศ์สถาพร