โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลท. ชี้ SET มี.ค. ปรับลง 3.8% เซ่นแผ่นดินไหว-เทรดวอร์ ชู “Jump+” ดัน บจ. รับมืออนาคต

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 09 เม.ย. 2568 เวลา 06.47 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ณ เดือนมีนาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,158.09 จุด ปรับลดลง 3.8% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 SET Index ปรับลดลง 17.3% ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มทรัพยากร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มเกษตรและอาหาร และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 4.24% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.34%

โดยเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ส่งผลต่อ กลุ่มขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย และรับเหมา ทำให้ผู้ลงทุนมีความกังวลว่าอาจมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่มดังกล่าว อาจได้รับผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ แต่หากพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ พบว่า บจ. ยังมีความเข้มแข็งและน่าจะสามารถผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้

ขณะที่ SET Index ช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ทำให้ Valuation ของหลักทรัพย์อยู่ในระดับที่น่าสนใจ ดังนั้น เริ่มเห็นสัญญาณ บจ. ไทยเข้ามาช่วยหนุนมูลค่าบริษัทของตัวเองโดยการเข้ามาซื้อหุ้นคืน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน ขณะที่ Value Stock เริ่มมี downside ที่จำกัด

ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 38,491 ล้านบาท หรือลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในช่วงไตรมาส 1/2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมฯ อยู่ที่ 42,826 ล้านบาท ลดลง 6.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 21,852 ล้านบาท ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2568 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 39,978 ล้านบาท

ขณะเดียวกันนี้ ข้อมูล ล่าสุด ณ วันที่ 8 เมษายน 2568 SET Index ปิดที่ 1,074.59 จุด ลดลง 4.50% มูลค่าการซื้อขายรวม 66,714 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากความวิตกต่อมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ 9 เมษายน 2568 โดยนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบาย "Liberation Day" SET Index ปรับลดลง 8.4% สอดคล้องกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค

ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ตลท. มีแผนในการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ โดยจะขอยกตัวอย่างมาตรการ Ceiling & Floor สำหรับทั้ง SET, mai และ TFEX ใหม่เป็น 15% จากเดิม 30% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 และจะใช้จนถึงวันที่ 11 เมษายน 2568 ซึ่งมาตรการนี้ ต้องมีการพิจารณาอีกครั้งนึงว่าจะขยายเวลาเพิ่มเติมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทาง ตลท. และ กระทรวงการคลัง ได้มีการหารือถึงมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยฟื้นตลาดทุนไทย ซึ่งช่วงเวลานี้ อาจเป็นจังหวะที่ดี เนื่องจากอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า นักลงทุนสามารถเริ่มลงทุนใน กองทุน Thai ESG Extra (Thai ESGX) ได้แล้ว เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แม้มาตรการนี้ จะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ปัจจุบันโดยตรง แต่ก็อาจมีส่วนช่วยดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายนนี้

“ส่วนกองทุนวายุภักษ์ก็ยังมีกำลังซื้อ เท่าที่ได้พูดคุยกับคุณชวินดา ท่านยืนยันว่ายังมีศักยภาพในการเข้าซื้ออยู่พอสมควรดังนั้น หากมองจากภาพรวม จะเห็นว่ามาตรการที่ต่างประเทศเพิ่งทยอยออกมา ในความเป็นจริงไทยเองได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน และครอบคลุมหรือรองรับสถานการณ์ได้อยู่ในระดับหนึ่ง” นายอัสสเดช กล่าว

ส่วนประเด็น มีความกังวลต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนจะปรับตัวลดลงจากสถานการณ์สงครามการค้า หรือไม่นั้น ทีมวิเคราะห์ของเราประเมินว่า รายได้ของ บจ. ที่มาจากตลาดสหรัฐอเมริกาโดยตรง คิดเป็นเพียงประมาณ 2% ของรายได้รวมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมเป็นสิ่งที่ประเมินได้ยาก เช่น ผลกระทบจากฝั่งยุโรป หรือประเทศที่ได้รับผลกระทบทางการค้าต่ำกว่าเรา อาจทำให้พวกเขาได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้า

ขณะที่ หากถามถึงความคืบหน้าการดำเนินการ Jump+ ยังคงดำเนินตามกำหนดการที่วางไว้ เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มต้นในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นแรงผลักดันให้ บจ. ต้องกลับมาทบทวนและวิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันของตนเอง เพื่อให้สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดโลก

ตัวอย่างหนึ่งของการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง คือ การได้รับอนุมัติงบประมาณสนับสนุนจาก กองทุน CMDF เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งงบประมาณส่วนนี้มีมูลค่าค่อนข้างมาก วัตถุประสงค์เพื่อช่วย บจ. วิเคราะห์ศักยภาพทางการเงินและการแข่งขัน วิเคราะห์ศักยภาพทางการเงินและการแข่งขัน และ การจ้างที่ปรึกษาภายนอก อาจเป็นด้านการเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาองค์กร รวมไปถึงเงินสนับสนุนแผนงาน – เมื่อบริษัทมีแผนที่ชัดเจน ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดแล้ว

สุดท้ายนี้ จุดที่จะเป็น Turning point ถือได้ว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และตลาดสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ จากคำให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีที่แถลงข่าวเมื่อวานนี้ ท่านได้สะท้อนแนวคิดและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มุ่งเน้นความร่วมมือและผลลัพธ์แบบ win-win

ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตในแต่ละครั้งย่อมนำมาซึ่งแรงกดดันที่ผลักดันให้เราต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับโครงการJump+ ที่กำลังจะเริ่มต้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งกลายเป็นโครงการที่มีความสำคัญจากการที่ บจ. ต้องกลับมาวิเคราะห์ตัวเองอย่างลึกซึ้งว่า จะรักษาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไรในสภาพแวดล้อมใหม่นี้ เป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้นกว่าเดิม Jump+ จึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นสร้างแรงดึงดูดต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้หันกลับมาให้ความสนใจตลาดทุนไทยในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...