ซูเปอร์โพล เผย ปชช.กว่า 80% สนใจปัญหาปากท้อง-ภัยพิบัติ-ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา มากกว่าการปรับครม.
ซูเปอร์โพล เผย ปชช.กว่า 80% สนใจปัญหาปากท้อง-ภัยพิบัติ-ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา มากกว่าการปรับครม.
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความสนใจข่าว ของประชาชน” ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2568 จากกลุ่มประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,128 ตัวอย่าง ประเด็นที่ค้นพบมีความน่าสนใจหลายมิติ
โดย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลทุกวินาที เสียงของประชาชนกลับกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลและภาคนโยบายมักหลงลืมหรือได้ยินเพียงผิวเผิน การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่องจึงมิใช่เพียงการเก็บข้อมูล แต่คือ “การฟังประชาชนอย่างลึกซึ้ง” เพื่อเปลี่ยนข่าวให้เป็นเข็มทิศของการตัดสินใจของรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง และประชาชนทั่วไปที่ตอบโจทย์ท้าทายของประเทศชาติและชีวิตจริงของประชาชนสามัญชนทั่วไป
“ผลโพลสะท้อนภาพที่น่าคิดยิ่งว่า ข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด ไม่ใช่ข่าวดราม่าหรือเรื่องบันเทิง แต่คือข่าวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ถึงร้อยละ 82.7 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า “ปากท้อง” ยังคงเป็นความเจ็บปวดลึกของสังคมไทยในเวลานี้ รองลงมาคือ ข่าวภัยพิบัติ (ร้อยละ 59.9) ข่าวความขัดแย้งไทย–กัมพูชา (ร้อยละ 58.1) และข่าวทุจริตเจ้าหน้าที่รัฐ (ร้อยละ 57.3) ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิต ความมั่นคง และศรัทธาต่อรัฐของประชาชน” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพลกล่าว
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจที่ป่วยลึกกว่าที่คิด เมื่อเจาะลึกถึงเรื่องที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข พบว่า ปัญหาค่าครองชีพสูง ขาดสภาพคล่อง และ เงินไม่พอใช้ ครองอันดับ 1 แบบทิ้งห่างทุกประเด็น ด้วยสัดส่วนร้อยละ 80.4 ในขณะที่ปัญหายาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรม ได้ร้อยละ 67.9 ที่น่าสนใจคือ ประชาชนไม่เพียงแค่ร้องเรียน แต่เสนอทางออกอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลควรลดราคาสินค้าและบริการสาธารณูปโภค (70.3%) ส่งเสริมการหารายได้เสริมโดยไม่เพิ่มภาระ (69.1%) พยุงต้นทุนเกษตรกรและ SME ที่กำลังหายใจรวยริน (66.5%–62.8%) นี่ไม่ใช่แค่การวิพากษ์ แต่คือเสียงเรียกร้องให้รัฐกลับมา เข้าใจพลวัตของเศรษฐกิจฐานราก อย่างแท้จริง
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อด้วยว่า เมื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ ปัญหาขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เห็นภาพชัดจากเสียงของประชาชนว่า พรมแดนไม่ใช่เพียงเส้นแบ่ง แต่คือพื้นที่แห่งโอกาส เพราะในประเด็นชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีความตึงเครียดเป็นระยะ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.9) ต้องการให้รัฐบาลใช้การเจรจาอย่างสันติ มากกว่ากำลังทหาร พร้อมทั้งเสนอแนวทางสร้างสันติภาพ เช่น การเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า (68.4%) และการใช้เวทีอาเซียนหรือ JBC (65.3%) ประชาชนยังแสดงความกังวลเรื่องการล่วงล้ำเขตแดน (66.5%) แต่ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐโต้ตอบด้วยอาวุธ หากต้องการ “ข้อมูลที่เป็นจริง” และ “ท่าทีทางการทูตที่ชาญฉลาด” มากกว่าอารมณ์แบบชาตินิยมสุดโต่ง นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ประชาชนไทยแบบสามัญชนทั่วไปมีวุฒิภาวะทางการเมืองและความมั่นคงสูงกว่าที่หลายคนคิด
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวถึง ข้อเสนอเชิงนโยบายให้ เปลี่ยนเสียงของประชาชนให้เป็นนโยบายที่จับต้องได้ เพราะจากเสียงสะท้อนของประชาชนในการศึกษาครั้งนี้ นำไปสู่แนวทางเชิงนโยบาย 5 ประการเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ได้แก่
1. ลดต้นทุนชีวิตประจำวันทันที โดยเน้นสินค้าจำเป็น ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า น้ำประปา ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและยารักษาโรคโดยเฉพาะนโยบายที่กำลังโดนใจถูกใจประชาชนเวลานี้คือ 30 บาทรักษาทุกที่ ของ สปสช. ที่เข้าถึงยาสามัญประจำบ้านได้ตามร้านขายยาที่ร่วมโครงการ
2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเชิงรุก ผ่านมาตรการ “สร้างรายได้ ไม่ใช่แจกเงิน” เช่น สนับสนุนงานพิเศษ กลุ่มอาชีพอิสระ และภาคการเกษตรแนวใหม่
3. เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาแบบมีส่วนร่วมในระดับตำบล ไม่ใช่แค่บนเวทีรัฐสภา
4. ใช้การทูตชายแดนเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพ ควบคู่กับความร่วมมือในอาเซียนและการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนแบบ “กันชนสันติภาพ”
5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านความโปร่งใส โดยการรายงานผลนโยบายรัฐบาลรายเดือนให้ประชาชนตรวจสอบได้ และมุ่งตอบโจทย์ผลประโยชน์ชาติและของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์นักการเมืองเฉพาะกลุ่ม เพราะประชาชนสนใจข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีน้อยที่สุด
“กล่าวโดยสรุปคือ ฟังประชาชน ไม่ใช่เพียงเพื่อรู้ แต่เพื่อเข้าใจและลงมือทำ เพราะงานวิจัยเชิงสังคมศาสตร์ที่แท้จริง ไม่ได้จบที่ตัวเลขบนกระดาษ แต่ต้องนำไปสู่การ “ตื่นรู้” ทางนโยบาย หากฝ่ายการเมืองยังมองว่าเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงพื้นหลัง (background noise) จะส่งผลให้ ความขัดแย้ง ความไม่พอใจ และความไม่มั่นคง ก็จะยังวนเวียนอยู่ในโครงสร้างอำนาจเช่นเดิม การหยุดและฟังเสียงของประชาชนอย่างลึกซึ้ง คือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ดี “ประชาชนไม่ต้องการนโยบายที่ยิ่งใหญ่ดูดี แต่ต้องการนโยบายที่เข้าใจชีวิตจริงและจับต้องได้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติและผลประโยชน์ส่วนตัวของทุกคน”” ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซูเปอร์โพล เผย ปชช.กว่า 80% สนใจปัญหาปากท้อง-ภัยพิบัติ-ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา มากกว่าการปรับครม.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th