โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Nissan เตรียมยุบโรงงานผลิต 7 แห่ง รวมถึงไทย เลย์ออฟทั่วโลก 20,000 คน ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 11.29 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 04.29 น.

Nissan เตรียมยุบโรงงานผลิต 7 แห่ง รวมถึงไทย เลย์ออฟทั่วโลก 20,000 คน ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รับมือขาดทุนหนักและภาษีสหรัฐ

วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.13 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า Nissan Motor บริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เตรียมปิดโรงงาน 7 แห่ง จากทั้งหมด 17 แห่งทั่วโลก ภายใต้แผนปรับโครงสร้างขนานใหญ่ของIvan Espinosa ประธานและซีอีโอคนใหม่ของบริษัท โดยมีเป้าหมายเพื่อพลิกฟื้นสถานะทางการเงินของบริษัทที่กำลังขาดทุน

ในงานแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร ซีอีโอคนใหม่ Nissan เปิดเผยว่า บริษัทจะควบรวมโรงงานในประเทศไทย และย้ายการผลิตจากอาร์เจนตินาไปยังบราซิล นอกจากนี้ยังมีการประเมินฐานการผลิตในประเทศญี่ปุ่นด้วย

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในวันเดียวกับที่บริษัทเปิดเผยผลขาดทุนสุทธิจำนวนมหาศาล 6.70 แสนล้านเยน หรือประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเลขจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนซึ่งอยู่ระหว่าง 700,000–750,000 ล้านเยน

ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทในรอบ 12 เดือนอยู่ที่ 6.98 หมื่นล้านเยน ลดลงถึง 88% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และบริษัทจะยังคงงดจ่ายเงินปันผลเช่นเดียวกับปีที่แล้ว

เมื่อเทียบกับปีงบประมาณก่อนหน้า ซึ่ง Nissanมีกำไรสุทธิถึง 4.266 แสนล้านเยน ผลประกอบการปีล่าสุดถือว่าตกต่ำอย่างมาก โดยสาเหตุหลักมาจากยอดขายที่ซบเซาในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐและจีน รวมถึงการตั้งค่าใช้จ่ายด้อยค่าสินทรัพย์ในอเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น

Espinosa ระบุว่า “ผลประกอบการตลอดทั้งปีนี้คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน… เรามีต้นทุนคงที่ที่สูงเกินไป” พร้อมเสริมว่า ปีงบประมาณปัจจุบันจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านของ Nissan และขณะนี้บริษัทยังไม่สามารถให้ประมาณการผลกำไร เนื่องจากสถานการณ์ไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีของสหรัฐ

ในแถลงการณ์บริษัทระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขกำไรจากการดำเนินงาน กำไรสุทธิ และกระแสเงินสดจากธุรกิจยานยนต์ได้ในปีนี้

Nissanกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการลดตำแหน่งงานทั่วโลก การปิดโรงงาน และยกเลิกแผนการลงทุนบางส่วน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนคงที่ลง 500 พันล้านเยนภายในเดือนมีนาคม ปี 2570 ผ่านการควบรวมโรงงานและมาตรการอื่น ๆ

“โครงสร้างต้นทุนคงที่ของเราสูงเกินกว่าที่รายได้ปัจจุบันจะรับไหว” Espinosa กล่าว พร้อมเสริมว่าบริษัทจะลดความซับซ้อนของชิ้นส่วนรถยนต์ ปรับระบบซัพพลายเชน และพิจารณาการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในจีนไปยังประเทศอื่น ๆ

ภายใต้แผนนี้ Nissanจะเลิกจ้างพนักงาน 20,000 คนทั่วโลก หรือประมาณ 15% ของกำลังคนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากแผนเดิมที่ตั้งเป้าลด 9,000 ตำแหน่ง ซึ่งใกล้เคียงกับแผนฟื้นฟูบริษัทในปี 1999 ที่เคยปลดพนักงาน 21,000 คน และปิดโรงงานในญี่ปุ่น

Nissanยังได้รับแรงกดดันจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% สำหรับรถยนต์ที่ผลิตนอกสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท โดยราคาหุ้นของNissan ร่วงลงมากกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นในญี่ปุ่นยังได้รับผลกระทบน้อยกว่า

บริษัทคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐสูงถึง 450 พันล้านเยนในปีนี้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ผลิตในญี่ปุ่นและเม็กซิโก ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น และวางแผนบรรเทาผลกระทบดังกล่าวด้วยการเพิ่มการผลิตภายในสหรัฐ และเร่งขายรถที่ผลิตในสหรัฐเอง

นอกจากนี้ Espinosa ยังให้ความสำคัญกับการเจรจาหาพันธมิตรใหม่ ทั้งในและนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางต้นทุนพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะและระบบไฟฟ้าที่สูงขึ้น แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่า Nissanอาจควบรวมกับ Honda แต่การเจรจาถูกยกเลิกไปในเดือนกุมภาพันธ์

ในแถลงข่าวออนไลน์ล่าสุดToshihiro Mibe ประธาน Honda ยืนยันว่าการเจรจากับNissan ถูกรีเซ็ตเป็นศูนย์แล้ว และไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม แต่ทั้งสองฝ่าย รวมถึง Mitsubishi Motors ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Nissan ยังหารือร่วมกันในบางธุรกิจภายใต้กรอบความร่วมมือที่ลงนามเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

“เรากำลังมองหาโอกาสในการร่วมมือกับ Honda ในตลาดสหรัฐอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในสภาวะตลาดปัจจุบัน …แน่นอนว่า Honda คือหนึ่งในตัวเลือกที่เรากำลังหารือด้วย เพื่อมองหาแนวทางสร้างโครงการร่วมกัน …เราพร้อมเปิดรับพันธมิตรหลายฝ่าย ตราบใดที่ความร่วมมือนั้นสามารถเพิ่มมูลค่าของ Nissan ได้”

Espinosa ยอมรับว่า “การตัดสินใจปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดและน่าเศร้าอย่างยิ่ง …ขนาดของบริษัทในปัจจุบันไม่ยั่งยืน และหากเราไม่ทำอะไรตอนนี้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้นในอนาคต”

อ้างอิง : nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...