โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

บันทึกตำนานราชันอหังการ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.05 น. • enjoybook
การจากไปผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปกครองยุคสมัยนำพามาซึ่งความโกลาหนทั่วเก้ามหาแดนดิน ทว่านั่นหาใช่จุดจบ ด้วยภายในโลงสัมฤทธิ์ว่างเปล่า! ไร้ศพ ไร้คน และไร้ซึ่งดาบเก้าคุมขัง!!

ข้อมูลเบื้องต้น

บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Zongheng
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
ผู้แต่ง : 萧瑾瑜 ผู้แปล : ทีมงาน EnjoyBook

เรื่องย่อ
เสียงคำรามกราดเกรี้ยวดังเลือนลั่นฟ้า การจากไปของผู้ยิ่งใหญ่นำมาซึ่งความโกลาหนทั่วเก้ามหาแดนดิน เหล่าคนละโมบต่างคิดหมายแย่งชิงสิ่งวิเศษที่ผู้เป็นยอดปรมาจารย์เคยปกครองยุคสมัยครอบครอง ทว่านั่นหาใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้น! แท้จริงแล้วภายในโลงสัมฤทธิ์ มันว่างเปล่า! ไร้ศพ ไร้คน และไร้ซึ่งดาบเก้าคุมขัง!!
ซูอี้ หัวหน้าศิษย์สายนอกสำนักดาบชิงเหอ บุตรเขยตระกูลเหวิน ผู้สูญเสียพลังภายในตันเถียนไปทั้งหมด! แท้จริงแล้วเมื่อหนึ่งปีก่อนเขาได้ตื่นขึ้น และจดจำเรื่องราวเมื่อครั้งยังเป็น ‘ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน’ อดีตผู้ปกครองเพียงหนึ่ง ณ ยุคสมัยแห่งเก้ามหาแดนดินได้!
…ครานั้น เหล่าคนต้อยต่ำต่างหมายแย่งชิงลักขโมยสิ่งของของข้า พวกมันกล้าวอ้างคุณธรรม บ้างก็อ้างป้ายสีใส่ร้ายข้า ทว่าบัดนี้ข้ากลับมาแล้ว! และอีกไม่นานจะกลับมาผงาดอีกครั้ง!

มี E-Book จำหน่ายแล้ว คลิกที่นี่ https://bit.ly/3DwXMRI

ตอนที่ 1 หอวิญญาณ

ตอนที่ 1 หอวิญญาณ
หอวิญญาณ

โลงศพสัมฤทธิ์วางอยู่ใจกลางหอ ทั่วโลงสลักด้วยลวดลายโบราณวิจิตรงดงามตระการตา มีทั้งรูปภาพวิหค แมลง มัจฉา ดวงตะวัน ดวงจันทร์ และดวงดาว

สตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวยาว กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าโลงแสดงท่วงท่าไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์ในโลง

ภายนอกหอวิญญาณ มันคือดินแดนที่ถูกสร้างโดยน้ำมือของผู้เป็นเจ้าของโลก ซึ่งขณะนี้กำลังมีเหล่าตัวตนที่น่าสะพรึงมากมายกำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดอยู่เต็มฟากฟ้า

เสียงสัประยุทธ์ดังสนั่นเลือนลั่นไปทั่วปฐพี โลหิตไหลนองแดงฉานไปทั่วหล้า

แต่กลับกันในหอวิญญาณยังคงเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใด

สตรีชุดขาวยังคงก้มกราบคำนับอยู่เช่นเดิม สีหน้าของนางไร้อารมณ์ไม่มีทั้งเศร้าหรือสุข นางสงบนิ่งราวกับทะเลสาบที่เวิ้งว้าง

"เหอะ ๆ เป็นเช่นนี้งั้นหรือหลังจากที่ข้าตายจาก?”

ซูอี้หัวเราะ แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา

มีเพียงเฉพาะตอนที่เขามองดูหญิงสาวเป็นครั้งคราวเท่านั้นที่แววตาของเขาอ่อนโยนลง

ก่อนที่เขาจะละสังขาร เขาเคยท่องไปทั่วทุกแดนดินและทุกชั้นสวรรค์ ใช้ดาบและสองมือสยบทุกโลกหล้าจนท้ายที่สุดก็กลายเป็นผู้นำแห่งเก้ามหาแดนดิน และได้รับสมญานามเป็น ‘ปรมาจารย์หมื่นวิถี’ ซึ่งเป็นผู้เดียวตั้งแต่บรรพกาลที่ได้รับสมญานามนี้ และนอกจากนี้ ด้วยความเลิศล้ำไร้เทียมทานในด้านดาบ เขายังได้รับอีกสมญานามหนึ่งคือ ‘ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน’
ทว่าในยามที่เรื่องราวความตายของเขาปรากฏ
ทุกสิ่งอย่างได้แปรเปลี่ยน!
“ฮ่าฮ่าฮ่า หรงชิงหมิง เหลียนต้าเต๋า นับตั้งแต่นี้ข้าขอรับหน้าที่ดูแล ‘เตาหลอมสวรรค์’ ของซูเสวียนจวิน*[1]ให้เอง!”
จู่ ๆ เสียงร้องดังปรากฏภายนอกหอวิญญาณ น้ำเสียงแสดงถึงอาการยินดีอันเด่นชัด
ซูอี้เงยมองขึ้นเห็นปีกสีทองขนาดมหึมาของพญาปักษาตนหนึ่ง ปีกคู่นั้นกว้างใหญ่ราวกับมวลเมฆลอยล่องบนฟากฟ้าพร้อมทั้งสาดส่องแสงทองอร่ามปกคลุมไปทั่วภูเขาและแม่น้ำยาวไกลนับพันลี้
หลังจากสิ้นเสียงกู่ร้อง ปักษามหึมาก็โฉบลงผ่าฟากฟ้าก่อนจะยื่นสองกรงเล็บขนาดยักษ์ คว้าจับเข้าที่เตาหลอมสามขาสีแดงชาดใบหนึ่ง
“แม้แต่วิหคน้อยตัวนี้ก็ทรยศหักหลังข้า…” ซูอี้ถอนหายใจ
เรื่องราวเมื่อแปดหมื่นปีก่อนเขายังคงจดจำได้ พญาปักษาปีกทองคำตัวนี้เคยหมอบคลานมายังหน้าภูเขาทางเข้าตำหนักของเขา คุกเข่าอยู่สิบวันสิบคืน เพื่อร้องขอรับใช้และติดตามอยู่ใต้บัลลังก์
หากใจมันนั้นซื่อสัตย์ มันคงยังอยู่ที่เดิมและฝึกฝน
แต่แล้วขณะนี้เจ้าเดรัจฉานตัวนี้กลับแอบอ้างนามตัวซูอี้ และช่วงชิงเตาหลอมสวรรค์ไปเป็นของตนเอง
มันเป็นอีกหนึ่งในผู้ทรยศ!
“ซูเสวียนจวินติดค้างพวกเรา ‘สำนักดาบอิงฮัว’ อยู่แปดร้อยเก้าสิบสามชีวิต แถมยังช่วงชิงสิ่งตกทอดอันสูงสุดของสำนักข้า ‘คัมภีร์ดาบหมื่นทิศ’ วันนี้พวกเรามาทวงหนี้แค้น ผู้ใดกล้าหยุดยั้ง โทษของมันคือประหาร!”
หลังจากกล่าวคำจบ ผู้พูดฟาดฟันดาบอย่างรุนแรงส่งปราณดาบอัสนี เข้าใส่นักพรตเต๋าในชุดแดงผู้หนึ่งที่ยังคงภักดีต่อซูอี้

นักพรตเต๋าผู้นั้นกรีดร้องและถูกสังหารดับดิ้นภายใต้กระบวนท่าเดียว!
ซูอี้ขมวดคิ้ว
สำนักดาบอิงฮัว? เดิมนั้นเป็นเพียงสำนักอันเล็กจ้อย
บรรพชนของพวกเขา ครั้งหนึ่งเคยมีศิษย์เข้าร่วมเพียงสามสิบหกชีวิต
แต่ด้วยการคุ้มกันด้วยอำนาจของเขา ลานดาบทะยานจึงก้าวหน้าขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นหนึ่งในสำนักใหญ่แห่งเก้ามหาแดนดิน
ทว่าขณะนี้ผู้คนของสำนักดาบอิงฮัวบุกมา กล่าววาจาอ้างว่าเขาติดค้างแปดร้อยเก้าสิบสามชีวิตต่อพวกมัน?
ไร้สาระสิ้นดี!!
อย่าได้กล่าวถึง ‘คัมภีร์ดาบหมื่นทิศ’ มันเป็นสิ่งที่เขามอบให้เจ้าสำนักดาบอิงฮัวด้วยตนเองซะด้วยซ้ำ!
เห็นได้ชัดว่าหลังจากทราบถึงความตายของเขา สำนักดาบอิงฮัวเกิดเหตุดลใจขึ้นมา กุเรื่องทวงหนี้แค้นเพื่อเป็นโอกาสในการปล้นชิง
“จิตใจผู้คนเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ครั้งบรรพกาล ไม่เคยเป็นอื่นใดเกินกว่านี้” ซูอี้อดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะ ห้วงอารมณ์ขณะนี้เริ่มดิ่งลง
ในช่วงก่อนที่จะตาย เขาหาได้เคยกระทำผิดต่อคนใกล้ตัวไม่
“เจ้าพวกใจคดทั้งหลาย! ซูเสวียนจวิน เป็น ‘ปรมาจารย์หมื่นวิถี’ ที่พวกเรานับถือ พวกเราจะไม่ทนเห็นการเอารัดเอาเปรียบของพวกเจ้าที่คิดช่วงชิงสมบัติของปรมาจารย์หมื่นวิถีไป!”
ท่ามกลางสมรภูมินองเลือด กลุ่มตัวตนที่น่าหวั่นเกรงตะโกนร้องเสียงดังด้วยท่าทีชอบธรรมราวกับเป็นผู้ผดุงคุณธรรม
“ฮึ่ม! วาจาสูงส่งสวนทางการกระทำ! พวกเจ้าเองก็มาที่นี่เพื่อปล้นชิงสมบัติเมื่อทราบถึงความตายของโจรเฒ่าซูไม่ใช่หรือไร?”

“ผายลมทั้งเพ!”

คนหนึ่งเอ่ยคำโต้แย้งแค่นเสียง

“จงดูในมือเจ้าก่อนเถอะ! นั่นคือเถาวัลย์เซียนพฤกษา ป้ายหยกใหญ่ โคมอัคคีเทวะเก้ามังกร ขวดหยกหมื่นประกาย… มีอันใดบ้างไม่ใช่ของที่ซูเสวียนจวินหลงเหลือไว้?”
“หากเจ้าจริงใจ เหตุใดไม่เอาสมบัติเหล่านั้นใส่ลงโลงศพซูเสวียนจวินและฝังกลบไปพร้อมกัน?”
…เหล่าตัวตนที่น่าเกรงขามต่างแค่นเสียง
โลกหล้ายังคงสั่นคลอน การสู้รบอันดุเดือดยังคงดำเนินไป
ร่างทั้งหลายที่เข้าร่วมศึกนองเลือด ล้วนเป็นยอดฝีมือจากเก้ามหาแดนดินทั้งสิ้น พวกเขาประมือกัน สังหารกัน เกิดเป็นภาพฉากอันชวนสะพรึง
แต่ในสายตาของซูอี้ เรื่องราวทั้งหมดล้วนน่าขบขัน!
ครั้งที่เขายังมีชีวิต สารเลวเหล่านี้ล้วนให้ความนอบน้อมและเชื่อฟัง
ทว่าหลัง ‘ความตาย’ ของตัวเขา พวกมันกลับแห่กันมาเพื่อปล้นชิงสมบัติของเขา!
“ก่อนตายและหลังความตาย ช่างแตกต่างยิ่งนัก”
ซูอี้ละสายตากลับมามองที่สตรีผู้ซึ่งคุกเข่าตรงหน้าโลงสัมฤทธิ์ในหอวิญญาณ ท่าทีค่อยผ่อนคลายลง “โชคยังดี เด็กน้อยชิงถังยังคงเป็นเหมือนเช่นเคย…”
ครั้งชิงถังอายุสิบสาม นางติดตามเขาเพื่อฝึกฝนจนเวลาผ่านพ้นไปหนึ่งหมื่นแปดพันเก้าร้อยปีที่เก้ามหาแดนดิน และได้รับสมญานาม ‘จักรพรรดินีชิงถัง’
ในสายตาของคนนอก ชิงถังคือจักรพรรดินีคือผู้สูงส่ง ผู้ซึ่งเป็นตัวตนที่น่าหวั่นเกรงลึกล้ำ แม้กระทั่งตัวตนในระดับเดียวกันยังต้องรู้สึกว่าด้อยกว่า
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซูอี้ นางไม่เคยแสดงท่าทีโอ้อวดหรือผยอง นอกจากการบ่มเพาะแล้ว นางเพียงอยู่รับใช้ข้างกายซูอี้ด้วยความเคารพนอบน้อมเสมอมา
“ศิษย์น้อง เจ้าพิทักษ์คุ้มกันวิญญาณอาจารย์มาเจ็ดวันแล้ว หากยังไม่ไปตอนนี้ พวกเราคงไม่อาจรอดพ้น!”
ทันใดนี้เองที่ร่างสูงสง่าพลันก้าวเดินเข้าสู่หอวิญญาณ ชุดสีขาวของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายพร้อมปรากฏคราบเลือดราวกับเพิ่งผ่านศึกนองเลือดครั้งใหญ่มา แต่กายของเขายังคงแผ่พลังอันชวนสะพรึงไม่ขาดสาย
ผีหมัว!
ผู้นำศิษย์ใกล้ชิดทั้งเก้าภายใต้บัลลังก์ซูอี้ นาม ‘จักรพรรดิสงครามผีหมัว’ เขาเป็นผู้ติดตามฝึกฝนข้างกายซูอี้มาทั้งสิ้นสามหมื่นเก้าพันปี
ชิงถังผู้ซึ่งคุกเข่าตรงหน้าโลงค่อยลุกขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นเยือกและเฉยชา
“ศิษย์พี่ ก่อนที่อาจารย์ล่วงลับ เก้าผู้สืบทอดเช่นพวกเราต่างแยกย้ายกันไปแล้ว เหตุใด… ท่านจึงกลับมา?”
ผีหมัวขมวดคิ้วเล็กน้อย ถ้อยคำอันเที่ยงธรรมกล่าวออก “ข้าหรือจะสามารถทนรับชมเหล่าผู้ทรยศและศัตรูทำลายทุกสิ่งอย่างที่อาจารย์หลงเหลือไว้ได้? อย่าว่าแต่ข้าเลย แม้แต่เจ้า ศิษย์น้องกลับยังไม่ไปไหน แต่เลือกอยู่คุ้มกันวิญญาณที่นี่ ศิษย์พี่เช่นข้าจะไปที่ใดได้?”
ชิงถังสำรวจมองอีกฝ่าย ดวงตาอันงดงามจับจ้องผีหมัวอย่างเย็นเยือกประหนึ่งคมมีด “เรื่องราวดำเนินมาถึงขนาดนี้แล้ว ศิษย์พี่ยังไม่คิดกล่าวความจริงอีกงั้นหรือ?”
นัยน์ตาผีหมัวแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ศิษย์น้องหมายความถึงอะไร?”
“ยังจะมีอะไรอีกได้?”
ร่องรอยความเย้ยหยันปรากฏที่ริมฝีปากชิงถัง “ผู้อื่นอาจไม่ทราบ แต่ข้าทราบดี ศิษย์พี่ ตลอดมาท่านหมายตา ‘ดาบเก้าคุมขัง’ อยู่ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องนี้”
ผีหมัวสีหน้าแปรเปลี่ยน เสียงกลับกลายเป็นเงียบงัน ทว่าไม่ช้ากลับเผยยิ้ม สายตาพลันเย็นเยือก “ศิษย์น้องหญิง เจ้ากล้ากล่าวหรือไม่ว่าที่เจ้ายังคอยปกปักษ์วิญญาณที่นี่ ไม่ใช่เพราะดาบเล่มนั้นเช่นกัน?”
ชิงถังไม่ปฏิเสธ ใบหน้าขาวนวลงดงามของนางยังคงสงบเหมือนดังเคยพร้อมกล่าวคำ “ศิษย์พี่กล่าวได้ผิดแล้ว ข้าอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เพียงเพื่อดาบเก้าคุมขัง”
“แล้วเพื่ออะไรอีก?” ผีหมัวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ชิงถังมองออกไปภายนอกหอวิญญาณ รับชมเหล่าตัวตนใจคดทั้งหลายซึ่งกำลังต่อสู้กันเลือนลั่น ก่อนกล่าวถ้อยคำอันสงบออกมา “สิ่งที่อาจารย์เหลือไว้ก่อนตาย…ข้าต้องการทั้งหมด!”
ทุกถ้อยคำกล่าวออกด้วยท่าทีเรียบนิ่งและสงบ แต่ยามถึงถ้อยคำสุดท้าย ร่างอันเพรียวงามของชิงถัง กลับเผยสภาวะพลังอันยิ่งใหญ่ออกมา
“ทั้งหมด…”
ผีหมัวชะงักงันไปครู่ ไม่ช้าอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา สีหน้านั้นราวกับเผยการเย้ยหยัน
“เกินคาดคิดนัก ในบรรดาพวกเราเก้าผู้สืบทอด หนึ่งเดียวที่หิวกระหายกว่าผู้ใดกลับเป็นศิษย์น้องเล็ก! หากอาจารย์ยังมีชีวิตและได้เห็นเรื่องราว ท่านคงไม่นึกแน่ว่าชิงถัง ผู้ซึ่งตนรักและเชื่อใจที่สุดจะละโมบได้ถึงเพียงนี้!”
ผีหมัวเอ่ยเสียงดังลั่นโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ซูอี้รับชมอยู่ข้างเคียงมาโดยตลอด
ซูอี้หาได้สนใจไม่ว่าพญาปักษาปีกทองหรือสำนักดาบอิงฮัวจะทรยศหักหลังเขาเช่นไร และยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกศัตรูผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นซึ่งมาย่ำเท้าหน้าประตู เขายิ่งไม่สนใจแล้วใหญ่
กระนั้นยามได้เห็นว่าผู้สืบทอดของตนที่เล็งเห็นค่าเอาไว้อย่างสูงล้ำ เช่นผีหมัว รวมถึงผู้ซึ่งตนเอ็นดูที่สุดเช่นชิงถัง ถึงกับมีแผนการเป็นของตนเองเช่นที่เห็นตอนนี้
เขากลายเป็นนิ่งงัน
เพียงสมบัติชิ้นเดียว กลับทำให้สองศิษย์หันเผชิญหน้าต่อกัน นี่เป็นเรื่องโศกโดยแท้!
ชิ้ง!
ฉับพลันชิงถังลงมือ โคจรพลังในชั่วพริบตาก่อนจะฟาดฟันดาบราวกับสายฟ้าฟาด! ผีหมัวไม่อาจต้านทานดาบศิษย์น้องของตนได้แม้แต่น้อย เขากลายเป็นบาดเจ็บสาหัสในชั่วพริบตา!
“ไม่นึกเลยว่าหญิงโสมมเช่นเจ้าจะเก็บซ่อนความแข็งแกร่งได้ดีเยี่ยมถึงเพียงนี้!”
ระหว่างตะโกนสบถอย่างอาฆาต ผีหมัวก็รีบหนีเอาชีวิตรอดออกจากหอวิญญาณอย่างตื่นตระหนก
เขาไม่เคยนึกว่าศิษย์น้องของตนจะถึงกับแปรเปลี่ยนเป็นชวนสะพรึงเกินคาดคิดได้
กระทั่งซูอี้ยังชะงักงัน การกระทำศิษย์คนเล็กของเขาผู้นี้เกินเลยจินตนาการของเขาไปไกล
ผีหมัวไม่คิดอยู่ต่อ เขาเร่งหลบหนีหายวับไปในชั่วอึดใจ
ชิงถังไม่ไล่ตาม ทว่ายืนโดดเดี่ยวตรงหน้าโลงสัมฤทธิ์ในหอวิญญาณ ริมฝีปากยังคงเหยียดอย่างเย้ยหยัน ทั้งยังพึมพำ

“หากอาจารย์ทราบว่าศิษย์เอกของตนเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดคนแรกกับสำนักหกมหาวิถีจะเป็นเช่นไร?”

“ยังคงมีศิษย์พี่สามหัวเหยา แม้ว่าเวลานี้ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่เมื่อตอนที่เดินทางจากไปล่าสุดกลับขโมย ‘กระจกเทวะปฐมลึกล้ำ’ ไปด้วย เพียงแค่สมบัติชิ้นนั้น ก็มากพอทำให้เขาก้าวสู่ ‘ขอบเขตจักรพรรดิ’ แล้ว…”
ชิงถังถอนหายใจเสียงเบา
สีหน้าซูอี้กลายเป็นมืดหม่นยิ่งขึ้น
ยามนี้เขาได้ทราบ ว่าศิษย์เอกที่ตนเชื่อใจที่สุด แท้จริงกลับเลือกหักหลังนำหมาป่าเข้ามากัดตนถึงบ้าน!
และยังได้ทราบ หัวเหยาผู้เป็นศิษย์ลำดับที่สาม กลับขโมยสมบัติที่ค้ำจุนปกป้องดินแดนมาตุภูมิที่เขาสร้างแห่งนี้ ‘กระจกเทวะปฐมลึกล้ำ!’
ขณะนี้เขาไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเหล่าผู้ทรยศและศัตรูทั้งหลายถึงรุกรานเข้าพื้นที่ของตนเองง่ายดายเพียงนี้…
ยิ่งนึกถึง ซูอี้ทั้งกราดเกรี้ยวและผิดหวัง
ขณะนี้เอง ฉับพลันชิงถังก้าวเดินออกจากหอวิญญาณ
ร่างเพรียวบางอันงดงามของนาง ประหนึ่งโดดเดี่ยวในโลกหล้า ดวงตาคู่อันงดงามและเฉยชานั้นกวาดมอง พร้อมเอ่ยถ้อยคำอันเย็นเยือก
“นับจากวันนี้ ชิงถังผู้นี้จะเป็นผู้ปกครองแห่งมหาแดนดิน!”
ฟึ่บ!
ปราณดาบยักษ์พลันปรากฏจากกายนาง มันตวัดฟาดฟันขึ้นเบื้องบน ปกคลุมทั้งผืนฟ้าและผืนดิน ทำการสังหารเหล่าตัวตนผู้แข็งแกร่งไปคนแล้วคนเล่าอย่างง่ายดาย
เพียงชั่วอึดใจ
ปฐพีถูกอาบย้อมด้วยเลือดมากกว่าครู่ก่อนจนเปรียบได้ดั่งทะเลโลหิต!
เหล่าตัวตนผู้เลิศล้ำที่ซึ่งยังคงหลงเหลือชีวิตต่างหวาดเกรง พวกเขาต่างรู้สึกเย็นเยือกราวกับตกอยู่ในยุคน้ำแข็ง
“ยอมจำนนหรือรับความตาย… จงเลือกมา!”
บรรยากาศคาวเลือดอันชวนสะพรึง ชิงถังกล่าวคำออกอย่างเฉยชา น้ำเสียงนี้แผ่ขยายกว้างสู่ทั้งเก้าสวรรค์สิบชั้นดิน
“จักรพรรดินีจงเจริญ!”
“จักรพรรดินีจงเจริญ!”
เมื่อประจักษ์เห็นอำนาจที่สะท้านของชิงถัง เหล่าตัวตนผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายทำได้เพียงโค้งศีรษะ!
“เด็กน้อยผู้นี้…”
นัยน์ตาของซูอี้หดเล็กลง ใจไม่อาจสงบนิ่งได้อีก เขาไม่นึกว่าศิษย์ตนเช่นชิงถังจะก้าวมาถึงจุดนี้
เดิมนั้นเขาผู้เป็นอาจารย์ควรแสดงความยินดี
ทว่าตอนนี้ มันมีเพียงความรู้สึกอันยากบรรยาย โดดเดี่ยว และอ้างว้าง
ชั่วขณะนี้ราวกับตัวเขาไม่เข้าใจ ศิษย์คนเล็กซึ่งตนรักและเอ็นดูที่สุด ไฉนจึงมีความคิดแอบแฝงต่อตัวเขาได้เช่นนี้?
ไม่นานจากนั้น ชิงถังสำรวจมองรอบก่อนจะเดินกลับเข้าหอวิญญาณ

นางมองไปยังโลงสัมฤทธิ์พร้อมโค้งกายทำความเคารพอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวถ้อยคำอันสงบออกมา

“อาจารย์ ศิษย์ชิงถังพิทักษ์วิญญาณท่านทั้งสิ้นเจ็ดวันแล้ว และช่วยท่านสยบเหล่าผู้ทรยศและศัตรู ความรักระหว่างศิษย์และอาจารย์คงต้องหมดลงที่ตรงนี้”

“นับจากนี้ข้าจะสืบทอดทุกสรรพสิ่งซึ่งท่านหลงเหลือเอาไว้เอง”
หลังจากพูดจบ นางเงยหน้าขึ้นและก้าวเดินต่อ เมื่อถึงโลงสัมฤทธิ์นางยกฝ่ามือทาบฝาโลงพร้อมเอ่ยถ้อยคำแผ่วเบา
“ข้ามิอาจปล่อยให้ดาบเก้าคุมขังฝังไปพร้อมกับท่านในกาลนี้ รอคอยศิษย์จนไขถึงความลับของดาบกระจ่าง ข้าจะนำมันหวนคืนสู่ท่านอาจารย์ หากถึงเวลานั้นขออย่าได้กล่าวโทษข้าที่รบกวนการหลับพักของท่าน…”
ตู้ม!
นางผลักฝาโลงสัมฤทธิ์จนกระเด็นออก
แต่พริบตานี้เอง ชิงถังผู้ซึ่งมีสีหน้าอันสงบมาโดยตลอด กลับต้องเผยสีหน้าแปรเปลี่ยนอันหาได้ยากยิ่ง
“เป็นไป…”
ภายในโลงสัมฤทธิ์ ว่างเปล่า!
อย่าได้กล่าวถึงดาบเก้าคุมขัง แต่กระทั่งร่างของซูอี้ก็เลือนหาย!
ซูอี้ผู้ซึ่งรับชมเรื่องราวโดยตลอด นัยน์ตาขณะนี้วาวโรจน์ด้วยโทสะ
แม้ก่อนตัดสินใจไปถือกำเนิดใหม่ เขาได้เตรียมใจเผื่อไว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องราวหยาบช้าขึ้น
แต่กระนั้นเรื่องราวที่เขาประจักษ์ตอนนี้ มันถือเป็นเรื่องยากที่ใจเขาจะสงบโทสะอดกลั้นลงได้
อย่างไรก็ตามทีละน้อย โทสะในแววตาของซูอี้ลดเลือนลง สุดท้ายกลับเหลือซึ่งเพียงความเฉยชาและเย็นเยือก
“เมื่อใดข้าหวนคืน หวังว่าพวกเจ้าตัวสารเลวทั้งหลายจะยังมีชีวิต!”
ร่างวิญญาณของซูอี้ที่ไม่มีผู้ใดตระหนักทราบ ค่อย ๆ เลือนหายไปเรื่อย ๆ จนเป็นการหายไปโดยสมบูรณ์…
……
ในปีที่หนึ่งแสนแปดพันแห่งมหาแดนดิน ‘ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน’ ผู้เป็นเอกอุเพียงหนึ่งเดียวในเก้ามหาแดนดินได้ลาลับโลก ส่งผลให้เก้าแคว้นต้องสะเทือน
เจ็ดวันให้หลัง
ศิษย์ของปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน จักรพรรดินีชิงถังได้ทำหกพันธสัญญา นำความสงบกลับคืนสู่ทวีปเทวะมวลสวรรค์ ทั้งยังได้รับเกียรติอันสูงสุดแห่งโลก
……
ห้าร้อยปีให้หลัง

อาณาจักรโจว เขตปกครองอวิ๋นเหอ เมืองกว่างหลิง (นครมหาสุสาน)

ในช่วงเย็นที่อาทิตย์ใกล้อัสดง

ภายนอกสำนักดาบซ่งอวิ๋น

ซูอี้ยืนเพียงลำพังไกลห่าง รอคอยเหวินหลิงเสวี่ยผู้เป็นน้องภรรยากลับออกจากสำนัก
[1] ซูเสวียนจวิน หมายความถึง มหาลึกล้ำแห่งซู เป็นหนึ่งในสมญานามของซูอี้

ตอนที่ 2 ลูกเขย ซูอี้

ตอนที่ 2 ลูกเขย ซูอี้
“ดูนั่น ซูอี้ไม่ใช่หรือ!”
“หนึ่งปีก่อน เขาเป็นหัวหน้าศิษย์สายนอกแห่งสำนักดาบชิงเหอ ชื่อเสียงโด่งดัง ทว่าเพราะอุบัติเหตุ จึงได้สูญเสียพลังในตันเถียนไปเสียหมด ทั้งยังตกเป็นบุตรเขยจวนตระกูลเหวิน… เฮ้อ น่าเสียดายนัก”
“น่าเสียดาย? เป็นหญิงงามเช่นเหวินหลิงเจาต่างหากที่น่าเสียดาย! นางคือผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองกว่างหลิงของเรา แต่ตอนนี้กลับต้องแต่งงานกับเศษเดนไร้ค่าเช่นนี้ เฮ้อ!”
ด้านหน้าสำนัก
ปรากฏร่างหนึ่งเดินเข้าใกล้ประตูสำนักดาบซ่งอวิ๋น ไม่ว่าชายหรือหญิงล้วนเผยสีหน้าประหลาดใจเมื่อพบเห็นซูอี้จากระยะไกล เสียงสนทนาซุบซิบต่างดังขึ้น
ริมฝีปากซูอี้ไม่ปรากฏอาการใด เพียงรู้สึกขบขันเล็กน้อยเท่านั้น
เขาไม่ได้พบเจอ ‘การนินทา’ เช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว?
ชีวิตก่อนหน้า ในเก้ามหาแดนดิน มีบุคคลมากมายนับไม่ถ้วนแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งแนวหน้า
สำนักหกมหาวิถีอยู่จุดเหนือสุด รับชมความเป็นไปของเหล่าสรรพชีวิต
สำนักสามมหาอสูรแข็งแกร่งยืนหยัด กำลังทหารทั้งหมดล้วนกล้าแกร่งสร้างความโกลาหลไปทุกหย่อมหญ้า
แต่แล้วเมื่อถึงปีที่หนึ่งแสนแปดพัน กลับมีคนผู้หนึ่งที่สามารถสยบทั้งเก้าแคว้นได้ ซึ่งคนผู้นั้นคือ ซูเสวียนจวิน! ตัวตนซึ่งอยู่เหนือยิ่งกว่า ‘‘ขอบเขตจักรพรรดิ’ ผู้คนทั้งหลายทำได้เพียงหลับตาโค้งศีรษะเอ่ยคำยกย่องเป็น ‘ฝ่าบาท’!
“หากผู้คนในชีวิตที่แล้วพบเห็นข้าเป็นเช่นนี้ เกรงว่าพวกเขาคงหัวเราะเยาะจนท้องแตก…”
ซูอี้ลอบส่ายศีรษะ
กลิ่นอายความเย็นชาแผ่กระจายจากร่างผอมสูง ซึ่งมีใบหน้ากระจ่าง สวมใส่เสื้อคลุมสีฟ้า ยืนโดดเด่นสองมือไพล่หลัง
“กระนั้น ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนพูดถูก ตัวข้าในตอนนี้ช่างดูไร้ค่ายิ่งนัก…”
ซูอี้หลับตาลงจมดิ่งในห้วงภวังค์ความคิด
เดิมทีร่างกายนี้เป็นบุตรชายของอนุภรรยาที่ถูกทอดทิ้งแห่งตระกูลซู ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองอวี้จิงแห่งอาณาจักรโจว
ครั้งอายุห้าขวบ มารดาของเขา ‘เยี่ยอวี่เฟย’ ป่วยหนักและตายจากไป
เมื่ออายุสิบสี่ ตัวเขาเข้าสู่ ‘สำนักดาบชิงเหอ’ ในเขตปกครองอวิ๋นเหอเพื่อฝึกฝน
ด้วยเวลาเพียงสองปี ขณะอายุสิบหก เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าศิษย์สายนอกแห่งสำนักดาบชิงเหอ ทั้งยังได้รับการเรียกขานเป็น ‘ดาบอันดับหนึ่งแห่งศิษย์สายนอก’
แต่หลังจากนั้นต่อมาได้มีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นทำให้เขาสูญเสียพลังในตันเถียนไปทั้งหมด
และไม่นานนัก ด้วยอำนาจจัดการของตระกูลซูแห่งเมืองอวี้จิง เขาจึงกลายเป็นบุตรเขยของ ‘ตระกูลเหวิน’ ที่เป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ในเมืองกว่างหลิง
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต่อให้ชีวิตในอดีตของร่างนี้จะเคยเป็นเช่นใด นับจากนี้ข้าจะเป็นผู้เปลี่ยนเส้นทางเดินที่มีอยู่ไปตลอดกาล…”
ห้วงอารมณ์แปลกประหลาดผุดขึ้นในใจซูอี้ แววตานั้นทอประกายลุ่มลึกยากบรรยาย
ชิ้ง!
สติซูอี้ถูกดึงฟื้นคืนกลับ เสียงดาบเย็นเยียบดังชัดในจิตใจ ก่อนจะเงียบลงอีกครั้ง
มันคือดาบปริศนาในตำนานซึ่งกักเก็บความลับสุดหยั่ง!
นามแห่งดาบนั้นคือ ‘เก้าคุมขัง’!
ดาบนี้ถูกจองจำไว้โดย ‘โซ่เทวะ’ ทั้งเก้าเส้น
หนึ่งปีก่อน ก่อนคืนวัน ‘ทดสอบทักษะดาบ’ ซึ่งจะเกิดขึ้นในสำนักดาบชิงเหอ
เวลานั้นเมื่อซูอี้ทะลวงเข้าขอบเขต ‘รวบรวมลมปราณ’ จู่ ๆ ภาพเงาของ ‘ดาบเก้าคุมขัง’ พลันปรากฏขึ้นในใจ
แต่สิ่งที่เขาต้องแลกมา… มันคือระดับการบ่มเพาะทั้งหมด!
นั่นคือสาเหตุแท้จริงที่ซูอี้สูญเสียการบ่มเพาะทั้งหมดไปนับตั้งแต่นั้น
หลังจากนั้นในช่วงปีที่เขาได้เข้าร่วมกับตระกูลเหวิน ซูอี้ตระหนักได้ถึงร่างเงาดาบเก้าคุมขังในจิตใจตลอดเวลา เขาใช้เวลาทั้งวันและคืนเพื่อไขความลับของดาบเล่มนี้
สามคืนก่อนหน้า ซูอี้พยายามสื่อสารกับดาบเก้าคุมขังอีกครั้ง และบังเอิญคลายโซ่ผนึกเส้นแรกที่บนตัวดาบได้ ซึ่งมันทำให้ความทรงจำของ ‘ซูเสวียนจวิน’ ในชีวิตก่อนหน้าของเขาฟื้นคืนกลับขึ้นมา
“สิบเจ็ดปีผ่านไปเร็วราวกับฝัน ในตอนนี้ข้าได้ทราบแล้วว่าแท้จริงตนเองเป็นใคร!”
ซูอี้ครุ่นคิดกับตนเอง
ขณะนี้ตัวเขาอายุสิบเจ็ด อยู่ในวัยที่แข็งแรง ไม่ต่างอะไรกับดวงอาทิตย์ที่ขึ้นในทุกอรุณรุ่ง ทุกวันเปี่ยมด้วยความหวัง
“แม้ตอนนี้อยู่ในสภาพอันน่าอับอาย แต่ด้วยประสบการณ์และความรู้จากชีวิตก่อนหน้านี้ มันย่อมไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อยในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์”
มือของซูอี้ไพล่หลัง ขณะหลับตา ผู้คนอื่นที่เดินผ่านไปมาเมื่อเห็นก็เกิดรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ราวกับบุคลิกความเงียบสงบของเขาไม่สอดคล้องกับอายุของตัวเขาเท่าใดนัก
“การหวนคืนชีวิตครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่ตัวข้าจะทะลวงกำแพงแห่งการบ่มเพาะที่เคยอยู่ในช่วงชีวิตก่อนหน้า ข้าจะพิสูจน์ให้ทั่วเก้าสวรรค์สิบปฐพีได้เห็นถึงวิถีดาบอันแท้จริง และไม่ช้าก็เร็ว… ข้าจะกลับไปยังเก้ามหาแดนดิน เพื่อชำระเรื่องอันต่ำตมในอดีตให้สิ้น!”
ในห้วงความเงียบงัน ภาพฉากมากมายในชีวิตก่อนปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
จักรพรรดิสงครามผีหมัว จักรพรรดินีชิงถัง พญาปักษา สำนักดาบอิงฮัว สำนักหกมหาวิถี…
หืม?
ขณะนี้เอง ซูอี้ลืมตาตื่น สายตามองไปยังประตูของสำนักดาบซ่งอวิ๋น
ในเวลานี้เด็กสาวและเด็กหนุ่มหลายคนเริ่มทยอยเดินกันออกมาจากประตูสำนักแล้ว บรรยากาศโดยรอบครึกครื้นสนุกสนาน ดูผ่อนคลายชวนให้นึกถึงช่วงเวลาหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาแรกแย้ม
ทว่าทันใดนี้ บรรยากาศที่เคยคึกคักพลันเงียบลงอย่างกะทันหัน
ที่ประตูสำนักดาบซ่งอวิ๋น กลุ่มคนแยกตัวออก หลีกทางให้กับบางสิ่งโดยเงียบงัน
ภายใต้สายตาผู้คนจับจ้อง เด็กสาวผู้หนึ่งก้าวเดินออกจากประตูสำนักดาบซ่งอวิ๋น
ด้วยอายุเพียงสิบสี่หรือสิบห้า เส้นผมสีดำพลิ้วไหวนุ่มนวล คิ้วโค้งเรียวได้รูป ผิวขาวราวหิมะ รูปลักษณ์ทั้งหมดลงตัวอย่างงดงาม
นางสวมใส่ชุดสีครามตัวหลวมที่น่ารับชม ร่างกายวิจิตรบริสุทธิ์ รับกับสัดส่วนอันเลิศล้ำขับเน้นเปล่งประกาย ราวกับภาพลวงตาในยามอาทิตย์อัสดง
เปรียบดังนางเซียนผู้เลอโฉม!
สายตาของผู้คนใกล้เคียงต่างเบิกโพลงจ้องเขม้น
พวกเขาส่วนใหญ่อายุสิบห้า อยู่ในวัยหนุ่มแน่น ดังนั้นจึงไม่อาจปิดบังความชื่นชมและหลงใหลผ่านทางสายตา
เด็กหนุ่มที่เขินอายบางคน ถึงขนาดก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาเพราะเคอะเขิน
ทว่ากับสตรีผู้อื่น สีหน้านั้นแสดงแตกต่างกันออกไป บ้างก็ชื่นชม บ้างก็อิจฉา ขณะที่บางคนกลับโศกเศร้า
ในกลุ่มคนยังมีผู้ที่เปี่ยมเสน่ห์และงดงามเช่นกัน ทว่าหากเทียบกับหญิงสาวในชุดสีคราม ก็ยังด้อยกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง
ราวกับหิ่งห้อยและดวงจันทรา ที่ไม่อาจขันแข่งด้านแสงสว่าง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด
เด็กสาวในชุดสีครามก้าวเดินเชื่องช้า ใบหน้าไร้อารมณ์และมั่นคง ดวงตากลมโตทั้งสองลุ่มลึกและแน่วแน่
ท่าทีเย็นชาราวภูเขาน้ำแข็งเช่นนี้ สร้างบรรยากาศราวกับนางเป็นอิสระจากโลกใบนี้ ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
เหวินหลิงเสวี่ย
นางอยู่ที่สำนักดาบซ่งอวิ๋นมาหนึ่งปีแล้ว ทั้งยังได้รับฉายา ‘อัจฉริยะผู้ปราดเปรื่อง’ ทว่าแม้ในสายตาของผู้เป็นอาจารย์ นางก็ยังเป็นภูเขาน้ำแข็งอันงดงามที่สูงส่ง
เซี่ยจิ่วเว่ยผู้เป็นนายใหญ่แห่งสำนักดาบซ่งอวิ๋นยังยกย่อง ว่านางงดงามราวน้ำแข็งและเหมันต์บริสุทธิ์ ราวกับไข่มุกอันเจิดจรัสแห่งสำนักดาบซ่งอวิ๋น
ทว่าในสายตาซูอี้ นางผู้นี้สามารถดึงดูดความสนใจได้ในทุกที่ที่ย่างกราย และเป็นน้องสาวของเหวินหลิงเจา
รวมถึง… เป็นน้องภรรยาของเขาด้วย
“เด็กน้อยผู้นี้นับวันยิ่งงดงามมากขึ้น”
ซูอี้เลิกคิ้วสูง
ช่วงปีที่เขาเข้าร่วมกับตระกูลเหวิน เกือบทุกคนต่างดูถูก เย้ยหยัน และเหยียดหยามตัวเขาในทุกวิถีทาง
มีเพียงเหวินหลิงเสวี่ยที่ปฏิบัติต่อตัวเขาในฐานะ ‘พี่เขย’ ทั้งยังให้การปกป้องโดยเสมอมา
“พี่เขย ลมอันใดหอบท่านมาที่นี่กัน?”
นางพบเห็นร่างของซูอี้แต่ไกล ดวงตาลุ่มลึกประดุจอัญมณีเม็ดงามจึงพลันแสดงอาการประหลาดใจออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
ริมฝีปากชมพูบางยกยิ้มจากใจ
เป็นรอยยิ้มดั่งแสงตะวันเจิดจ้า จนแม้แต่ภูเขาน้ำแข็งก็ละลายได้
เด็กหนุ่มหลายคนถึงกับตกในห้วงภวังค์ หัวใจพวกเขาเต้นระรัวจนแทบทะลุจากหน้าอก
“งดงามนัก…”
คนหนึ่งหลุดปากออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“นาง… นางกำลังยิ้มอยู่…”
ทุกคนตกอยู่ในภวังค์
“กล่าวไปเจ้าอาจไม่เชื่อ แต่หนึ่งปีมานี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นรอยยิ้มของหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งสำนักดาบซ่งอวิ๋นของเรา!”
ผู้คนต่างถอนหายใจ
เรื่องราวนี้สะท้อนหลายสิ่ง ในห้วงความทรงจำพวกเขา สตรีหิมะเหวินหลิงเสวี่ยมีบุคลิกสมดังชื่อ รูปลักษณ์ที่งามงด กระนั้นกลับเย็นเยือกราวน้ำแข็งและหิมะอันอ้างว้าง
แม้ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน แต่นางกลับไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดพบเห็น!
“เฮ้อ หากข้าเองสวยเหมือนเช่นนาง! ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าคงสมหวังกับศิษย์พี่เซียว”
เด็กสาวคนหนึ่งพึมพำด้วยสีหน้าซับซ้อน
แม้เป็นอิสตรีเช่นกัน แต่นางก็ต้องยอมรับในรูปลักษณ์ของเหวินหลิงเสวี่ย ที่งดงามเสียจนทำให้เพื่อนร่วมชั้นหญิงทุกคนต่างรู้สึกกดดันไม่ต่างกัน
ที่สำนักดาบซ่งอวิ๋น หากไม่จำเป็น ไม่ว่าสตรีใดก็ไม่อยากยืนอยู่เคียงข้างเหวินหลิงเสวี่ย เพราะมันยิ่งทำให้ความงามของเหวินหลิงเสวี่ยน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก
ภายใต้ทุกสายตา เหวินหลิงเสวี่ยที่เคยเดินเชื่องช้า ขณะนี้ก้าวเท้ารวดเร็วเดินเข้าหาซูอี้!
นัยน์ตาของเด็กหนุ่มทั้งหลายเบิกกว้างแตกตื่น
“เมื่อครู่… เมื่อครู่เหวินหลิงเสวี่ยยิ้มให้ไอ้หน้าโง่นั่น?”
พวกเขามองกันเองราวไม่เชื่อสายตา
เท่าที่พวกเขาทราบ แม้ซูอี้เป็นพี่เขยเหวินหลิงเสวี่ย แต่ก็เป็นได้แค่ลูกเขยแต่งเข้าบ้าน*[1] เท่านั้น
ด้วยสถานะอันน่าอับอายดังกล่าว ไม่เพียงแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูลเหวินจะดูหมิ่น แม้แต่บรรดาคนรับใช้ตระกูลเหวินยังกล้าเย้ยหยันชายหนุ่มต่อหน้าด้วยซ้ำ
เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีทั่วทั้งเมืองกว่างหลิง
แต่แล้วขณะนี้… ท่าทีของเหวินหลิงเสวี่ยกลับดูสนิทสนมกับซูอี้ยิ่งนัก เรียกได้ว่าท่าทีของนางดูผิดแปลกอย่างสิ้นเชิงยามได้พบซูอี้!
ตราบเท่าที่ไม่ได้ตาบอด ผู้ใดบ้างจะไม่พบเห็นว่าเหวินหลิงเสวี่ยยินดีเพียงใด?
แปลกประหลาด!
แปลกประหลาดเกินไปแล้ว!
บรรดาหนุ่มสาวราวกับแทบไม่เชื่อสายตาตนเองไปครู่
ขณะมองรอยยิ้มสดใสและงดงามของเด็กสาวตรงหน้า ซูอี้ยิ้มรับพร้อมกล่าวคำ “ยามอยู่ที่สำนัก เจ้าเป็นเช่นนี้นี่เอง”
นับเป็นครั้งแรกที่เขามารับเหวินหลิงเสวี่ยถึงหน้าสำนัก
และนี่ยังเป็นครั้งแรก ที่เขาได้เห็นท่าทีอันเย็นชายะเยือกของเหวินหลิงเสวี่ย
ในห้วงความจำของซูอี้ เหวินหลิงเสวี่ยสดใส มีชีวิตชีวา มีเสน่ห์และขี้เล่นอยู่โดยตลอดต่อหน้าพี่เขยเช่นตน นานนับปีที่เขาเป็นบุตรเขยตระกูลเหวิน ไม่มีสักครั้งที่สัมผัสถึงคำว่าภูเขาน้ำแข็ง
“หากข้าไม่แสดงท่าทีเย็นชาที่นี่ ก็ไม่ทราบว่าจะมีผู้ชายน่ารำคาญมาวุ่นวายสักกี่คน และนั่น… มันก็เป็นเรื่องน่ารำคาญจนเกินไป”
เหวินหลิงเสวี่ยเม้มริมฝีปากพร้อมเผยยิ้ม เสียงที่กล่าววาจาช่างฟังดูสดใสและหวานประดุจน้ำพุวิเศษ
ซูอี้นึกประหลาดใจ
ก็สมควรเป็นดั่งที่นางว่า เพราะแม้แต่ในชีวิตก่อนหน้านี้ของตัวเขา เหวินหลิงเสวี่ยก็ยังจัดได้ว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่ง ยิ่งนางเติบโตขึ้น นางก็ยิ่งงดงามมากขึ้น
กับความงามอันน่าทึ่งนี้ คงยากเป็นไปได้ที่จะไร้ผู้ใดมาตามรังควาน
ขณะนี้เอง เหวินหลิงเสวี่ยมองไปยังแววตาประหลาดใจและตกตะลึงของบรรดาสหายร่วมสำนัก นางพลันรู้สึกว่าตนเองทำเรื่องผิดพลาดขึ้นมา ก่อนที่ริมฝีปากจะยกขึ้นบ่นพึมพำด้วยความโกรธเคือง
“หมดกัน เพราะเมื่อครู่ยินดีเกินไป บุคลิกเย็นชาที่สร้างสมมานานปีของข้าเพื่อเสแสร้งเลยพังทลายสิ้น…”
แต่จากนั้น เด็กสาวยกยิ้มพร้อมกับส่ายหัวอย่างไม่แยแส “ช่างมันประไร ไม่ต้องสนใจแล้ว แค่ข้ายินดีก็พอแล้วนี่นา”
นางคว้ามือซูอี้ด้วยเสน่หา พร้อมยกยิ้มราวนกนางแอ่นเริงร่าและกล่าวคำออก “พี่เขย เรากลับบ้านกันเถอะ”
“อืม”
ซูอี้พยักหน้าและยิ้มรับ ก่อนจะเดินกลับไปพร้อมกัน
กระทั่งคนทั้งสองเลือนหาย ทิ้งสำนักดาบซ่งอวิ๋นให้ตกอยู่ในความเงียบงัน
“ผู้ใดก็ได้บอกข้าที แม่นางหลิงเสวี่ยไปใกล้ชิดกับคนไร้ประโยชน์นั่นได้อย่างไร?”
หนึ่งในชายหนุ่มรูปงามกัดฟันเอ่ยคำถาม
ผู้คนต่างมองหน้ากันเอง ราวกับไม่อาจเข้าใจได้
“ลูกเขยแต่งเข้าบ้านที่ผู้คนในเมืองกว่างหลิงเยาะเย้ย ขยะที่ไร้ตันเถียน มันไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะแต่งกับหญิงงามเช่นเหวินหลิงเจาด้วยซ้ำ กระนั้นกลับกล้ายื่นมือโสโครกนั่นแตะต้องน้องภรรยาตนเองอีกงั้นหรือ? สารเลว!”
เด็กหนุ่มทุกผู้คนต่างไม่พอใจ ในห้วงความคิดพวกเขามีเพียงความริษยาแรงกล้าต่อซูอี้
ในเวลาเช่นนี้ แม้แต่เด็กสาวทั้งหลายก็ไม่อาจเข้าใจเช่นกัน กระทั่งบางคนเกิดความรู้สึกว่ามันแปลกเกินไป!
เหวินหลิงเสวี่ยที่เย่อหยิ่งและเย็นชา ไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ทางการบ่มเพาะยอดเยี่ยม แต่ระดับการบ่มเพาะยังเป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาศิษย์ร่วมสำนักดาบซ่งอวิ๋น
นาง…
นางสนิทสนมกับซูอี้ได้อย่างไร?
แม้ซูอี้เป็นพี่เขยของนาง แต่ตามข่าวลือ ชายคนนี้คือสิ่งที่เหวินหลิงเจา ผู้ซึ่งเป็นพี่สาวนางทั้งเกลียดชังและปฏิเสธอย่างถึงที่สุด!
“พี่เขย ปกติท่านไม่ออกไปไหน เหตุใดวันนี้มารับข้าได้กัน?”
ระหว่างทางกลับ เหวินหลิงเสวี่ยกะพริบตาออดอ้อนเอ่ยคำถามอย่างสงสัย
“พี่สาวเจ้ากลับมาแล้ว”
ซูอี้กล่าวตอบอย่างไม่จริงจัง ห้วงอารมณ์บางประการปรากฏในใจเขาอย่างยากอธิบาย
ดวงตาเป็นประกายของเหวินหลิงเสวี่ยปรากฏความประหลาดใจ “พี่หญิง… ในที่สุดก็เต็มใจกลับมาแล้วหรือ?”
หนึ่งปีก่อนหน้า เหวินหลิงเจาจากไปอย่างไร้คำลาในคืนแต่งงานกับซูอี้ นางหลบไปบ่มเพาะในสำนักดาบชิงเหอซึ่งอยู่ในเขตปกครองอวิ๋นเหอเช่นเดียวกัน
ทุกคนต่างเดาไม่ยากว่ามันคือการแสดงออกว่าเหวินหลิงเจาไม่ต้องการแต่งงาน ทั้งยังซ่อนความเกลียดชังไว้ในใจ
นอกจากนี้เหวินหลิงเสวี่ยยังทราบดี ว่าที่เหวินหลิงเจาปฏิเสธและไม่ยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ ด้วยในใจของเหวินหลิงเจานั้นไม่เคยยอมรับซูอี้แม้แต่น้อย!
ทว่าขณะนี้ หนึ่งปีล่วงเลย เหวินหลิงเจากลับมาแล้ว!
[1]ลูกเขยแต่งเข้าบ้าน หมายความว่า ลูกเขยที่แต่งเข้าบ้านภรรยา

ตอนที่ 3 ภรรยา เหวินหลิงเจา

ตอนที่ 3 ภรรยา เหวินหลิงเจา
หลังจากเหวินหลิงเสวี่ยเรียกสติฟื้นคืนกลับมา นางสังเกตเห็นถึงบางอย่าง นัยน์ตาสดใสราวกับน้ำในฤดูใบไม้ร่วงของเด็กสาวจับจ้องซูอี้พร้อมกล่าวคำ
“พี่เขย นับตั้งแต่ท่านเข้าร่วมตระกูลเหวินของเรา ท่านเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ดูหดหู่ราวกับกำลังเป็นทุกข์ที่ไม่อาจปลงตก ข้าคิดกังวลมานาน กลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งท่านจะคิดสั้นทำอะไรลงไปโดยไม่คิดให้ดี”
เด็กสาวจ้องมองซูอี้พร้อมกล่าวถามด้วยความสงสัย “แต่หลังจากที่พวกเราไม่พบเจอกันหนึ่งเดือน พี่เขย ท่านกลับดูผิดแปลกไปจากเดิม”
ซูอี้เผยสีหน้าประหลาดใจ สตรีผู้นี้มีสายตาที่เฉียบแหลมนัก!
สำนักดาบซ่งอวิ๋นมีวันหยุดสองวันในทุกเดือน ซูอี้จึงไม่ได้พบเจอเหวินหลิงเสวี่ยมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว
เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเหวินหลิงเสวี่ยจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทันทีที่ได้พบกัน
“เมื่อไม่นานที่ผ่านมา ข้าบังเอิญบรรลุสัจธรรมบางเรื่อง นับจากนี้ข้าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” ซูอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เหวินหลิงเสวี่ยมีความสุขมาก รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้าที่งดงาม ก่อนจะกล่าวอย่างเบิกบาน “ประเสริฐนัก ข้าชอบที่พี่เขยเป็นเช่นนี้ มันเป็นความรู้สึกที่… เยี่ยงไรนะ ใช่แล้ว! ดังตำราที่กล่าวไว้ ยืนหยัดเปรียบดังกล้วยไม้และต้นหยก*[1] ยิ้มให้สว่างดุจแสงจันทร์ สงบนิ่งและยิ่งใหญ่ วางตัวให้เหนือโลกหล้า”
มือของเด็กสาวไพล่อยู่ด้านหลัง ชุดสีครามของนางดูคล้ายกับหยก รอยยิ้มเปรียบได้กับดอกไม้งาม มันเป็นความสุขที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ ดูแตกต่างจากรูปลักษณ์เย็นชาเมื่ออยู่ในสำนักดาบซ่งอวิ๋นเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
หากสหายร่วมสำนักของนางได้เห็นสิ่งนี้ พวกเขาคงจะประหลาดใจและตกตะลึงอีกครั้ง แล้วจากนั้นคงรู้สึกเศร้าใจไม่น้อย
ทว่าซูอี้เพียงหัวเราะออกมาอย่างโง่เขลา
การเปลี่ยนแปลงของบุคคลมักเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคื
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยประสบการณ์และความคิดของเขาในชาติที่แล้ว อารมณ์ของเขาย่อมแตกต่างจากเดิมอย่างแน่นอน!
‘ตระกูลเหวิน’ หนึ่งในสามตระกูลหลักของเมืองกว่างหลิง ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมือง ครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยไร่ มีสนามหญ้าและตำหนักกระจัดกระจายราวกับแมกไม้ในป่าใหญ่
ตกกลางคืน
หลังจากซูอี้และเหวินหลิงเสวี่ยกลับมา พวกเขาเห็นร่างหนึ่งยืนรออยู่ในลานบ้าน ท่าทางของอีกฝ่ายดูเป็นกังวล
ฉินชิ่ง แม่ยายของซูอี้ แม้ว่านางจะมีอายุมาก แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่สง่างามและผ่องใส ทำให้แม่ยายของชายหนุ่มมีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ซึ่งไม่เหมือนผู้ใด เดาได้เลยว่าในวัยเยาว์นางย่อมงดงามไม่แพ้ผู้ใด
“คนไร้ค่าอย่างเจ้านี่มันเลี้ยงเสียข้าวสุกเสียจริง! ข้าเพียงขอให้เจ้าไปรับเหวินเสวี่ยกลับจากสำนัก เหตุใดเจ้าจึงกลับมาช้าเช่นนี้!!” ฉินชิ่งหงุดหงิดพร้อมจ้องมองซูอี้อย่างขุ่นเคืองใจ
เมื่อเห็นซูอี้ นางโกรธจัดทันที เป็นเพราะลูกเขยคนนี้ นางจึงต้องเผชิญกับคำเยาะเย้ยและการซุบซิบนินทาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง
แต่การแสดงออกของซูอี้กลับเฉยเมย เขาไม่สนใจคำกล่าวของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
เป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่ชายหนุ่มเข้าร่วมกับตระกูลเหวิน ดังนั้นเขาย่อมรู้ดีว่าแม่ยายของตนอารมณ์ร้ายเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ซูอี้รู้ดีว่าฉินชิ่งไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของเขากับเหวินหลิงเจาตั้งแต่แรก นางเผยท่าทีปฏิเสธและไม่พอใจชายหนุ่มออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
แต่การแต่งงานในครั้งนั้นเป็นคำสั่งโดยตรงจากนายหญิงเฒ่าของตระกูลเหวิน ฉินชิ่งจึงไร้หนทางที่จะต่อต้าน
“ท่านแม่ เป็นข้าเองที่ออกจากสำนักช้า…” เหวินหลิงเสวี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างเปิดปากอธิบายแทนซูอี้
“เอาล่ะ รีบ ๆ เข้าไปกินข้าวได้แล้ว!”
ฉินชิ่งโบกมือด้วยความไม่พอใจ จากนั้นเหลือบมองซูอี้อย่างเย็นชา “ตามข้ามา ท่านผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ กำลังรออยู่ที่ห้องโถงของตระกูล!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหวินหลิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะถาม “ห้องโถงของตระกูล? รอพี่เขยของข้าหรือ? มีเรื่องใดกัน?”
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องใส่ใจเสวี่ยเอ๋อร์! เจ้าต้องอยู่แต่ในเรือน และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน เข้าใจหรือไม่?” คำพูดของฉินชิ่งเป็นคำสั่งเด็ดขาด
เหวินหลิงเสวี่ยถอนหายใจแรง นางเหลือบมองซูอี้ที่อยู่ในท่าทีสงบ ด้วยแววตากังวล
ทว่าซูอี้เพียงยิ้มพร้อมเอ่ยคำ “เป็นเด็กดีเชื่อฟังแม่ของเจ้า ไปกินข้าวเถอะ”
เหวินหลิงเสวี่ยหันหลังกลับพร้อมเดินเข้าไปในเรือน
ฉินชิ่งเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน นางถึงกับตื่นตระหนกพร้อมกล่าวด้วยสีหน้ามืดหม่น “หลิงเสวี่ยยังเด็ก หากเจ้ากล้าคิดเรื่องบัดสี ตัวข้ายินยอมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อฆ่าเจ้าซะ!”
ริมฝีปากของซูอี้ถึงกับกระตุก ซูเสวียนจวินผู้นี้เคยเป็นคนหยาบช้าอย่างที่เจ้าเข้าใจตั้งแต่เมื่อไหร่?
“ตามข้ามา!” ฉินชิ่งหยุดพูดเรื่องไร้สาระ ไม่คิดสนใจที่จะมองซูอี้อีกต่อไป ด้วยนางเกรงว่าจะไม่สามารถระงับความเกลียดชังและเริ่มเหยียดหยามลูกเขยคนนี้อีกครั้ง
ห้องโถงของตระกูลเหวิน
ภายในห้องโถงสว่างไสวรุ่งโรจน์ ผู้นำตระกูลเหวิน เหวินฉางจิ้ง และกลุ่มคนสำคัญทั้งหมดมาถึงแล้ว พวกเขานั่งบนที่นั่งทั้งสองข้างของห้องโถง ทุกคนต่างพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
บรรยากาศทั้งหมดผ่อนคลายและมีชีวิตชีวา ทว่า เมื่อซูอี้เดินเข้ามาในห้องโถง ทุกคนก็หยุดพูดพร้อมจ้องมองไปที่ซูอี้
นัยน์ตาของคนใหญ่คนโตเหล่านี้แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน มีทั้งขบขัน ดูถูก สมเพช และเหยียดหยาม
บรรยากาศที่เคยสนุกสนานก่อนหน้าพลันกลับกลายเป็นเหนื่อยหน่าย
เมื่อเห็นว่ามีแต่สายตาดูถูกจับจ้องซูอี้ ฉินชิ่งจึงรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย นางจึงกล่าวคำเสียงต่ำ
“ข้าพาเขามาแล้ว”
เมื่อกล่าวจบ นางรีบตรงเข้าไปหาเหวินฉางไท่ผู้เป็นสามีพร้อมนั่งลงด้านข้าง
ทางด้านของซูอี้ ชายหนุ่มยืนอยู่ลำพังกลางห้องโถง ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่วห้องโถง และไปสะดุดอยู่ตรงที่ใบหน้าของหญิงสาวที่งดงามซึ่งเขาคุ้นเคย
คิ้วของหญิงสาวโค้งโก่งคล้ายกับเนินเขาที่สมส่วน ดวงตาของนางเป็นประกาย ใบหน้าผ่องใส อีกฝ่ายอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อน และขาเรียวขาวราวกับหยกกำลังไขว้กันอยู่ นางไม่มีเครื่องประดับใดบนร่างกาย ทุกสิ่งดูใสบริสุทธิ์ราวกับน้ำในลำธาร
นี่คือความงดงามที่แท้จริง!
อย่างไรก็ตาม ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววเย็นชา ท่าทีเด็ดเดี่ยวและอหังการราวกับปฏิเสธผู้คนแม้พบเจออยู่ห่างไกลนับพันลี้
เหวินหลิงเจา!
นางคือภรรยาของเขา!
ความงามที่ไร้ผู้ใดเทียบได้ในเมืองกว่างหลิง รูปลักษณ์สง่างามราวกับนางเซียนผู้เลอโฉม และด้วยพรสวรรค์ในด้านการบ่มเพาะอันน่าทึ่งของนางจึงทำให้มีบุรุษรูปงามมากมายต่างหมายปอง
“ดูเหมือนว่าความเย็นชาที่หลิงเสวี่ยแสดงออกเมื่อตอนอยู่ในสำนักดาบซ่งอวิ๋น นางคงเรียนรู้มาจากพี่สาวของตน” ซูอี้พึมพำเสียงเบา
เหวินหลิงเสวี่ยแสร้งทำเป็นเย็นชา แต่เหวินหลิงเจาเย็นชาอย่างแท้จริง ราวกับว่าความเย็นชากับความว่างเปล่าหลอมรวมกันและฝังลึกในกระดูกของนางไปเสียแล้ว
ในเวลาเดียวกัน
เหวินหลิงเจาสังเกตเห็นการจับจ้องของซูอี้อย่างชัดเจน คิ้วของนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะสงบลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาเย็นชาของหญิงสาวไม่สนใจซูอี้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ …นางไม่คิดจะชายตามองเขาแม้แต่น้อย!
ผ่านไปหนึ่งปี สองสามีภรรยาได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ทว่าทั้งคู่ยังคงเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเช่นเคย!
“ซูอี้ ที่ข้าเรียกหาเจ้าในคราวนี้เพราะมีเรื่องต้องบอกกล่าว”
บนที่นั่งหลักของห้องโถงใหญ่ เหวินฉางจิ้งซึ่งเป็นผู้นำตระกูลเหวินกล่าวออกด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย เสียงของเขาดึงดูดสายตาทุกคนที่อยู่ในห้องโถงไปรวมที่ตน
คนผู้นี้แต่งกายด้วยชุดคลุมสีม่วง หนวดเคราเรียบลื่นคล้ายขนนกกระเรียน ลำตัวตั้งตรง มือวางบนพนักเก้าอี้ ท่วงท่าสง่าผ่าเผยราวขุนเขา
“พรสวรรค์ของหลิงเจานับว่าเป็นเลิศ ในระหว่างปีที่ผ่านมา นางได้รับการสั่งสอนจากสำนักดาบชิงเหอ และต่อมานางโชคดีได้พบกับคนใหญ่คนโต คนผู้นั้นแนะนำให้นางไปร่ำเรียนต่อที่ตำหนักเทียนหยวน”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง หลิงเจาเป็นศิษย์ของตำหนักเทียนหยวนแล้ว!”
เหวินฉางจิ้งมองซูอี้ด้วยอารมณ์เฉยชา “เจ้าที่เคยเป็นหัวหน้าศิษย์สายนอกของสำนักดาบชิงเหอ แม้ตอนนี้จะเป็นเพียงขยะ แต่เจ้าก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้างว่าตำหนักเทียนหยวนนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด สำหรับตระกูลเหวินของเรานั้น… พวกเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่หลิงเจาได้เข้าไปร่ำเรียนที่นั่น นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด!”
เข้าใจแล้ว!
เป็นตอนนี้เองที่ซูอี้เข้าใจเหตุผลว่าเหตุใดบุคคลสำคัญจากตระกูลเหวินเหล่านี้จึงเรียกหาเขาในค่ำวันนี้!
ตำหนักเทียนหยวนเป็นสำนักศึกษาอันดับหนึ่งของอาณาจักรโจว ใครก็ตามที่สามารถเป็นศิษย์ของตำหนักเทียนหยวนได้ ก็เกือบได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะชั้นเลิศของแคว้น!
ปีที่แล้ว เหวินหลิงเจาเข้าไปร่ำเรียนในสำนักดาบชิงเหอ และอีกหนึ่งปีต่อมานางได้มีโอกาสเข้าไปร่ำเรียนในตำหนักเทียนหยวนอีกครั้ง การที่นางได้รับสิทธิเช่นนี้เป็นเครื่องบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านางมีพรสวรรค์ในด้านการบ่มเพาะน่าทึ่งเพียงใด
นี่คือเรื่องราวที่น่ายินดีสำหรับตระกูลเหวิน
แต่สำหรับซูอี้ มันหมายความว่านับต่อจากนี้ไป ชายหนุ่มจะไม่มีวันได้พบหน้าภรรยาของตนอีก
เมื่อตระหนักได้แล้ว ซูอี้ก็เหลือบมองเหวินหลิงเจาซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ซึ่งนางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
“นี่ท่านผู้นำและเหล่าผู้อาวุโสต้องการถามความคิดเห็นของข้างั้นหรือ?” ซูอี้เอ่ยปาก
ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องโถงต่างเผยสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำถามนี้
เสียงเยาะเย้ยดังขึ้นในทันที “ซูอี้ เจ้าสำคัญตัวมากเกินไปแล้ว เรื่องนี้เจ้าไม่อาจต่อรองได้ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วย อนาคตที่สดใสของหลิงเจาย่อมไม่สมควรถูกขยะอย่างเจ้าฉุดรั้ง!”
เหวินฉางชิง!
เขาคือลุงคนที่สองของเหวินหลิงเจา แต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาว ใบหน้าขาวสะอาดไร้หนวดเครา ดวงตาเย็นชาและเคร่งขรึม
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นเบา ๆ ในห้องโถง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะขบขันไม่น้อยกับคำพูดของซูอี้
เป็นเพียงลูกเขยแต่งเข้าบ้าน แต่กลับกล้าที่จะออกความเห็นในเรื่องนี้?
เด็กคนนี้ไม่รู้หรือเลยว่าในสายตาของตระกูลเหวินแล้ว เขาเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ประโยชน์ ไม่มีซึ่งความสำคัญใด?
แต่เหนือความคาดหมายของตระกูลเหวินทุกคน… ซูอี้ ขณะนี้กลับยังคงสงบนิ่ง ราวกับว่าเขาไม่สนใจผู้ใดเลย
ความเฉยเมยและไม่แยแสที่ชายหนุ่มแสดงออก ทำให้หลายคนที่กำลังขบขันกลายเป็นรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย
“ในเมื่อพวกท่านตัดสินใจแล้ว เหตุใดจึงเรียกข้ามาที่นี่?” ซูอี้ถามอย่างไร้อารมณ์
หากความทรงจำในอดีตไม่ตื่นขึ้นมา ป่านนี้เขาคงระเบิดอารมณ์ไปแล้วแน่นอนเมื่อเผชิญกับการถูกทำให้อับอายเช่นนี้
แต่ซูอี้คนเดิมหายไปแล้ว ตอนนี้ใครจะสนใจเรื่องพรรค์นี้กัน?
“เป็นข้าเองที่ต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อได้พบกับศิษย์พี่ซู!” เสียงดังชัดเจนดังขึ้นนอกห้องโถง ชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีขาวเดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างามพร้อมใบหน้าที่หล่อเหลา
ทันใดนั้น เหวินฉางชิง ผู้นำตระกูลเหวินและผู้อาวุโสทุกคนพลันยืนขึ้นพร้อมกัน การแสดงออกของพวกเขาล้วนแต่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น
“นายน้อยเว่ยมาถึงแล้ว เชิญนั่งก่อนเถิด!”
“นายน้อยเว่ย เดิมทีเราคิดจะให้ซูอี้ไปเยี่ยมเยียนท่านด้วยตนเอง ท่านไม่เห็นจำเป็นต้องลำบากมาที่นี่เลย สิ่งนี้ทำให้พวกข้าล้วนละอายนัก และข้าหวังว่าท่านจะยกโทษให้ข้าสำหรับความผิดคราวนี้”
ในคำขอโทษ ยังมีคำกล่าวเยินยอไม่รู้จบ มันคือการยกยออย่างเปิดเผย ในทุกถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยความประจบประแจง
ผู้นำตระกูลเหวินฉางจิ้งกล่าวต้อนรับ ‘นายน้อยเว่ย’ ให้เข้ามาด้านในห้องโถงนี้ด้วยตนเอง
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ซูอี้อดไม่ได้ที่จะลอบส่ายศีรษะอย่างลับ ๆ ความคิดของคนเหล่านี้ช่างน่าขยะแขยงยิ่ง…
“ศิษย์พี่ซู ไม่เจอกันเสียนาน” เวลานี้ชายหนุ่มชุดขาวเดินตรงเข้ามาในห้องโถง เขาหยุดยืนข้างซูอี้ด้วยท่าทางหยิ่งทะนงและก้าวร้าว
[1] เป็นคำเปรียบเปรย หมายความถึงการเป็นบุรุษที่ดี หรือศิษย์ที่ควรค่า

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...