โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'คนจนมีสิทธิ์ไหมคะ' เพลงโต้ตอบร่วมสมัย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 ก.ย 2566 เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 14 ก.ย 2566 เวลา 10.39 น.

“คนจนมีสิทธิ์ไหมคะ” เป็นเพลงลูกทุ่ง (ผู้รู้บอกว่านักร้องเป็นหมอลำ) เมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ถูกเอากลับมาแพร่หลายประชดประชันเสียดสีทางการบ้านการเมืองปัจจุบัน

ส่วน “คนดีย์” ปัจจุบันไม่พอใจ เพราะมีคำหยาบเกี่ยวกับอวัยวะเพศ โดยเฉพาะอวัยวะเพศหญิง

คำหยาบในสำนึกของ “คนดีย์” ไม่ใช่แค่ชื่ออวัยวะเพศ ก่อนหน้านั้นสรรพนาม กู-มึง-ไอ้ ก็หยาบนักหนาแล้ว ผมเคยถูกถล่มโดนด่ามามากต่อมากตั้งแต่ใช้ “กู-มึง” เขียนเรื่อง “หนุ่มหน่ายคัมภีร์” (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2512)

ถ้อยคำภาษาหยาบ-ไม่หยาบ เป็นเรื่องทางชนชั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดียที่ชนชั้นนำรับวัฒนธรรมอินเดียด้อยค่าชนชั้นชาวบ้านที่ยังอยู่ในวัฒนธรรมดั้งเดิมทางศาสนาผี มีชีวิต “ทำนาทางฟ้า” คือนาน้ำฝน ต้องมีพิธีขอฝนในหน้าแล้งเพื่อทำนาในฤดูทำนา

ฝนคือน้ำ จึงเชื่อว่าการร่วมเพศทำให้เกิดน้ำ ซึ่งเห็นจากน้ำอสุจิของชาย เลยเชื่ออีกว่าถ้าร่วมเพศจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ดังนั้นจึงทำสัญลักษณ์เกี่ยวกับเพศและร่วมเพศไว้ที่สาธารณะ เช่น กลางหมู่บ้าน, กลางทุ่งนา ฯลฯ ได้แก่ ปั้นเมฆ (ปั้นรูปอวัยวะเพศ) และเล่นเพลงโต้ตอบแก้กันด้วยคำแสดงอวัยวะเพศหญิง-ชาย เพลงสำคัญมัยก่อนคือเพลงเทพทอง

  • “เทพทอง” เพลงสังวาส เพื่อความอุดมสมบูรณ์

กลอนเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายอยู่ในวิถีประจำวันของประชาชนชาวบ้าน แต่เป็นที่ยอมรับของชนชั้นนำมาแต่ดั้งเดิมสืบทอดมาจนถึงรัฐอยุธยา (คำอธิบายมีในหนังสือ อำนาจของภาษาและวรรณกรรมไทย ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2566)

พบหลักฐานสำคัญเมื่อพระบรมโกศเสด็จไปงานสมโภชพระพุทธบาท (สระบุรี) มีมหรสพสารพัดปะปนกันทั้งของหลวงและของราษฎร์ พบข้อความพรรณนาในบุณโณวาทคำฉันท์กล่าวถึงเพลงเทพทองของชาวบ้านว่าเป็นเพลงโต้ตอบด้วยถ้อยคำล่อแหลมหมิ่นเหม่ แต่ถูกใจคนฟังอย่างยิ่ง ดังนี้

เทพทองคนองเฮ ชนเปรสดับสรวล
โต้ตอบก็ไป่ควร ประถ้อยแถลงกัน

เทพทอง เป็นชื่อผูกขึ้นใหม่เพื่อใช้เรียกเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายแบบหนึ่งหลังได้รับยกย่องจากชนชั้นนำในราชสำนักอยุธยาหรือรัฐโบราณก่อนหน้านั้นว่าเป็นการละเล่นเฮี้ยน, ขลัง, ศักดิ์สิทธิ์ แต่สนุกสนานอย่างยิ่ง ดังนั้นราชสำนักต่อมาได้ปรับปรุงร้องเทพทองมีทำนองเพลงแบบต่างๆ เพื่อใช้งานต่างกัน ได้แก่ แบบชาวบ้าน, แบบละครชาตรี, แบบละครนอก

เพลงเทพทองเป็นการละเล่นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายด้วย “กลอนด้น”(หมายถึงท่องจำกลอนเพลงที่มีผู้อื่นแต่งไว้ไปร้องปากเปล่าจากความจำโดยไม่ต้อง จดบนสมุดไปเปิดอ่าน) เป็นถ้อยคำเกี่ยวกับการสมสู่เสพสังวาสสัญลักษณ์ขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร

ส่วนถ้อยคำส่อถึงการสมสู่เสพสังวาสปัจจุบันถือเป็นคำหยาบหรือขนาดเบาหน่อยว่าเป็นคำสองแง่สองง่ามหรือสองง่ามสามแง่ ซึ่งเป็นที่รับรู้ในหมู่เจ้านายชั้นสูงมาแต่โบราณกาล เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่าเมื่อมีสมโภชช้างเผือกมักมีเพลงเทพทองหรือเพลงปรบไก่ว่ากันหยาบๆ มาเล่นสมโภชในงานเสมอ (อ้างไว้ในหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2550 หน้า 436-442)

กำเนิดหรือต้นตอรากเหง้าของเพลงเทพทองมาจากการละเล่นในพิธีกรรมขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารของชุมชนหมู่บ้านกสิกรรมที่พูดภาษาไทย (ตระกูลภาษาไท-ไต) บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนมีกรุงศรีอยุธยานับพันๆ ปี)

พิธีกรรมขอความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวแสดงออกด้วยการสมสู่เสพสังวาสของหญิงชายดังมีหลักฐานอยู่บนภาพเขียนบนเพิงผาผนังถ้ำ (พบทั่วไปทั้งในไทยและที่อื่นๆ ในอุษาคเนย์)กับประติมากรรมสำริดหรือตุ๊กตาขนาดเล็กรูปหญิงชายทำท่าสมสู่ด้วยการนอนเหยียดยาวบนล่างประกบกัน ประดับบนฝาภาชนะใส่ศพหรือบรรจุกระดูกคนตาย (พบที่เวียดนาม)

การสมสู่ร่วมเพศทำให้มีน้ำอสุจิหลั่งออกมาจากอวัยวะเพศชาย ซึ่งคนแต่ก่อนเชื่อว่าจะบันดาลให้ฝนตกในไม่ช้า เรียกกันสืบมาว่า “เทลงมา เทลงมา” ทำให้พืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์เลี้ยงชีวิตคนในชุมชนได้ตลอดปี

พิธีกรรมอย่างนี้ยังมีสืบเนื่องจนปัจจุบันเพื่อขอฝนในหน้าแล้งเรียกพิธีปั้นเมฆ โดยปั้นดินเหนียวเป็นรูปคน 2 คน สมมุติว่าหญิงชายทำท่าสมสู่กันกลางที่โล่งแจ้งให้คนทั้งชุมชนรู้เห็นพร้อมกันทั่วไป แล้วร่วมกันร้องรำทำเพลงขอฝนด้วยถ้อยคำหยาบๆ เรียกกันว่ากลอนแดงหมายถึงคำคล้องจองเชิงสมสู่เสพสังวาสโจ๋งครึ่ม ที่พาดพิงเรื่องเพศและการร่วมเพศ โดยหญิงมักว่าเพลงชนะชายในกลอนเพลงโต้ตอบ เพราะแม่เพลงจะต่อว่าด่าทอแสดงอำนาจของหญิงที่มีเหนือชายจนพ่อเพลงยอมจำนนแล้วหาทางเลี่ยงไป

เพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายด้วยถ้อยคำโลดโผนสองง่ามสองแง่ แหย่ไปทางเรื่องสมสู่เสพสังวาสด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างยิ่งยวด เช่น เพลงเทพทอง ฯลฯ ก็เป็นอีกแนวหนึ่งของพิธีกรรมขอความมั่งคั่งและมั่นคงให้ชุมชน

“ชื่อ” ของเพลงเทพทองมาจากไหน? เมื่อเทียบชื่อกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ เพลงปรบไก่, เพลงฉ่อย, เพลงพาดควาย ฯลฯ ชื่อเพลงเทพทองฟังแล้วแปลกแยกแตกต่างไปไกล และดูเป็นคำชั้นสูงที่ถูกผูกขึ้นใหม่ แต่ชื่อเดิมว่าอย่างไรไม่พบหลักฐานซึ่งคงสืบค้นไม่พบแล้ว

ส่วนชื่อ “เทพทอง” น่าจะมีความหมายเชิงสังวาส เพราะรับกันกับ “กลอนแดง” ของคำร้องเพลงเทพทองโดยมีตัวเทียบจากชื่ออื่นๆ ได้แก่ พระทอง, เทียนทอง เป็นต้น

พระทองเป็นชื่อเพลงมโหรีกรุงเก่า หมายถึงเจ้าชายรูปงามได้สมสู่เสพสังวาสกับนางนาค (นางนาคเป็นชื่อเพลงมโหรีกรุงเก่าคู่กับเพลงพระทอง) ซึ่งเป็นหญิงพื้นเมือง (สัญลักษณ์บรรพชนคนลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา) เทียนทองเป็นสัญลักษณ์อวัยวะเพศชาย พบในบทมโหรีกรุงเก่าเพลงสรรเสริญพระจันทร์ใช้ในพิธีแต่งงานของชนชั้นนำรัฐอยุธยา

เชื่อกันสืบเนื่องมานานแล้วว่า “เพลงเทพทองมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าเพลงสุโขทัย เป็นเพลงเก่าแก่ที่สุดของไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยราชธานีแห่งแรก” ครั้นต่อมากรมศิลปากรคิดสร้างสรรค์ระบำโบราณคดีจึงมอบหมายครูมนตรี ตราโมท แต่งเพลงระบำสุโขทัย โดยดัดแปลงจากทำนองเพลงเทพทอง แล้วแสดงเผยแพร่ครั้งแรก พ.ศ. 2510 นับแต่นั้นมาชุดข้อมูลเรื่องเพลงเทพทองเป็นเพลงเก่าแก่ที่สุดของไทยมีตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกก็ถูกบรรจุในตำรานาฏศิลป์และดนตรีไทยเดิม แล้วได้รับการถ่ายทอดผ่านการเรียนการสอนตามระบบโรงเรียนทั่วประเทศ

เพลงเทพทองหรือเพลงสุโขทัยตามที่หน่วยงานทางการของไทยเผยแพร่ทั้งหมดนั้น ไม่เคยพบหลักฐานวิชาการสนับสนุนไม่ว่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยา หรือทางศิลปศาสตร์ใดๆ แม้สอบถามครูผู้ใหญ่ทางดนตรีไทยเดิมหลายต่อหลายท่าน (ทั้งก่อนล่วงลับและที่มีชีวิตอยู่) ล้วนได้คำตอบทำนองเดียวกัน คือเชื่อถือสืบต่อกันมาแต่ไม่เคยเห็นหลักฐาน ดังนั้นจึงน่าจะสรุปได้ดังนี้

1.เพลงเทพทองไม่ใช่เพลงเก่าแก่ที่สุดตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่มีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย

2.กรุงสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย แต่สุโขทัยเป็นเมืองศูนย์กลางของรัฐสุโขทัยซึ่งเป็นรัฐขนาดเล็กอยู่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีขึ้นหลังเมืองอื่นๆ หลายเมืองที่อยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เรื่องนี้เป็นที่รู้ทั่วไปในหมู่นักวิชาการที่รู้เท่าทันข้อมูลระดับสากล แต่นักค้นคว้าและครูบาอาจารย์ของระบบการศึกษาอนุรักษนิยมจำนวนหนึ่งซึ่งมีไม่น้อยยังผูกพันข้อมูลเก่าราวศตวรรษที่แล้ว และไม่พร้อมปรับเปลี่ยนตามข้อมูลใหม่

3.“สมัยสุโขทัย” ไม่มีจริง แต่เป็นสิ่งสมมุติขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ตามอำนาจเจ้าอาณานิคมและกระแสการเมืองลัทธิชาตินิยม (ที่แพร่หลายจากโลกตะวันตก)

4.ไม่เคยพบหลักฐานเป็นศิลาจารึก, สมุดข่อย, ใบลาน, ปั๊บสา หรืออื่นๆ ที่บอกว่ามีเพลงเทพทองอยู่ในรัฐสุโขทัย และไม่เคยพบหลักฐานว่าเพลงเทพทองมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าเพลงสุโขทัย ส่วนที่เชื่อกันอย่างนั้นมีเหตุจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อข้อมูลในเอกสารเก่าเมื่อแผ่นดิน ร.5 กรุงรัตนโกสินทร์ ที่บอกเล่าเรื่องการขับร้องเพลงเทพทอง เมื่อพรรณนาว่าร้องถ้อยคำอย่างไรจบแล้วได้บอกเพิ่มเติมว่ายังมีเพลงร้องอีกอย่างหนึ่งเรียกเพลง “โสกกะไท” (ภาษาปากที่กลายคำจากชื่อสุโขทัย) ทำนองคล้ายเพลงเทพทอง มีข้อความจะคัดมาดังนี้

“ร้องเพลงโต้ตอบต่างๆ เรียกว่ากลอนเพลงด้น มีหลายอย่างหลายทำนอง คือเพลงเทพทองนั้น หญิง 1 ชาย 1 ถือพัดใบตาลยืนใช้บท ร้องโต้ตอบคนละท่อน มีลูกคู่รับทุกท่อน และต้องให้ท้ายคำรับสัมผัสกลอนกันทุกที ซ้ำอยู่กลอนเดียวนานๆ จึงเปลี่ยนกลอนอื่น ถ้อยคำที่ร้องนั้นดีน้อยหยาบมาก ร้องอีกอย่าง 1 เรียกโสกกะไท ทำนองก็คล้ายๆ กัน…” [ข้อความต่อจากนั้นบอกเรื่องเพลงปรบไก่และเพลงอื่นๆ ต่อไปอีกยาว ทั้งหมดนี้อยู่ในข้อเขียน “เรื่องขับร้อง” ของกรมหมื่นสถิตยธำรงสวัสดิ์ พิมพ์ในหนังสือ วชิรญาณวิเศษ เล่ม 4 แผ่น 23 วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเมษายน รัตนโกสินทรศก 108 หน้า 265-266. ใน วชิรญาณวิเศษ เล่ม 4/9 แผ่นที่ 1-50 ตุลาคม จ.ศ. 1250-ตุลาคม ร.ศ. 108 (พ.ศ. 2431) จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา พ.ศ. 2558]

จะเห็นว่าข้อความที่คัดมาจากเอกสารเก่าบอกชัดเจนว่าเพลงโสกกะไทเป็นอีกเพลงหนึ่งที่มีทำนองคล้ายเพลงเทพทอง โดยไม่ได้บอกว่าโสกกะไทเป็นอีกชื่อหนึ่งของเพลงเทพทอง ดังนั้นโสกกะไทไม่ใช่อีกชื่อหนึ่งของเพลงเทพทองตามที่เชื่อกันมา

เพลงเทพทองดั้งเดิมมีกำเนิดในชุมชนชาวบ้านตั้งแต่ก่อนมีรัฐอยุธยา ครั้นมีรัฐอยุธยาแล้วเพลงเทพทองเป็นที่นิยมแพร่หลายในกลุ่มคนชั้นนำราชสำนักด้วย จึงพบหลักฐานเก่าสุดในวรรณกรรมราชสำนักอยุธยา ขณะเดียวกันเพลงเทพทองแพร่หลายเข้าสู่ชุมชนบ้านเมืองห่างไกลในภาคกลางตอนบนถึงชุมชนลุ่มน้ำยมเมืองสุโขทัยซึ่งได้ดัดแปลงการละเล่นเข้ากับท้องถิ่น แล้วถูกเรียกชื่อต่างไปตามสะดวกปากคนครั้งนั้นว่า “เพลงโสกกะไท” โดยมิได้หมายถึงเพลงรัฐสุโขทัย

“คนจนมีสิทธิ์ไหมคะ” เป็นเพลงสะท้อนเศรษฐกิจการเมืองของสังคมไทยไม่เสมอภาค และต้องการความเสมอภาคเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...