โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว) ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้น่ารัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 พ.ค. 2567 เวลา 14.09 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2567 เวลา 14.09 น. • กิ้งก่าทอง
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสาวน้อยวัย25ทะลุมิติมาอยู่ในร่างขององค์หญิงองค์เล็ก และองค์เดียวของราชวงศ์ที่ไม่มีใครรู้ถึงการมีอยู่ เพราะมารดาถูกคุมขังไว้ในตำหนักเย็นตั้งแต่ตอนที่ท้องอ่อน ๆ

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องย่อ

ชะพลูหรือ กันสิตา เลิศคุณวงส์ เธอฟื้นขึ้นมาในร่างขององค์หญิงหยางอ้ายฉิง องค์หญิงองค์เล็ก และองค์เดียว แห่งราชวงศ์หยาง แคว้นหยาง ซึ่งเป็นแคว้นขนาดกลาง ไม่มีใครรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์นอกจากฮองเฮาของแคว้น เพราะมารดาถูกขังอยู่ในตำหนักเย็นก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์มีเพียงฮองเฮาที่คอยให้ความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ วันหนึ่งในฤดูหนาวแคว้นหยางเกิดพายุหิมะพัดถล่มเมืองชาวบ้านล้มตายกันเป็นเบือ องค์หญิงน้อยที่ทนอากาศหนาวไม่ไหวก็ล้มป่วยลงเช่นกัน เด็กน้อยต้องนอนซมไปหลายวันก่อนจะฟื้นขึ้นมากลายเป็นคนใหม่ที่สรรหาอะไรมาทำไม่มีหยุด เดี๋ยวก็อยากปลูกผัก เดี๋ยวก็ขอให้มารดาทำอาหารตามสูตรของตน บางวันก็พานางกำนัลผู้ซื่อสัตย์ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวแอบออกไปนอกวังเพื่อหาเงินมาจุนเจือคนในตำหนัก ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอายุเพียงแค่สี่ขวบเท่านั้นเอง ถึงแม้จริง ๆ แล้วจะอายุมากกว่านั้นก็เถอะ

แจ้งวันอัป

นิยายเรื่องนี้จะอัปตามอารมณ์ไรท์นะคะอาจอัปวันเว้นวัน หรือสองวันครั้งแล้วแต่ว่ารี๊ดจะมีฟีดแบ็กกลับมามากน้อยแค่ไหนนะคะ ถ้าฟีดแบ็กดี มีคอมเมนต์เยอะไรท์อาจจะอัปทุกวันก็ได้นะคะ ถ้าอยากอ่านทุกวันขอเมนต์เยอะ ๆ นะคะ ฝากติดตามด้วยนะคะ

องค์หญิงอ้ายฉิง

องค์หญิงน้อยผู้เกิดมาจากความรักของผู้เป็นมารดา มีนามแห่งรักว่า อ้ายฉิง แต่เป็นเพราะมารดาได้กระทำความผิดเนื่องจากหลงมัวเมาอยู่กับลาภยศ และความรักที่ได้รับ จึงทำให้ต้องถูกจองจำเอาไว้ในตำหนักเย็น ถูกผู้คนลืมเลือนถึงการมีอยู่ ต้องอยู่เพียงลำพังกับนางกำนัลคนสนิทนามว่า มี่ฮวาที่ติดตามข้างกายมาตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่บ้านเดิม

ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักเย็นมีเพียงหวังฮองเฮาผู้เป็นเพื่อนสนิทเท่านั้นที่คอยให้การช่วยเหลืออยู่เสมอ แม้ไม่ได้มาบ่อยนัก แต่ก็พอให้คนทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ได้แบบไม่ขัดสนนัก กระทั่งวันหนึ่งอดีตไป๋เต๋อเฟย หรือก็คือไป๋ฮุ่ยเจิน ได้พบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์อยู่ โชคดีที่ได้หวังฮองเฮาคอยเป็นธุระจัดหาหมอจากนอกวังมาตรวจให้ อีกทั้งยังคอยช่วยเป็นธุระหาหมอตำแยมาคอยดูแลจนกระทั่งคลอดให้อีกด้วย

เมื่อครั้งแรกเกิด องค์หญิงน้อยอ้ายฉิงเกิดมาพร้อมกับฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ทั่วทั้งเมืองต่างแข่งกันเบ่งบานส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ และนับเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่หลังจากถือกำเนิด องค์หญิงน้อยก็มีกลิ่นกายที่หอมเสียจนผู้คนหลงใหล กลิ่นกายของนางหอมดังกลิ่นของดอกหมู่ตานที่แข่งกันผลิบานอยู่ภายนอกตำหนักเย็นนั่น

ครั้นเด็กน้อยถือกำเนิดแล้วหวังฮองเฮาก็คิดว่าควรจะต้องบอกให้ฝ่าบาทได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของบุตรสาวเพียงคนเดียวของราชวงศ์หยาง แต่ไป๋ฮุ่ยเจินผู้เป็นมารดากลับไม่ยินยอม เพราะนับตั้งแต่ถูกผู้เป็นสวามีสั่งจองจำที่ตำหนักเย็นไม่มาเหลียวแลแล้ว นางก็ไม่คิดที่จะให้บุตรสาวของตนต้องออกไปพบเจอกับเรื่องราวของวังหลังที่แสนโสมมเช่นที่นางเคยพบเจอเป็นอันขาด

องค์หญิงน้อยอ้ายฉิงถูกเลี้ยงดูโดยมารดา และพระพี่เลี้ยงมี่ฮวา นอกจากนี้ยังมีเสด็จป้าฮองเฮาแวะมาเยี่ยมเยียนบ้างเป็นครั้งคราว กระทั่งทารกน้อยในวันวานเติบโตขึ้นเป็นเด็กน้อยวัยสี่หนาว ผู้เป็นที่รักของมารดา และคนรอบข้าง โดยเฉพาะหวังฮองเฮาที่มีเพียงบุตรชายจึงทั้งรักทั้งหลงองค์หญิงอ้ายฉิงเป็นอย่างมาก หากพบเจออะไรที่ดี และสวยงามก็จะนึกถึงนางเป็นคนแรก และมักจะแอบเอาของขวัญล้ำค่ามาให้นางเสมอ

วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาวของปีเกิดพายุหิมะพัดถล่มแคว้นหยาง ผู้คนต่างเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ชาวบ้านตาดำ ๆ ทนอากาศหนาวไม่ไหวต่างพากันล้มตายทีละคนสองคน องค์หญิงน้อยในตำหนักเย็นอันรกร้างเองก็เช่นกัน เป็นเพราะยังเด็กทนอากาศหนาวเย็นไม่ไหว ตำหนักเย็นก็ผุพังทำให้บังลมหนาวได้ไม่ค่อยดี เด็กน้อยจึงล้มป่วยนอนหลับไม่ได้สติไปหลายวันทำเอาผู้เป็นมารดาร้อนใจไปหมด

“ทำอย่างไรดีมี่ฮวา เหตุใดอ้ายเอ๋อร์จึงตัวร้อนเป็นไฟเช่นนี้เล่า นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วไยลูกข้าจึงมิดีขึ้นเลย” ไป๋ฮุ่ยเจินผู้เป็นมารดาพูดขึ้นด้วยความร้อนใจ เมื่อเห็นว่าบุตรสาวป่วยหนักมาหลายวันแล้ว จะออกไปตามหมอ พายุหิมะก็ปิดกั้นเส้นทางไว้หมด ทำให้ไปไหนไม่ได้ จึงทำได้เพียงต้มยาที่มีให้บุตรสาวกินประทังชีวิตไปก่อนเท่านั้น

“องค์หญิงน้อยเป็นผู้มีบุญสูง ป่วยหนักครานี้ต่อไปในภายภาคหน้าจักต้องมีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นแน่นอนเพคะพระสนม” มี่ฮวานางกำนัลคนสนิทกล่าวในแง่ดี เพื่อมิให้ผู้เป็นนายต้องคิดมาก และทุกข์ใจไปมากกว่านี้ แม้ในใจของนางเองจะรู้สึกหวาดกลัวด้วยก็ตาม

“ข้าบอกไปแล้ว มิให้เรียกข้าว่า พระสนมอีก ให้เรียกข้าว่าคุณหนูเช่นเดิมเจ้าลืมไปแล้วรึมี่ฮวา” ผู้เป็นนายหันมาเอ็ดบ่าวของตนเมื่อนางเผลอเรียกตนด้วยสรรพนามที่ไม่ชอบอีกแล้ว

“บ่าวขออภัยเพคะ เอ่อ เจ้าค่ะคุณหนู” มี่ฮวารีบเปลี่ยนคำทันทีที่เห็นสายตาไม่พอใจของผู้เป็นนาย

“อ้ายเอ๋อร์ลูกแม่ รีบตื่นขึ้นมาพูดเจื้อยแจ้วให้แม่ฟังเถิดนะลูกรัก แม่คิดถึงเสียงของเจ้าเหลือเกินยอดรักของแม่” ไป๋ฮุ่ยเจินจับมือเล็กของบุตรสาวขึ้นมาแนบแก้มตนพร้อมร้องไห้น้ำตารินไหลดูแล้วช่างน่าสงสารนัก บุตรสาวของนางหลับใหลไม่ได้สติมาหลายวันจะให้นางไม่รู้สึกอะไรเลยได้อย่างไรกัน

- กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 25xx -

ทางด้านหนูน้อยอ้ายฉิงตั้งแต่วันแรกที่หลับใหลไม่ได้สติเพราะพิษไข้ วิญญาณของหนูน้อยก็หลุดออกจากร่าง ก่อนจะล่องลอยไปยังที่ที่ไกลแสนไกล ดวงวิญญาณของหนูน้อยอ้ายฉิงล่องลอยมาติดอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งนามว่า ชะพลูหรือ กันสิตา เลิศคุณวงศ์ เธอเป็นพนักงานตัวเล็ก ๆ ในบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

หนูน้อยอ้ายฉิงได้แต่ลอยตามหญิงสาวไปยังที่ต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมพอจะคุยด้วยก็คุยไม่ได้ เพราะไม่มีใครมองเห็นนางเลยจึงได้แต่ลอยตามชะพลูไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ชีวิตชะพลูเองก็น่าเบื่อมากเช่นกัน ตื่นเช้ามาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน พอเลิกงานกลับบ้านก็เอาแต่นั่งอ่านหนังสือ หรือบางทีก็จ้องมองผู้คนที่อยู่ในจอสี่เหลี่ยมได้ทุกวัน

อ้ายฉิงไม่รู้ว่ามันคือหนังสืออะไรแต่หน้าปกงดงามมาก ซ้ำชะพลูยังทำตัวเหมือนคนเสียสติทุกครั้งที่อ่านหนังสือเหล่านั้น บางครั้งก็หัวเราะ บางครั้งก็ร้องไห้เหมือนคนบ้าที่พี่มี่ฮวาเคยเล่าให้ฟัง

องค์หญิงน้อยตามติดชีวิตชะพลูอยู่หลายวันกระทั่งวันหนึ่งหญิงสาวได้มีการนัดแนะกับเพื่อนไปสังสรรค์ข้างนอก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอทำอย่างอื่นนอกจากทำงาน และอ่านหนังสือ ทำเอาองค์หญิงน้อยตื่นเต้นมากที่จะได้ไปที่อื่นบ้างนอกจากที่บ้านกับที่ทำงานของหญิงสาว

วันนี้ชะพลูมีนัด กับเพื่อนที่ผับดังย่านสาทร นาน ๆ ทีจะได้ออกมาเจอเพื่อน ๆ ทำเอาเธอจัดหนักแบบไม่กลัวร่างพังกันเลยทีเดียว

“ไงมึงอีพลูกว่าจะเสด็จมาได้นะมึงมัวทำอะไรอยู่วะ” พัดโบกเพื่อนชายหัวใจหญิงของหญิงสาวทักขึ้นทันทีที่เพื่อนมาถึง เพราะนัดกันสองทุ่มนางมาถึงสามทุ่มไม่เรียกลีลาจะเรียกว่าอะไรดี

“โธ่เพื่อน ก็คนมันเลิกงานช้านี่จ้ะ พอเลิกงานปุ๊บเพื่อนก็รีบแต่งสวยมาเลยนะเนี่ย” ชะพลูรีบแก้ต่างให้ตัวเองทันที ถึงแม้ว่าความจริงเธอจะมัวแต่อ่านนิยายตอนใหม่ที่ไรท์พึ่งอัปเสร็จก็เถอะ

“พอจ้ะพอเลิกเถียงกันได้แล้วจ้า อีพลูเอาอะไรดีวันนี้” ใบตองเพื่อนสนิทอีกคนถามขึ้นเพื่อหยุดการถกเถียงระหว่างสองสาว

“จัดมาเลยแรง ๆ เพื่อน พรุ่งนี้วันหยุดกู เต็มที่โว๊ยยยย!” ชะพลูว่า ก่อนจะยื่นมือไปรับเครื่องดื่มที่เพื่อนยื่นให้ขึ้นมากระดกประหนึ่งไม่ได้ดื่มน้ำมาเป็นปี ๆ แล้ว

“จัดไปเลยเพื่อน!”

แสง สี เสียง ที่ได้เห็นเรียกความสนใจขององค์หญิงน้อยผู้อยู่แต่ในตำหนักเย็นได้เป็นอย่างดี เธอรู้สึกตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เห็นเต็มไปหมด ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามันคืออะไรก็ตาม

หนูน้อยลอยวนรอบ ๆ ตัวชะพลูด้วยความสนใจใคร่รู้ไปหมด พี่ชะพลูดื่มน้ำอะไรกันไยจึงดูน่าอร่อยเยี่ยงนี้ดื่มไปก็หัวเราะ เอิ้กอ๊ากประหนึ่งคนบ้าที่เคยได้ยินมาไม่หยุด เฮ้อ ช่างน่าเวทนานัก

งานเลี้ยงสังสรรค์ระหว่างหมู่เพื่อนยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ทุกคนต่างพากันเมามายไม่มีชิ้นดี ต่างฝ่ายต่างจัดหนักจัดเต็มชนิดที่ไม่มีใครห้ามใครเลยสักคน ทำเอาองค์หญิงน้อยได้แต่มองด้วยความปลงตก อยากบอกกล่าวกับพี่สาวนักว่ากิริยาการเต้นแร้งเต้นกาอย่างนั้นไม่ใช่สิ่งที่สตรีพึงทำกัน หากท่านแม่มาเห็นท่าทางเช่นนี้เข้าคงต้องโดนอบรมกันยกใหญ่

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราในที่สุดก็ถึงเวลาที่ทุกคนต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง เพราะนี่ก็เกือบจะเช้าอยู่แล้ว พวกเขาดื่มกันเกือบทั้งคืนจนต้องเรียกรถกลับกันเอง เพราะเมามายจนเดินแทบไม่ตรงทาง เรียกได้ว่า เมาอย่างหมากันเลยทีเดียว

หลังจากรถที่เธอเรียกมาแล้วชะพลูก็เดินขึ้นไปนั่งบนรถเตรียมตัวกลับบ้าน กระทั่งรถออกมาได้สักพักในขณะที่กำลังผ่านสะพานแห่งหนึ่ง เธอก็ดันตาดีเหลือบไปเห็นคนกำลังจะกระโดดสะพานเข้าพอดี ฉับพลันเลือดคนดีที่อยู่ในร่างก็เต้นเร่า ๆ ให้ลงไปช่วยเขาเดี๋ยวนี้!

“พี่!จอด!!” ชะพลูตะโกนบอกให้คนขับจอดรถเสียงดัง ด้วยความตกใจเสียงตะโกนของเธอเขาจึงจอดรถทันที

ไม่ทันฟังเสียงร้องเรียกของคนขับรถ ชะพลูก็วิ่งไปยังคนที่กำลังจะกระโดดสะพานอย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึงยังไม่ทันได้เริ่มเอ่ยปาก
เกลี้ยกล่อม ผู้หญิงคนนั้นก็ทิ้งตัวลงจากบนสะพานไปแล้ว ชะพลูที่เลือดคนดีมันวิ่งพล่านก็รีบวิ่งเข้าไปพยายามจะช่วยผู้หญิงคนนั้นให้ได้ แต่ด้วยความเมาหรือ อะไรก็แล้วแต่ทำให้เธอทรงตัวไม่อยู่ร่างทั้งร่างจึงร่วงลงไปในแม่น้ำตามผู้หญิงคนนั้นไปติด ๆ

‘ตู้ม!!’

-TBC-

ขอบคุณค่ะ

กิ้งก่าทอง

เกิดใหม่

“อ้ายเอ๋อร์…” เสียงแผ่วเบาลอยเข้ามากระทบโสตประสาทของชะพลูทำให้เธอรู้สึกกรำคาญเล็กน้อยกับเสียงที่ได้ยิน

“อื้อ!” ชะพลูที่กำลังนอนหลับอย่างสบายใจอยู่ส่งเสียงประท้วงต่อสิ่งรบกวนที่เกิดขึ้นข้างแก้มตนอย่างขัดใจ

“อ้ายเอ๋อร์…” แรงสะกิดที่แขนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กตรงหน้าพลิกตัวไปมาแต่ไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นเสียที

“ขออีกห้านาทีค่ะแม่~” เสียงเล็กยังคงเอ่ยต่อ ชะพลูที่คิดว่าแม่มาปลุกก็พลิกตัวไปมาอย่างหงุดหงิด เพราะก่อนไปเที่ยวเธอก็บอกแม่แล้วว่า จะตื่นสายไม่ต้องมาปลุก เพราะวันนี้เป็นวันหยุดของเธอ แต่แม่ก็ยังมาปลุกเธออยู่ได้

ทางด้านคนที่เข้ามาปลุกเด็กน้อยก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่บุตรสาวของตนเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เด็กน้อยเอาแต่นอนซมด้วยพิษไข้แท้ ๆ ถึงแม้จะไม่เข้าใจความหมายที่ลูกสาวตัวน้อยพูดก็ตาม แต่นี่ก็นับเป็นลางดีแล้ว บุตรสาวของนางกำลังจะฟื้นขึ้นมาแล้ว

“อ้ายเอ๋อร์ ตื่นเถิดหนาลูกสาวแม่ แม่คิดถึงเสียงเล็ก ๆ อันเจื้อยแจ้วของเจ้าเหลือเกิน…”

หืม อ้ายเอ๋อร์เหรอ ชะพลูที่เริ่มมีสติแล้วก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางงง ๆ ทันที เธอนึกว่ามันคือความฝัน เธอนึกว่าที่ปวดหัวปวดเนื้อปวดตัวเป็นเพราะว่า เธอยังมีอาการเมาค้างอยู่ เธอหันมองไปรอบ ๆ ห้อง ก่อนจะพบเข้ากับสาวสวยคนหนึ่งที่อายุไม่น่าเกินยี่สิบปี กำลังยืนมองเธอด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุขแต่นัยน์ตากลับมีหยาดน้ำรื้นอยู่ ม…ไม่ใช่ฝัน

ย้อนกลับไปหลังจากที่เธอพลัดตกลงไปในแม่น้ำ ชะพลูพยายามตะเกียกตะกายเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด เธอว่ายน้ำเป็นนะ แต่ว่ายเป็นในน้ำตื้น ถ้าเจอน้ำลึกเมื่อไหร่เธอจะกลายเป็นคนว่ายน้ำไม่เป็นทันที แล้วยิ่งตอนนี้เธอมีอาการเมาอย่างหนัก ทำให้ตั้งสติไม่ได้เหมือนยามปกติ เรี่ยวแรงที่เคยมีก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงเรื่อย ๆ ร่างค่อย ๆ จมลงไปในความมืดมิดของแม่น้ำอย่างช้า ๆ สายน้ำอันเย็นยะเยือกค่อย ๆ ดึงรั้งหญิงสาวลงไปใต้แม่น้ำ ร่างที่เคยตะเกียกตะกายก็หยุดชะงัก ลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ค่อย ๆ หยุดลง ก่อนที่ร่างบางจะกระตุกเบา ๆ พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่ปลิดปลิวหายไป กับความคิดที่ว่า ไม่น่าอยากเป็นคนดีเลยกู ฮือ ๆ พลูขอโทษที่ต้องไปก่อน พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วงพลูนะ พลูจะไปให้สบายเหมือนที่คนเขาชอบพูดกัน ลาก่อน…

“เฮือก” ชะพลูสูดหายใจเข้าออกอย่างแรง เพราะเมื่อครู่เธอไม่สามารถหายใจได้เลย ยิ่งหายใจก็ยิ่งสำลักน้ำ ทำให้ตอนนี้เธอทำได้เพียงพยายามหายใจเข้าปอดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“พี่สาว…” อยู่ ๆ ชะพลูก็ได้ยินเสียงเรียกดังอยู่ข้าง ๆ หู ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เฮ้ย! เราตายแล้วนี่หว่า

ชะพลูค่อย ๆ หันมองต้นเสียงก่อนจะเจอเข้ากับดวงตาใสแป๋วของเด็กน้อยแก้มกลมหน้าตาน่ารักกำลังยืนมองเธอพร้อมรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า

“เอ่อ หนูคือ…” ชะพลูถามขึ้นอย่างสงสัย “ยมทูตเหรอ! เออใช่เราตายไปแล้วนี่หว่า โธ่เอ๊ย แฟนก็ยังไม่เคยมีกับเขาสักคน เวอร์จิ้นก็ยังไม่ถูกทำลาย นี่ฉันตายแล้วเหรอเนี่ย ฮือ ๆ ” ชะพลูไม่ได้สนใจเด็กน้อยตรงหน้าอีก เธอเอาแต่ร้องไห้เสียใจกับชีวิตที่น่าสงสารของตัวเอง เกิดมาตั้งยี่สิบห้าปี แฟนสักคนก็ยังไม่เคยมี นึกว่าตายแล้วจะได้ไปเกิดใหม่ต่างโลกแบบในนิยายไหงกลายเป็นงี้ไปได้ ฮือ ๆ

“เอ่อ…พี่สาวข้าไม่…” อ้ายฉิงพยายามจะอธิบายว่าตนไม่ใช่ยมทูต ข้าเป็นแค่เด็กน้อยน่ารักคนหนึ่งเองนะ ทำไมถึงคิดว่าข้าเป็นยมทูตไปได้ล่ะ

“เฮ้อ เลิกคร่ำครวญเสียทีแม่นาง แม่หนูอ้ายฉิงนางมิใช่ยมทูต เจ้าเห็นยมโลกเป็นอย่างไร จึงคิดว่าเราจะใช้แรงงานเด็กได้ลงคอ” อยู่ ๆ ก็มีเสียงของชายชราดังขึ้นใกล้ ๆ ชะพลูค่อย ๆ เช็ดน้ำตา เธอมองตรงขึ้นไปตามต้นเสียง ก่อนจะพบเข้ากับชายชราคนหนึ่งในชุดจีนโบราณกำลังยืนถือพัดโบกไปมาอยู่ตรงหน้าของเธออยู่

“ข้ามีนามว่าอวี่ไป๋ ข้าเป็นเทพเซียนอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า” เทพอวี่ไป๋ที่เห็นหญิงสาวตรงหน้ามองมาด้วยท่าทางสงสัยจึงเอ่ยปากอธิบาย

“เทพอวี่ไป๋…” ชะพลูครุ่นคิดว่า ทำไมเทพจีนถึงมาปรากฏตัวตรงหน้าเธอได้ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงจะพูดจีนได้ เพราะไปเรียนมาก็เถอะ แต่ก็ไม่น่าใช่เหตุผลในการมาของเทพตรงหน้าได้ หรือว่า…

“นี่…หนูกำลังจะได้ไปเกิดใหม่ในโลกจีนโบราณเหรอคะ!” ชะพลูถามขึ้นด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดี

“ใช่ เหตุใดเจ้าจึงดูไม่ตกใจเลย ซ้ำยังดูดีใจเสียอีกที่จะได้ไปเกิดใหม่” เทพชราถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“ก็หนูอ่านนิยายมา โอ๊ย! หนูภาวนาทุกวันเลยนะคะท่านว่า อยากไปเกิดใหม่แบบในนิยาย โอ๊ยความฝันเป็นจริงแล้วโว๊ย ว่าแต่…หนูจะได้ไปเกิดเป็นใครคะ ชาวนาบ้านป่ากลางหุบเขา หรือว่าหญิงสูงศักดิ์ในตระกูลขุนนาง” ชะพลูถามอย่างตื่นเต้น ความฝันของเธอกำลังจะเป็นจริงแล้ว

“เอ่อ…เจ้าจะได้ไปเกิดในร่างขององค์หญิงอ้ายฉิง องค์หญิงเพียงพระองค์เดียวในราชวงศ์หยาง” ชายชราตอบอย่างไม่ปิดบัง

“โอ้โห! วาสนาหนูมันดีขนาดนี้เลยเหรอคะ แม่เจ้า คนอื่นได้เกิดใหม่ไปเป็นชาวนาผู้แร้นแค้นต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ เราได้เกิดใหม่ไปเป็นเจ้าหญิง ไม่เสียแรงที่ทำบุญทำทานรักษาพรหมจรรย์มาตลอดชีวิต (ความจริงคือไม่มีใครเอา) สัมฤทธิผลแล้วสินะ” ชะพลูโห่ร้องด้วยความดีใจ

“เอาล่ะ เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง” ชายชราที่เห็นว่าหญิงสาวดูจะยอมรับอะไรได้ง่าย ๆ ก็มีความคิดที่จะรีบส่งนางไปเกิดเสียที ก่อนที่นางจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ เพราะถ้านางฉุกคิดถึงเหตุผลที่ตนต้องได้ไปเกิดใหม่แล้วมันจะแย่เอา

ความจริงแล้วชะพลูควรจะได้ไปเกิดเป็นองค์หญิงอ้ายฉิงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่เพราะความผิดพลาดบางประการของตำหนักสวรรค์ ทำให้นางต้องไปเกิดเป็นชะพลูในโลกนั้น แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่นางจะต้องกลับไปเป็นตัวเองแล้ว ส่วนหนูอ้ายฉิงที่เป็นเด็กน้อยแท้จริงแล้วก็คือดวงวิญญาณอีกเสี้ยวหนึ่งของชะพลูนั่นเอง หากว่าดวงวิญญาณทั้งสองไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน องค์หญิงอ้ายฉิงก็ต้องสิ้นชีพตั้งแต่เด็ก ซึ่งนั่นนับว่าไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง

“พร้อมค่ะ แต่เดี๋ยวก่อน! ท่านเทพมีของวิเศษอะไรให้หนูไหมคะ” ชะพลูถามขึ้นอย่างมีความหวัง ไหน ๆ ก็จะได้ไปเกิดใหม่แล้วเธอก็ควรได้อะไรติดไม้ติดมือไปสักหน่อย

“มีสิ นี่คือมิติวิเศษของเจ้ามีไว้เพื่อเก็บของเท่านั้น มันจะอยู่ในรูปลักษณ์ของปานรูปดอกหมู่ตานตรงข้อมือของเจ้า” ชายชราว่าพร้อมปัดมือผ่านร่างบางหนึ่งครั้ง ก่อนจะเกิดปานรูปดอกหมู่ตานบนข้อมือเล็กดูงดงามเป็นอย่างมาก เอาจริงเขาผู้เป็นเทพมีฤทธิ์มากก็เตรียมของวิเศษไว้ให้เธอแล้วเรียบร้อย เพียงแต่ไม่ได้เวอร์วังเหมือนในนิยายที่เธออ่านก็เพียงเท่านั้นเอง

“อ่อ และปานนี่จะมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่มองเห็นมัน เอาล่ะไปได้แล้วตอนนี้มารดาของเจ้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่แล้ว” พูดจบก็พลันมีแสงสว่างจ้าเกิดขึ้น ก่อนที่ชะพลูจะรู้สึกเหมือนถูกดูดวิญญาณเข้าหาร่างของเด็กน้อยที่เห็นก่อนหน้า วิญญาณสองดวงค่อย ๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งก่อนจะลอยกลับเข้าสู่ร่างเจ้าของไปในทันที

ไป๋ฮุ่ยเจินได้แต่นั่งมองบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะตั้งแต่ฟื้นขึ้นมานางก็เอาแต่นั่งเหม่ออยู่บนตั่งเตียงมากว่าหนึ่งเค่อแล้วไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวไปไหนเลย

“อ้ายเอ๋อร์…” นางร้องเรียกบุตรสาวอีกครั้ง

“อ้ายเอ๋อร์!!” ครั้งนี้นางตะโกนเรียกให้ดังกว่าเดิมเพื่อเรียกสติของบุตรสาวให้กลับคืนมา

“ฮะ! เอ่อ…”

-TBC-

ขอบคุณค่ะ

กิ้งก่าทอง

4ขวบอีกครั้ง

“เอ่อท่านแม่…” ชะพลู หรือตอนนี้ก็คืออ้ายฉิงเรียกท่านแม่ของตนเสียงแผ่ว เป็นเพราะอยู่กันเพียงสามคน มารดาของนางจึงให้นางเรียกตนว่าท่านแม่เท่านั้นไม่จำเป็นต้องเรียกเสด็จแม่ เพราะตอนนี้ตนมิใช่พระสนมของฮ่องเต้อีกต่อไปแล้ว

อีกทั้งตอนนี้ความทรงจำของของนางกับอ้ายฉิงก็หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเรียบร้อยแล้วด้วย ทำให้นางรู้ทุกอย่างที่อ้ายฉิงรู้ และอีกอย่างที่นางรู้ก็คือบนโลกใบใหม่ใบนี้ไม่เหมือนกับยุคโบราณของโลกเก่าที่นางจากมา มันคือโลกอีกใบที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย

“อ้ายเอ๋อร์ลูกรักของแม่เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าหลับไปเสียนานรู้ไหมแม่ใจคอไม่ดีเลยลูกรัก” ไป๋ฮุ่ยเจินกล่าว พร้อมลูบแก้มบุตรสาวที่ตอนนี้ซูบตอบลงอย่างเห็นได้ชัดอย่างแผ่วเบา

“อ้ายหิวเจ้าค่ะท่านแม่” อ้ายฉิงว่า พร้อมลูบท้องน้อย ๆ ของตนเบา ๆ ด้วยท่าทางน่าสงสาร หนูหิวจริง ๆ นะจ๊ะแม่จ๋ารีบหาอะไรให้หนูกินเถอะ

“งั้นรอเดี๋ยวนะลูก แม่จะรีบไปหาอะไรมาให้กิน จะได้กินยาที่มี่ฮวาต้มเอาไว้ด้วย” พูดจบนางก็รีบลุกออกไปทันที ไม่ได้สนใจกับท่าทางของเด็กน้อยที่หันมองรอบ ๆ อย่างสนอกสนใจเลยสักนิด

“ท่านเทพนะท่านเทพ บอกก็ไม่หมดว่า ให้มาเป็นองค์หญิงที่ถูกทอดทิ้งไว้ในตำหนักเย็น เฮ้อ ถ้ารู้งี้จะขอของวิเศษเพิ่มสักหน่อย เอ๊ะ…จริงสิ ของวิเศษ” เด็กน้อยมองไปรอบ ๆ ตำหนักเย็นที่ค่อนข้างเก่า ดูทรุดโทรม แต่เมื่อคิดได้ว่าตนยังมีมิติวิเศษที่ท่านเทพชรามอบไว้ให้ด้วยหนึ่งอย่างนางก็รีบยกข้อมือเล็กของตนขึ้นมาดูทันที ก่อนจะพบเข้ากับปานรูปดอกหมู่ตานตรงข้อมือขวา

“เอ่อ แล้วใช้ยังไง โอ๊ยอีพลูนะอีพลู ทำไมไม่รู้จักถามให้ดีถึงวิธีใช้ก่อนวะเนี่ย ทำไงล่ะทีนี้” อ้ายฉิงได้แต่จิกทึ้งหัวเล็กของตนอย่างคิดไม่ตก

“เอ๊ะ หรือว่าต้องทำแบบในนิยาย” คิดได้ดังนั้นผู้ใหญ่ในร่างเด็กก็ลองหยิบของข้างเตียงขึ้นมา ก่อนจะลองนึกให้มันหายไป ก่อนที่ของชิ้นนั้นจะหายไปจริง ๆ พอลองแบมือออกมานึกให้ของกลับมาของก็กลับมาจริง ๆ

“เอ๊าทำไมตัวเราเข้าไม่ไปในมิติไม่ได้เหมือนกับในนิยายล่ะ” อ้ายฉิงได้แต่คิดอย่างเสียดาย เมื่อนางลองคิดให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในมิติแต่กลับไม่สามารถเข้าไปได้ดังใจนึก

นางเอกนิยายเรื่องอื่นได้มิติที่มีสมุนไพรราคาแพงมากมายอยู่ข้างใน แถมยังสามารถเข้าไปข้างในได้ด้วยซ้ำ บางคนขนห้างจากยุคปัจจุบันมาได้ทั้งห้าง ทำไมเราได้แค่มิติเปล่า ๆ กันล่ะ อ้ายฉิงได้แต่คิดอย่างน้อยใจ

“เป็นอะไรไปรึอ้ายเอ๋อร์ลูกแม่ เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้นเล่า” ไป๋ฮุ่ยเจินที่เดินถือถ้วยโจ๊กมาให้บุตรสาว ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง เพราะใบหน้าน้อย ๆ นั่นกำลังขมวดมุ่นเหมือนกำลังคิดหนักอะไรบางอย่าง ทั้งที่ในใจก็แอบขำกับท่าทางแก่แดดของบุตรสาวอยู่ไม่น้อย

“เปล่าเจ้าค่ะท่านแม่ อ้ายเพียงหิวมาก นั่นอาหารของอ้ายใช่หรือไม่เจ้าคะ” อ้ายฉิงเปลี่ยนเรื่องพร้อมบุ้ยหน้าเล็ก ๆ ไปยังถ้วยโจ๊กในมือของผู้เป็นมารดาแทน

“ใช่แล้วลูกรัก มาเดี๋ยวแม่ป้อน” พูดจบนางก็ค่อย ๆตักโจ๊กป้อนบุตรสาวทีละคำทีละคำจนหมดถ้วยด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นว่าตอนนี้คิ้วน้อย ๆ ของบุตรสาวกำลังขมวดมุ่นดูน่าขันนักเชียว

จืด จืดสุด ๆ ไปเลย โอ๊ยขืนต้องกินอย่างนี้ทุกมื้อน้องอ้ายฉิงคนงามต้องกลายเป็นไม้เสียบผีแน่ ไม่ได้เราจะยอมทนกินอาหารรสชาติแย่ ๆ แบบนี้ต่อไปไม่ได้ ในเมื่อของอร่อย ๆ เราก็ทำเป็น ฮึ! อ้ายฉิงคนใหม่จะไม่ทน!

คิดได้ดังนั้นเด็กน้อยวัยสี่หนาวก็ตั้งท่าเตรียมปีนลงจากเตียงเพื่อไปดูว่าในครัวมีอะไรให้พอทำกินได้บ้าง

“จะไปไหนกันเด็กคนนี้ กินยาก่อนสิลูก มี่ฮวาเอายามาให้แล้ว รีบดื่มซะให้หมดจะได้หายป่วยไว ๆ ” พูดจบผู้เป็นมารดาก็ยื่นมือไปรับถ้วยยาจากนางกำนัลของตนก่อนจะใช้ช้อนตักยื่นไปยังปากเล็กของบุตรสาวตัวน้อย

อื้อหือแค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าไม่อร่อยแน่ ๆ ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ปากน้อย ๆ ก็ยังคงอ้าออกเพื่อกินยาที่มารดาป้อนให้อยู่ดี

“แหวะ ขม” เด็กน้อยเบ้ปากหลังกลืนยาคำแรกข้าไปแล้วพบว่าขมสุด ๆ ไปเลย กลิ่นก็เหม็นเขียวสุด ๆ

“ทนหน่อยนะลูกรัก ยิ่งขมก็ยิ่งเป็นยาดีมิใช่หรือ เอ้า อ้าปากเร็วเข้า” สาวงามผู้เป็นมารดาเอ่ยปลอบบุตรสาวเสียงหวานพร้อมตักยาคำต่อไปมาจ่อปากเล็กที่ตอนนี้กำลังปิดสนิทพร้อมน้ำตาที่รื้นออกมาเล็กน้อยทำให้ดูน่าสงสารเหมือนเด็กถูกแย่งของเล่นมิมีผิด

“ไม่กินแล้วไม่ได้หรือ…อึก” เด็กน้อยที่กำลังเอ่ยปากขอร้องมารดากลับต้องเบ้หน้าชุดใหญ่ เพราะมารดาเล่นจับช้อนยัดปากเล็ก ก่อนที่นางจะได้พูดจบเสียด้วยซ้ำ

“รีบกินเถอะ ประเดี๋ยวแม่จะให้มี่ฮวาเอาก้อนน้ำตาลมาให้” ไม่ทันได้ให้บุตรสาวเอ่ยอะไรต่อนางก็จัดการป้อนยาทั้งหมดเข้าปากเด็กน้อยไปทันที

อ้ายฉิงเองก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนกินยาขมปี๋ทั้งน้ำตานองหน้า อุตส่าห์จะงัดสกิลการออดอ้อนมาใช้อ้อนมารดาเพื่อจะได้ไม่ต้องกินยาสักหน่อย

แต่มารดาเหมือนรู้ทันไม่ปล่อยให้นางพูดอะไรเลย ในขณะที่ลิ้นน้อย ๆ กำลังแลบออกมาเพื่อระบายความขมที่ติดอยู่ปลายลิ้นก็พลันรู้สึกได้ถึงความหวานที่แล่นไปทั่วปากอย่างไม่ทันตั้งตัว

เป็นมี่ฮวาที่เห็นท่าทางของคุณหนูของตนแล้วรู้สึกสงสารจึงรีบยัดก้อนน้ำตาลที่เตรียมไว้เข้าปากนางทันทีเพื่อให้รสหวานของน้ำตาลกลบรสขมของยาให้หมด

“กินยาเสร็จแล้วก็นอนต่ออีกหน่อยเถอะ ตอนนี้แม้พายุหิมะพัดผ่านไปแล้ว แต่อากาศยังคงหนาวเย็นอยู่มาก นอนพักเสียหน่อย หากดีขึ้นแล้วแม่จึงจะอนุญาตให้ไปวิ่งเล่นกับมี่ฮวาได้” ไป๋ฮุ่ยเจินกล่าว ก่อนจะดันร่างของบุตรสาวให้ล้มตัวลงนอนบนเตียงดังเดิม จากนั้นก็ห่มผ้าให้นางเสียแทบมิดหัว เพื่อให้บุตรสาวได้นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่

ฝ่ายอ้ายฉิงเองก็ไม่สามารถคัดค้านอะไรได้ เพราะหลังจากกินยาต้มเสร็จแล้วนางก็รู้สึกง่วงนอนเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจปิดเปลือกตาลงนอนหลับไปในที่สุด

เป็นเด็กนี่ก็ยากจริง ๆ กะจะทำตัวให้เหมือนนางเอกนิยายเรื่องอื่นสักหน่อยที่ตื่นขึ้นมาแล้วต้องคิดแผนการเอาตัวรอดงก ๆ ต้องทำอาหารอร่อย ๆ ให้ตัวเองกับท่านแม่ได้กิน แต่นี่อะไรแค่คิดได้นิดเดียว ขาเล็กยังไม่ทันได้ก้าวลงจากเตียงก็ต้องล้มตัวกลับลงไปนอนใหม่เสียแล้ว

ชีวิตใหม่ในร่างใหม่ดูเหมือนจะสบายกว่าที่คิด หิมะยังคงตกอยู่อย่างนี้คงจะยังปลูกผักไม่ได้หรอก หรือว่าเราจะอยู่เฉย ๆ ทำตัวเป็นคุณนาย ไม่สิเราเป็นองค์หญิงเลยนะ เราก็แค่อยู่เฉย ๆ คอยชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว เรื่องปลูกผักก็แค่เอ่ยปากบอกให้พี่มี่ฮวาปลูกให้ก็จบ ไม่ต้องไปลงแรงเองให้เหนื่อย

ส่วนเราก็แค่นั่งทำสวยไปวัน ๆ โฮะ ๆ ดูสิขนาดท่านแม่ยังงดงามขนาดนี้ แล้วเราจะไปเหลือเร้อ เกิดเป็นคนสวยจะลำบากไหมน้อจะกลายเป็นสาวงามล่มเมืองแบบในนิยายเรื่องอื่นรึเปล่านะ อุ้ยแค่คิดก็มีความสุขแล้ว

ในความฝันของอ้ายฉิงตอนนี้รอบตัวของนางเต็มไปด้วยข้าทาสบริวารมากมายคอยปรนนิบัตร อยากกินอะไรก็มีคนคอยทำให้กิน อยากได้อะไรก็มีคนคอยหามาให้ ไม่จำเป็นต้องตามจีบผู้ชายให้เหนื่อย เพราะตอนนี้มีผู้ชายมาต่อคิวจีบเธอกันเป็นขบวน ว้าว~ ความส๊วยนะน้องนะ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวขององค์หญิงนามว่า อ้ายฉิง องค์หญิงผู้งามล่มเมือง ฮ่าฮ่าฮ่า โฮะ ๆ หุหุ มีความความสุขจริง ๆ เลยโว้ย

-TBC-

กิ้งก่าทอง

ขอบคุณค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...