โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความทุกข์ของรัชกาลที่ 5 เมื่อต้นรัชกาล

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ต.ค. 2564 เวลา 01.16 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 01.05 น.
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงฉายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

“ส่วนตัวพ่อเองยังเป็นเด็กอายุเพียงเท่านี้ ไม่มีความสามารถรอบรู้ในราชการอันใดที่จะทำตามหน้าที่ แม้แต่เพียงที่ทูลกระหม่อมทรงประพฤติมาแล้วได้ ยังซ้ำเจ็บเกือบจะถึงแก่ความตาย อันไม่มีผู้ใดสักคนเดียวซึ่งเชื่อว่าจะรอด ยังซ้ำถูกอันตรายอันใหญ่คือทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคตในเวลานั้น เปรียบเหมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์ เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้น และความหนักของมงกุฎอันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ ทั้งมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้างทั้งภายในภายนอก หมายเอาทั้งในกรุงเองและต่างประเทศ ทั้งโรคภัยในกายเบียดเบียนแสนสาหัส”

ความขนาดยาวที่ยกมาข้างต้นนี้เป็นพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีถึง เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรส เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ร.ศ. 112 เนื่องในวโรกาสที่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศมีพระชนมายุเท่ากับพระองค์ในคราที่ขึ้นเสวยราชสมบัติ[1]

เนื้อความฉบับเต็มในพระบรมราโชวาทฉบับนี้นอกจากจะเป็นการสั่งสอนดังเช่นบิดากับบุตรแล้ว ยังมีพระราชปารภถึงความทุกข์ยากในช่วงต้นรัชกาลของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์อีกด้วย ทำให้เห็นถึงสภาพบ้านเมืองสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี จากข้อความที่ยกมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าต้นรัชกาลของพระองค์นั้น เป็นเวลาที่พระองค์ทรงประสบเคราะห์กรรมอย่างแสนสาหัสไม่ว่าจะเป็น

1.ทรงประชวรด้วยโรคภัยหลังสด็จกลับจากทอดพระเนตรสุริยุปราคากับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดา ซึ่งประชวรหนักมากจนไม่มีใครสักคนเชื่อว่าจะรอด จนมีข่าวว่าเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพิ่งประชวรได้ 1 เดือนจึงยังทรงอ่อนเพลียมากจนถึงกับทรงพระดำเนินไม่ได้ ต้องหามพระองค์ขึ้นพระที่นั่งเพื่อที่จะเสด็จไปสรงน้ำพระบรมศพของพระราชบิดา พอทอดพระเนตรเห็นพระบรมศพก็ทำได้แค่ทรงยกพระหัถต์ขึ้นถวายบังคมเท่านั้น แล้วก็ทรงสลบแน่นิ่งไป เจ้านายผู้ใหญ่ซึ่งเสด็จอยู่ที่นั่นกับแพทย์ที่ตามเสด็จ เข้าไปช่วยกันแก้จนทรงฟื้นขึ้น[2] จากนั้นจึงเชิญเสด็จกลับด้วยเกรงว่าจะเป็นอันตรายกว่าเดิม

2.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชบิดาเสด็จสวรรคต ในขณะที่พระองค์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทรงผลให้พระราชอำนาจของพระองค์ไม่มั่นคง ดังนั้นพระองค์จึงเปรียบเปรยตัวพระองค์เองว่า “เปรียบเหมือนคนที่ศรีษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์ เหลือที่จะพรรณาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านี้” ทั้งในตอนนั้นด้านการเมืองการปกครองของพระองค์ก็ยังไม่สามารถทำได้ จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในขณะนั้น

3.ความวุ่นวายทั้งการเมืองภายในและภัยจากภายนอกซึ่งก็คือการล่าอาณานิคมของตะวันตก

จะเห็นได้ว่าในช่วงต้นรัชกาลพระองค์ไม่มีอำนาจเลย เพราะอำนาจทั้งหลายตกอยู่กับผู้สำเร็จราชการเสียส่วนมาก ดังข้อความของพระองค์ที่ว่า  “…มีญาติฝ่ายมารดาก็ล้วนแต่โลเลเหลวไหล หรือไม่โลเลเหลวไหลก็มิได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลักฐาน ฝ่ายญาติข้างพ่อคือเจ้านายทั้งปวง ก็ตกอยู่ใต้อำนาจสมเด็จเจ้าพระยา และต้องรักษาชีวิตอยู่ด้วยกันทุกพระองค์ …. ฝ่ายข้าราชการถึงว่ามีผู้ที่รักใคร่สนิทสนมอยู่บ้างก็เป็นแต่ผู้น้อยโดยมาก” ดังนั้นในช่วงนี้พระองค์จึงต้องเรียนรู้และใช้กุศโลบายทางการเมืองทั้งนิ่งไว้ก่อนรวมถึงปฏิบัติพระองค์ให้เป็นที่รักของขุนนางเพื่อที่จะรวบรวมกลุ่มของพระองค์เพื่อการสนับสนุนฐานอำนาจของพระองค์ให้มั่นคงขึ้น

ดังข้อความที่ส่งถึงเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฉบับเดียวกันความว่า “…ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งท่านเชื่อเป็นแน่ว่าพ่อเป็นเจว็ดครั้งหนึ่งคราวหนึ่งอย่างเรื่องจีน แต่ถึงดังนั้นพ่อได้แสดงความเคารพนับถืออ่อนน้อมต่อท่านอยู่เสมอ…จนท่านมีเมตตาขึ้นทุกวัน … ส่วนข้าราชการผู้ใหญ่ ซึ่งรู้อยู่ว่า มีความรักใคร่นับถือพ่อมาแต่เดิมก็ได้แสดงความเชื่อถือรักใคร่ยิ่งกว่าแต่ก่อน จนมีความหวังว่าถ้ากระไรคงจะได้ดีสักมือหนึ่ง

อ.ชัยอนันต์ สมุทวนิช กล่าวว่า พระบรมราโชวาทฉบับนี้สะท้อนถึงสภาพการณ์ทางการเมืองในต้นรัชสมัย ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กลุ่มต่างกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ เป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงระมัดระวังพระองค์อย่างมาก ในการที่จะทรงพยายามดำเนินการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ที่จะกระทบกระเทือนผู้ที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้น เป็นเวลาที่ต่างคนต่างระมัดระวังตัว พยายามรักษาตัวให้อยู่ได้ และเป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสังเกตพฤติกรรมของข้าราชการต่างๆ ว่าจะปฏิบัติตัวพระองค์อย่างไร[3]

นี่คือพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ให้ไว้กับเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความทุกข์ของพระองค์เองแล้ว ยังสอนปรัชญาการปกครองเพื่อเป็นแบบอย่างว่าการเป็นกษัตริย์นั้นไม่ใช่เป็นการนอนสบายกินสบาย ต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อสุขและทุกข์ เพื่อประโยชน์สูงสุด เรียกได้ว่าครั้งนั้นเป็นช่วงแรกแห่งการเรียนรู้ปรับตัวอย่างใหญ่หลวงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ จนกระทั่งเมื่อพระองค์ทรงสร้างฐานอำนาจได้มั่นคงแล้ว บวกกับทรงบรรลุนิติภาวะจึงได้เริ่มดำเนินการทานอำนาจของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ไว้ ไม่ให้มีมากไปกว่าเดิม จากนั้นจึงทรงทำการปฏิรูปการการปกครองในส่วนต่างๆ โดยเริ่มจากการคลังก่อน หลังจากนั้นได้ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการ และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ขึ้นภายหลัง

จนกระทั่งพระราชอำนาจของพระองค์สมบูรณ์สามารถบริหารประเทศได้เรียบร้อยจนครบรัชสมัยอันยาวนานของพระองค์

 

เชิงอรรถ :

[1] ขณะนั้นเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศทรงมีพระชนมายุตรงกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงเสวยราชสมบัติเมื่อตอนพระชนมายุ 15 ปี 10 วัน

[2] จุลจักรพงษ์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. (2555). เจ้าชีวิต. กรุงเทพ : ริเวอร์ บุ๊คส์. หน้า 222.

[3] ชัยอนันต์ สมุทวนิช, ขัตติยา กรรณสูตร รวบรวม. (2518). เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477. กรุงเทพฯ : โครงการตำราฯ. หน้า 128.

อ้างอิง :

ข. พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ 5 ฉบับที่ 2

ชัยอนันต์ สมุทวนิช, ขัตติยา กรรณสูตร รวบรวม. (2518). เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. 2417-2477. กรุงเทพฯ : โครงการตำราฯ.

จุลจักรพงษ์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. (2555. เจ้าชีวิต. กรุงเทพฯ : ริเวอร์ บุ๊คส์.

สาคชิด อนันท สหาย แต่ง, กัณฐิกา ศรีอุดม แปล. (2546). ร.๕ เสด็จอินเดีย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้า.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (2555). พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 5. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2559

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...