ศบค.เคาะจ่ายบัตรสวัสดิการคนละ 1,500 บาท มาตรการ’คนละครึ่ง’ 3,000 บาท
ศบศ.เคาะโครงการคนละครึ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ รวม 24 ล้านคน รวมวงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ 14 ล้านคนเพิ่ม 1,500 บาทต่อคนในระยะเวลา 3 เดือน และให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนเพิ่ม 10 ล้านคนร่วมจ่ายกับรัฐคนละครึ่งวันละไม่เกิน 100 บาท รวมคนละ 3,000 บาท เริ่มใช้ได้ 23 ต.ค. -31 ธ.ค.64
นางสาวกาญจนา ตั้งปกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาษี สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สลค.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบศ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมเป็นประธานวันนี้ (16 ก.ย.) เห็นชอบวงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท รวม 24 ล้านคน เพื่อดำเนินมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และประชาชนทั่วไป ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง
ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการเพิ่ม กำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น จำนวน 500 บาท ต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2563 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้ น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14 ล้านคน
2. โครงการคนละครึ่ง ภาครัฐจะให้สิทธิประโยชน์โดย อาศัยวิธีการร่วมจ่าย (Co-pay) ร้อยละ 50 ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป (ไม่รวมล็อตเตอรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการบริการ) โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องเป็น บุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ลงทะเบียนและมีบัตรประจำตัวประชาชน มีกลุ่มเป้าหมาย ประมาณ 10 ล้านคน โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเวปไซต์ www.คนละครึ่ง.com
สำหรับร้านค้าที่จะเข้าร่วม โครงการ ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่ใช่ร้านค้าสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจเฟรนไชส์ มีกลุ่มเป้าหมายร้านค้าจำนวนประมาณ 100,000 ร้านค้า สามารถลงทะเบียนผ่านเวปไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือแจ้งผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถ เริ่มดำเนินโครงการให้มีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563