โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 วิธีคิดเมื่อต้องติดอยู่กับคนคิดลบ - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

*เคยมีเพื่อนตัวเอง เพื่อนที่ทำงาน หรือคนรู้จักที่ยิ่งพอคุยด้วยยิ่งรู้สึกเหนื่อยใจ *

อารมณ์แบบพอมันโทรมาแล้วเรารู้เลยว่าเขาโทรมาทำไม จะโทรมาคุยเรื่องอะไร แล้วเราก็ใช้เวลาไปเป็นชั่วโมงในการที่จะรับฟัง แล้วก็รับรู้เรื่องราวที่มันเลวร้าย ไม่แฟร์ที่เกิดขึ้น แล้วเราก็คิดว่า เออ แล้วทำไมเรายังต้องรับสาย ทำไมยังต้องให้คำปรึกษาเหล่านั้น

บางครั้งก็บ่นกันเรื่องงาน เรื่องแฟน บางครั้งก็เป็นเรื่องที่มันไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเค้าคิด

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า แก พูดแบบนี้ได้ไง นั่นคนสำคัญเลยนะ เราต้องรับฟังสิ คิดแบบนี้ได้ยังไง เรื่องแค่นี้เราก็ช่วยได้นะ ไม่เห็นต้องคิดแบบนี้เลย เราก็เลยจะแนะนำ หนังที่ดูแล้วทำให้เราคิดอะไรบางอย่างได้ หนังสือดีๆ แล้วก็แนะนำอะไรที่คิดว่ามันเป็นประโยชน์ เพื่อให้เค้าเหล่านั้นดีขึ้น

แต่หลายครั้งถ้าสังเกตดีๆ คนเหล่านั้นไม่ได้บ่น หรือเล่าให้ฟังเพื่อหาคำตอบ หรือหาวิธีการแก้ไข แถมพอได้รับคำแนะนำหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เราบอกไป ก็ยังพยายามหลีกเลี่ยง เนียน แล้วก็ไม่ได้ทำตาม แต่กลับดำดิ่งลงไปในความรู้สึก หรืออารมณ์ หรือปัญหาเหล่านั้น ไม่ได้พยายามทำให้ดีขึ้น

*บางครั้งเขาไม่ได้มาถามเพื่อหาคำตอบจากเรา *

*บางคนมาหยิบยื่นเรื่องดราม่าของตัวเองมาไว้กับเราต่างหาก *

ซึ่งเรื่องแบบนี้มันสำคัญนะ เวลามีใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือใครก็แล้วแต่เอาเรื่องเหล่านี้มาให้เราได้รับรู้ มันสำคัญตรงที่เราต้องรู้ว่า เราควรจะจัดการกับความคิดตัวเองยังไง ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีขนาดไหน แต่ถ้าเรามีความคิดลบๆ มาอยู่รอบๆ ตัว มาให้ได้คิดถึงมันบ่อยๆ รับรู้มันเยอะ มันก็มีผลต่อความคิดของเราได้เหมือนกัน

ซึ่งถ้ามองอย่างตรงไปตรงมา รอบๆ ตัวเราเนี่ย มีคนคิดลบอยู่ไม่น้อยเลยนะ ไม่ว่าจะในที่ทำงาน ในครอบครัว เพื่อน ในโซเชียลมีเดีย แต่เราก็ไม่เคยถูกบอกเลยว่า เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เราควรจะทำตัวยังไง หรือจะเอาตัวรอดจากความคิดเหล่านี้ยังไง นอกจากคำว่า เออ ช่างมันเถอะ ต้องเอามาคิดจริงจังขนาดนั้นเลยหรอ

ซึ่งพอเราไม่รู้วิธีจัดการกับมัน เราก็เลยกลายเป็นคนที่ถือมันไปกับเราทุกๆ ที่แล้วยิ่งถือก็ยิ่งหนัก ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเครียดไปกับมัน จนวันนึงรู้สึกได้ว่า

มึงงง กูมาถึงจุดนี้ได้ไง จุดที่เรื่องของคนอื่น กลายมาเป็นเรื่องของตัวเอง

เดี๋ยวนะ แบบนี้ก็ได้หรอ

จะว่าไปแล้ว ความคิดลบๆ เนี่ย มันมีผลกับสมองและระบบความคิดของเรานะ มีการวิจัยบอกเอาไว้ว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นการคิดลบเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในสมอง สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างที่นำพาไปหาความเจ็บป่วยได้

เคยอยู่ในสถานการณ์ที่มีคนนินทาเรื่องคนนู้นคนนี้ให้ฟังมั้ย เราก็ไม่ได้อยากฟังนะ แต่ว่านั่งกินข้าวด้วยกันไง นั่งโต๊ะใกล้ๆ กัน บางครั้งก็บังเอิญไปอยู่กับอีกกลุ่มที่กำลังพูดถึงใครอีกคนที่เพิ่งเดินออกไปจากกลุ่มนั้นว่า เนี่ย เค้าอย่างนั้น เค้าอย่างนี้ ซึ่งเราไม่ได้รู้สึกอยากร่วมวงไปด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์เหล่านี้ เค้าบอกว่าสมองเราจะพยายามคิดหาวิธีที่จะออกจากเหตุการณ์เหล่านี้ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง มันเลยจะพยายามทำให้เราปรับตัวแล้วก็ค่อยๆ กลายเป็นคนแบบเดียวกับพวกนั้น เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมาคิดหรือวิตกว่าควรจะทำตัวอย่างไรกับเหตุการณ์เหล่านั้น พูดง่ายๆ กลายเป็นพวกเดียวกันไปเลย จะได้ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ

ซึ่งพอมันเป็นแบบนั้น ก็หมายความว่า เราเองก็จะกลายเป็นคนแบบนั้น สามารถคิดหรือสร้างเรื่องหรือเหตุการณ์ลบๆ ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

ยิ่งเราถูกรายล้อมด้วยคนคิดลบมากแค่ไหน เราคิดค่อยๆ กลายเป็นคนแบบนั้นไปด้วย

แต่ก่อนที่จะไปดูว่าเราจะมีวิธีคิดยังไง เรามาดูกันก่อนว่า จริงๆแล้วคนคิดลบเนี่ยแบ่งได้กี่แบบ แล้วมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้รู้ว่า นี่ชั้นกำลังเจอกับแบบไหน แล้วจะใช้วิธีคิดยังไง ในการผ่านความคิดแบบนั้นไปได้

แต่อย่าเพิ่งคิดว่า ความคิดลบๆ นั้น มันคือคนๆ นั้นทั้งหมด มันเป็นแค่ความคิดที่อยู่ในตัวเค้าส่วนนึงเท่านั้น อย่าเอาป้ายไปแปะว่าเค้าเป็นคนแบบนั้น แบบนี้ จริงๆ มันเป็นเพียงแค่ความคิดส่วนหนึ่งที่มันแสดงออกมาเท่านั้น

*คนคิดลบ ประเภทแรก เรียกว่าพวกขี้บ่น *

เป็นคนที่ชอบบ่นจุกจิกกับทุกเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกดูสิ้นหวัง แต่ไม่เคยมองหาหาออกที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นมันดีขึ้น

*อย่างที่สอง ให้คำจำกัดความง่ายๆ ว่า ชอบทำตัวเองเป็นเหยื่อ *

คิดอยู่ตลอดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันช่างตรงข้ามกับฉันเสียเหลือเกิน ไม่มีใครอยู่ข้างชั้นเลย แล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของชั้นด้วยที่ต้องมาเจอเรื่องราวแบบนี้ แถมยังไม่อยากรับผิดชอบกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตอีกด้วย ปัดความรับผิดชอบทุกอย่างไปที่ทุกคนในชีวิต ยกเว้นตัวเอง

ซึ่งสิ่งที่กำลังจะบอกต่อไปก็คือ ความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ มันไม่ใช่ว่าคนอื่นๆ ทำกับเราอย่างเดียว บางทีสิ่งเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเราในตัวเองด้วยเหมือนกัน

*อย่างที่สาม เค้าบอกว่าหายาก แต่ก็ยังพอมีให้พบเจออยู่บ้าง เรียกว่าเป็นคนขี้อิจฉา อยากเห็นคนอื่นด้อยกว่าตัวเอง *

*อย่างสุดท้าย *

*เรียกว่าพวกใช้ความรุนแรง อาจจะไม่ใช่ทางร่างกาย แต่ชอบใช้ถ้อยคำในการดูถูกคนอื่นๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเภทที่ต้องระมัดระวังให้ดี *

อ่านไปแล้วก็คิดเหมือนกันนะว่า เอ…. ใครบ้างนะที่เราต้องเจอบ้าง แต่มันจะเอ๊ะไปกว่านั้น เมื่อคนที่เราพบนั้น มันเป็นตัวเอง

ซึ่งพอรู้แล้วมันมีแบบไหนบ้าง ลองคิดต่อนะครับว่า แล้วคนที่เราเจอในชีวิตประจำวัน ความคิดลบๆ ที่เจอ

มันตรงกับประเภทไหน เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราควรใช้ความคิดอะไรในการจัดการกับความลบเหล่านั้น ทำความเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นมาได้ยังไง

ความคิดลบๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันมีที่มาจากความกลัวข้างในใจเราลึกๆ ซึ่งแบบได้ 3 อย่าง ในชีวิต ซึ่งพอเรารู้แล้วว่ามันเกิดจากความกลัวอะไร มันยิ่งทำให้เราเข้าใจเค้า เค้าใจตัวเองมากขึ้นไปด้วย

ก่อนที่ตัดสินใคร เราต้องลองทำความเข้าใจในแบบที่เค้าเจอ เค้าเป็นก่อน

ถ้าเราไม่ได้ลองเป็นเค้า เราก็จะไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเค้าถึงเป็นแบบนั้นแบบนี้

ซึ่งพอมันเกิดขึ้นกับเราจริงๆ เราถึงมาถึงบางอ้อ อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ความรู้สึกที่เราไม่เคยเข้าใจ

และนี่คือ 3 ความกลัวที่เราส่วนใหญ่พยายามข้ามผ่านมันไปให้ได้

*1. ความกลัวที่จะไม่ถูกยอมรับจากคนรอบข้าง *

จริงๆ คิดว่าเป็นกันแทบทุกคนนะ ที่กลัวการไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะในกลุ่มเพื่อน ที่ทำงาน

*2. กลัวการไม่ถูกรักจากคนอื่นๆ *

เรียกว่าเป็นเรื่องที่ก้าวข้ามได้ยากมากๆ เลยนะ นอกจากจะกลัวว่าเค้าไม่รักแล้ว ยังกลัวว่าเค้าไม่เข้าใจเราอีก

*3. การกลัวว่าสิ่งเลวร้ายมักจะเกิดขึ้นกับเราเสมอ *

เป็นความกลัวที่เกิดขึ้นว่าคนรอบๆ ตัวมีแต่คนไม่ดี ทุกคนจ้องทำร้ายเรา เอาเปรียบเรา

ซึ่งเวลามีคนเอาสิ่งลบๆ มาให้เรา ไม่ใช่แค่ความลบเท่านั้นที่มาทำให้เรารู้สึกแต่พวกเค้าเหล่านั้นกำลังหยิบยื่นความกลัว หรือสิ่งต่างๆ ที่เค้าพบเจอมาให้เราด้วย

ยิ่งเรารับรู้ว่าเขาเหล่านั้นต้องผ่านความเจ็บปวดหรือความกลัวมามากขนาดไหน มันเลยจะยิ่งทำให้เราเข้าใจพวกเค้ามากขึ้นไปด้วย

ทีนี้พอเรารู้แล้วก็เข้าใจแล้วว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร

มาเรียนรู้กันต่อว่า 3 ความคิดที่จะเอามาคิดเวลาเจอเหตุการณ์เหล่านี้คืออะไรบ้าง

*1. ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความคิดลบจากคนอื่นๆ ได้ *

ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางคนที่มีความคิดลบมากขนาดไหน พยายามมองหาคนที่มีพลังบวกในนั้นด้วย มันสำคัญมากที่เราจะต้องมีเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนตัวเอง เพื่อนที่ทำงานหรือใครก็ตามที่จะเป็นคนคอยดึงเราขึ้นมาจากกลุ่มความคิดเหล่านั้น

การที่เราได้อยู่ท่ามกลางคนที่เก่งกว่าเรา ดีกว่าเรา เดินหน้าไปไกลกว่าเรานั้นจะทำให้เราอยากพัฒนาและเติบโตตามไปด้วย อารมณ์คล้ายตอนผมเรียน ผมอยู่ห้องเด็กเรียนดี แต่ผมเป็นเด็กหลังห้องไง เวลาสอบทีนี่คือทุกคนเอาจริงเอาจังกันมาก ไอ้เราก็ขี้เกียจ แต่พอเจอสถานการณ์ที่ทุกคนตั้งใจ เราเองก็มีเขวนะว่า เออ ต้องเอาบ้างแล้ว

หรือพอเข้ามาทำงาน พอเราได้เจอพี่ๆ ที่มีทัศนคติที่ดี เวลาเขาแสดงออกอะไรออกมา มันก็ค่อยๆหล่อหลอมเราให้คิดแบบนั้น อยากเป็นคนแบบนั้นไปด้วย

ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆ ที่เราอยากพัฒนาให้ทันตามเพื่อน ตามพี่ๆเค้า เราก็ยังวิ่งตามเค้าอยู่ แต่อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มที่จะเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น

*2. เช็คตัวเองให้แน่ใจว่า เวลาในชีวิตที่เรามีอยู่ มันเสียไปกับคนที่ควรค่ากับมัน *

เช่น ดูว่า ใครที่เป็นคนที่เราต้องเจอทุกวัน เจอกันแค่วันละชั่วโมง เจอกันทั้งเดือน หรือเจอกันแค่ครู่เดียว

ใครที่ต้องเจอเป็นชั่วโมง แต่ช่วงที่เจอนี่มีแต่ความคิดที่ลบๆ มาฝาก ให้เปลี่ยนพวกเขาให้เป็นคนที่เราจะใช้เวลาด้วยเพียงไม่กี่นาที

เว้นระยะห่าง ลดช่วงเวลาที่ต้องเจอ ถึงแม้เราจะเอาพวกเค้าออกไปจากชีวิตไม่ได้ แต่เราลดช่วงเวลาในการที่ต้องอยู่กับเขาได้

บางคนอาจจะคิดว่า พี่ ทำงานด้วยกัน เรียนด้วยกัน เจอกันทุกวัน จะให้ลดยังไงละ ส่วนตัวผมก็มีนะ คนที่เราต้องเจอทุกวันแต่เจอทีไร เหนื่อยใจทุกที

ผมจะใช้วิธีอย่างที่บอก คือสุงสิงน้อยลง คุยเฉพาะเรื่องจำเป็น ค่อยๆ เว้นระยะห่าง สักพักช่องว่างระหว่างเขากับเราก็จะค่อยๆ ชัดขึ้น ไม่ต้องเลิกคบ ยังคุยกันได้ ไม่ได้เกลียดกัน แต่รู้ว่า บางอย่างเราอาจไม่ตรงกัน

*3. ฟัง แต่ไม่ต้องใส่ใจลงไปมาก *

บางคนยิ่งฟังยิ่งเหนื่อย เพราะเราพยายามที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้เค้า ยิ่งเวลาที่เราพยายามมากเท่าไหร่ แล้วเค้าไม่ได้เอาสิ่งที่เราอยากช่วยไปทำ ยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่ เพราะเราคิดว่าสิ่งที่เราเสนอมันดี แล้วทำไมไม่รับไปละ

วางอีโก้ตัวเองลง รับฟังในสิ่งที่เขาเป็น แต่ไม่จำเป็นจะต้องลงไปช่วยเขา เป็นผู้ฟังที่ดี เพราะบางทีเขาอยากให้เราเป็นแค่นั้น

เข้าใจว่าเราหวังดี อยากช่วยเขา ผมว่าใครที่เคยเป็นที่ปรึกษาเพื่อนตอนมันโดนทิ้งนี่จะเข้าใจนะ คือเพื่อนจะฟูยฟาย เศร้า หดหู่ เราจะพยายามหาทุกหนทางให้เพื่อนดีขึ้น แต่เพื่อนก็ไม่นำพา เผลอๆ อีกสามวันกลับไปดีกัน

ส่วนเราจากคน ก็กลายร่างไปเป็นหมาทันที

หลังจากนั้นพอเพื่อนมาอีก เราจะปลง เป็นผู้ฟังที่ดี เออ มึง ใจเย็นๆนะ ค่อยๆคุยกัน พลางจับหูจับจมูก กลัวตัวเองจะกลายร่างอีก

ลองนึกถึงคนที่กำลังจะจมน้ำ เราผู้ซึ่งว่ายน้ำเป็น ก็อยากจะช่วย แต่คนที่เขากำลังจะจมน้ำ เขากำลังช็อค ตีโพยตีพาย เราซึ่งแค่คนว่ายน้ำเป็น แต่ไม่เคยถูกฝึกให้ช่วยคนจมน้ำ ก็อาจจะถูกเขาคว้าแล้วกดเราลงน้ำไปด้วย

แต่ถ้าเราอยากช่วยเค้าจริงๆ แนะนำคนที่พอจะเป็นคนที่ช่วยเค้าได้ แล้วให้คนที่ถูกฝึกมาให้ช่วยคนจมน้ำ นำพาเขาดีกว่า

บางครั้งวิธีที่ดีที่สุดคือการเดินหน้ารับรู้และออกจากสิ่งที่ตัวเองเจอด้วยตัวเอง ทั้งเขาและเรา แต่สิ่งที่ต้องบอกกับตัวเองอยู่เสมอก็คือ ไม่มีใครที่เป็นคนคิดลบที่แท้จริง ส่วนใหญ่มันเป็นแค่กลุ่มความคิดหรือแนวโน้มที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น ไม่ใช่ตัวเขาที่เป็นโดยสมบูรณ์

แต่ถ้าต้องพบเจอก็ดูว่าเขาตกอยู่ในความคิดลบแบบไหน แล้วลองใช้ 3 วิธีคิดนี้ดู

ผมเองก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะ แต่ที่ผมเห็นด้วยคือ บางทีมันไม่ใช่หน้าที่เราในการเปลี่ยนแปลงชีวิตเค้า

มันเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง

ไม่ต้องกังวลว่าคนคิดลบจะเข้ามาหา แต่ควรกังวลและสังเกตด้วยว่า เราเองรึเปล่า ที่เป็นคนคิดลบซะเอง

Credit : 4 Types of Negative People & 3 Ways to Deal With Them by Jay Shetty

ติดตามบทความของ เพจบันทึกนึกขึ้นได้ บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์