โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดูปากณัชชานะคะ อายุ 12 หนูคิดอย่างนี้

MATICHON ONLINE

อัพเดต 19 มิ.ย. 2564 เวลา 00.48 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2564 เวลา 00.00 น.

 

เวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่ ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ หรือ ‘น้องณัชชา ลูกสาวพี่บ๊อบ’ (ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์) เจ้าของวลี ‘ดูปากณัชชานะคะ’ ก็เติบโตเป็นสาวน้อยวัย 12 ปี และกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติไอเอสบี

เทียบตอนนี้กับตอนเด็ก เมื่อราว 8 ปีก่อน ตอนที่เธอเป็นพิธีกรรายการ Asia connect ในช่วง ‘น้องณัชชาลูกสาวพี่บ๊อบ’ ที่หนูน้อยจะมาแนะนำผู้ชมให้รู้จักศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาจีน ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ก็เห็นได้ว่านอกจากเค้าหน้าจะคงเดิม กับที่เพิ่มเติมคือแววของความสาวเริ่มมาแล้ว เธอยังคงเป็นคนช่างสนทนาเหมือนเคย

“ตอนนี้พูดได้หลักๆเลยก็คือ 3 ภาษาค่ะ” ณัชชาเล่าเสียงใส

คือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แล้วก็ภาษาจีน ส่วนภาษาสเปน  เจ้าตัวบอกว่าเป็นเพราะอยากจัดสรรเวลาให้การเรียนอย่างอื่น เช่นการโต้วาที ซึ่งเธอคิดว่าเป็นทักษะสำคัญมากที่ควรมีเหมือนกัน เพราะจะช่วยในเรื่องการคิด ให้มีความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์สิ่งต่างๆ อีกทั้งยังได้ฝึกการพูด

อย่างไรก็ดี เจ้าตัวบอกว่าถ้ามีเวลาและโอกาส เธอก็ยังอยากเรียนภาษาเพิ่ม

“ณัชชาเป็นคนที่อยากเรียนรู้ภาษาต่างๆ เพราะว่าในโลกใบนี้มีหลายประเทศเลย พอณัชชาไปเที่ยวจะไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรกันบ้าง ก็เลยสงสัยว่าถ้าพูดได้ มันจะดีไหม แล้วถ้าเราเรียนไป เราจะได้อะไร”

ณัชชาซึ่งมีความสนใจดังว่ามาตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบยังบอกอีกว่า ภาษาที่เธอสนใจเป็นพิเศษในช่วงนี้คือภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากการ์ตูนที่ชอบดู

“อยากเรียนเพื่อเข้าใจในตอนดูอนิเมะ หรือว่าไปท่องเที่ยว ที่เราสามารถไปสื่อสารกับคนที่นู่นได้”

“แต่ถ้าคิดถึงแบบรวมๆเลย ณัชชาสนใจภาษาเทคโนโลยี หรือว่าภาษาโค้ดดิ้งค่ะ เพราะรู้สึกว่าภาษาเทคโนโลยีเราจะใช้ในอนาคตเยอะมาก ตอนนี้โลกพัฒนาไปเรื่อยๆเรื่องเทคโนโลยี แล้วถ้าเรารู้จักภาษาเทคโนโลยี ในอนาคตก็จะสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้น”

“เป็นพวกโค้ดดิ้ง ไพทอน หรือว่าเป็นภาษาโปรแกรมมิ่งอะไรแบบนี้”

ในส่วนของภาษาเทคโนโลยี ณัชชาบอกว่าได้เริ่มเรียนแล้ว ทั้งจากในโรงเรียนและพยายามค้นคว้า เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง

“ณัชชาเป็นคนที่ชอบหาโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใหม่ การโต้วาที ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เลข วิทย์ สังคมศึกษา”

ในบรรดาหลากหลายวิชาที่กำลังเรียนรู้ เธอชอบวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ แล้วก็พละมากที่สุด

“วิทยาศาสตร์ณัชชาชอบ เพราะว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้มันมีเหตุผลค่ะ” เธอว่า

และเหตุผลต่างๆนั้น วิทยาศาสตร์สามารถอธิบาย

“วิทยาศาสตร์อธิบายทุกอย่างได้ ว่าทำไมถึงเกิดขึ้น ทำไมมนุษย์ถึงเกิดขึ้น มันน่าสนใจมากเลย ทุกอย่างบนโลกใบนี้มีเหตุผล แล้ววิทยาศาสตร์ให้เหตุผลกับเรา”

“ส่วนวิชาภาษาอังกฤษชอบเพราะว่าถ้าเรามีเหตุผลแล้วเราก็ต้องสามารถสื่อสารออกมาได้ ถูกไหมคะ วิชาภาษาอังกฤษก็ฝึกฝนในส่วนของการพูด การเขียน รู้สึกว่ามันลิงค์ ( Link ) กับวิชาวิทยาศาสตร์ ทำให้สนุกค่ะ”

ส่วนพละนั้น คนที่ชอบเล่นกีฬาหลากหลาย ทั้งวอลเล่ย์บอล บาสเก็ตบอล เทนนิส อีกทั้งยังเป็นนักกีฬาที่ลงแข่งขันเป็นประจำ คงไม่ต้องให้เหตุผลเพิ่ม

งั้นถามใหม่ว่า แล้ววิชาอะไรที่ไม่ชอบ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ถนัด?

“จริงๆแล้วก็ไม่ค่อยมีนะคะ” ตอบพลางหัวเราะ

“ถ้าตั้งใจเรียนทุกวิชา ณัชชาถนัดได้ค่ะเพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็วถ้าตั้งใจและมุ่งมั่น ณัชชาทำได้อยู่แล้วค่ะ”

นอกเหนือจากการเรียน ณัชชาบอกว่าอีกอย่างที่เธอกำลังชอบมาก คือเรื่องของการแสดงละครเวที ที่ปีนี้เธอได้รับเลือกให้เป็นตัวแสดงหลัก จึงต้องทุ่มเทหนักให้กับการซ้อม

“ปกติไม่ค่อยมีเวลาว่างค่ะ เพราะหลังเรียน ก็จะเล่นกีฬา หรือว่าละครเวที แล้วก็มีประชุมค่ะ เพราะว่าณัชชาอยู่ในคลับเยอะอยู่นะคะ มีกิจกรรมหลายอย่างมากเลย”

“ชมรมหรือคลับที่อยู่หลักๆมี 3 อย่างค่ะ คือกีฬา ละครเวที แล้วอย่างที่ 3 เป็นชมรมที่ณัชชากำลังสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นชมรมโต้วาทีของที่โรงเรียน”

ซึ่ง “สำหรับชมรมนี้ราก็หวังสูงมากเลยค่ะ นั่นก็คือการฝึกฝนเด็กในโรงเรียนไปเป็นตัวแทนประเทศไทยค่ะ” หัวหน้าชมรมบอกพลางหัวเราะ

ในช่วงสถานการณ์ที่โควิดกำลังระบาด เธอบอกว่าที่โรงเรียนก็ปรับให้นักเรียนเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน ซึ่งแน่นอนละว่า “อาจจะไม่สนุกเท่าโรงเรียนจริงๆ” เพราะไม่ได้เจอเพื่อนฝูง

“แต่ณัชชาคิดว่าในสถานการณ์โควิดก็มีเวลาว่างมากขึ้น”

แล้วเธอก็บริหารจัดการเวลานั้นมาทำอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือริเริ่มจัดทำ โครงการ Chance หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือโอกาส

“ณัชชาบริจาคให้เด็กป่วยมาตั้งแต่เด็กๆเลย อย่างแรกที่ทำคือ บริจาคผมให้เด็กผู้หญิงที่เป็นโรคมะเร็ง ณัชชารู้สึกว่าเขาก็ควรมีความสุขแบบของเขาบ้าง เลยบริจาคผมให้ ตอนโตขึ้นก็เริ่มเอาน้องเข้ามาช่วย แล้วก็นำความสามารถในการเรียนรู้ของเราไปแลกกับเงิน เพื่อเอาไปบริจาคให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก วันนั้นณัชชากับน้องๆได้ไปเชิดสิงโตที่ตลาด เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาช่วยกันทำบุญ”

“แล้วณัชชาก็เริ่มคิดว่าจะทำยังไงดีเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทั้งสองด้าน นั่นก็คือผู้ให้และผู้รับ ผู้รับเขาได้ผลประโยชน์อยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงเพื่อให้ผู้ที่บริจาคเงินสามารถได้รับประโยชน์ด้วย ก็เลยคิดว่าณัชชาสอนภาษาอังกฤษได้ แล้วก็สามารถทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เพื่อให้เขามีความสุขและเรียนรู้ได้พร้อมๆกัน ก็เลยเปิดคอร์ส Chance ให้ทุกคนมาทำกิจกรรมและใช้ภาษาอังกฤษไปพร้อมกัน”

คอร์สดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ อายุ 5-7 ปี สำหรับเด็กเล็กอายุ 8-10 ปี แล้วก็ 11-13 ปี

“เป้าหมายของโครงการนี้คือการเปิดโอกาส อย่างแรกเลยเป็นการเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้ไม่มีขีดจำกัดสำหรับเด็กๆวัย 5 ขวบถึง 13 ตอนนี้เฉพาะภาษาอังกฤษก่อนนะคะ ต่อไปเราอาจจะเปิดคอร์สอีก เช่น Course Art หรือว่าเป็นคอร์ส Life Skill ที่เราจำเป็นต้องใช้ในอนาคต”

“อย่างที่สองเราจะเปิดโอกาสการเป็นผู้ให้ค่ะ เราจะส่งต่อลมหายใจ แปลว่าเราจะทำบุญ หรือว่าบริจาคให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก เพื่อที่เขาจะได้นำเงินบริจาคไปช่วยชีวิต ไปต่อลมหายใจให้เด็กที่ป่วยอยู่  เพราะเราอยากสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน นั่นก็คือเด็กที่เป็นผู้ให้เขาก็จะเรียนได้ว่าการเป็นผู้ให้มันรู้สึกดี เพราะว่าเราช่วยสังคมของเราให้พัฒนาขึ้น”

ถึงตอนนี้ณัชชาบอกว่าโครงการดังกล่าวมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก จนคอร์สเต็มไปเรียบร้อย

“ต้องขอบคุณทุกคนเลยนะคะ” บอกแล้วก็ยิ้ม

สำหรับ “อย่างที่ 2” ที่เธอใช้ในช่วงที่มีเวลาว่างมากขึ้น ก็คือ “ใช้เวลาเพื่อเรียนเยอะขึ้น แล้วก็พัฒนาตัวเองให้มากขึ้นค่ะ”

“และอย่างที่ 3 ใช้เวลากับครอบครัวค่ะ เพราะณัชชาคิดว่าการใช้เวลากับครอบครัวสำคัญมาก ถ้าเราอยู่โรงเรียนเราก็จะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ แต่ว่าอยู่บ้าน เราก็มีครอบครัว ซึ่งมันทำให้ครอบครัวเราสนิทกันมากขึ้น”

“ตอนนี้นะคะกิจกรรมหลักๆเลยคือเล่นกีฬา ดูหนัง แล้วก็เล่นบอร์ดเกม บางครั้งก็ทำอาหารเพื่อใช้เวลาครอบครัวกัน”

โดยอย่างหลังนั้น ณัชชาบอกว่าปกติถ้าไม่ใช่แม่ พี่เลี้ยงจะเป็นคนทำหน้าที่นี้ แต่พอได้ลงมือทำเองแล้วก็รู้สึกเลยว่า “เป็นสกิลที่ต้องใช้ในอนาคต เราก็ควรจะทำอาหารอร่อยๆเป็นด้วยค่ะ”

กับน้องชายทั้ง 3 คือ แฝด พุฒ กับ พร้อม วัย 8 ปี และ เภา ในวัย 6 ปี ณัชชาบอกว่าเธอไม่ได้ช่วยเลี้ยงอะไรเท่าไหร่ เพราะทั้งแม่และพ่อคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

“แต่ว่าสิ่งที่ณัชชาทำได้ในการเป็นพี่ ก็คือการเป็น model หรือว่าการเป็นตัวอย่างให้น้องค่ะ เพราะถ้าน้องเห็นว่าพี่ทำได้ แค่ณัชชามีความรับผิดชอบ มีวินัย แล้วเรียนได้ดี น้องก็จะทำตาม น้องจะคิดว่าเราควรเหมือนพี่ แล้วพ่อแม่ก็จะภูมิใจ พี่ก็จะภูมิใจ ทางบ้านก็จะมีความสุขค่ะ”

ถามณัชชาว่าคิดหรือยังว่าในอนาคตเธออยากจะเป็นอะไร?

“อันนี้เป็นคำถามที่ยากมากเลยนะคะ” นักเรียนซึ่งถ้าเทียบกับโรงเรียนไทยแล้ว คือกำลังจะขึ้นชั้นมัธยม 2 ออกตัว

“เพราะณัชชาก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันค่ะว่าตอนโตอยากเป็นอะไร แต่ตอนนี้ก็พยายามเตรียมตัวเองในทุกๆด้าน เพื่ออนาคตจะได้มีโอกาสได้เลือก ว่าอยากทำอะไร และอยากเป็นอะไร แล้วตอนนี้ณัชชาก็ฝึกฝนทักษะเอาตัวรอด เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรต่างๆ ทักษะการเอาตัวรอดมันสำคัญมากเลยค่ะ”

สำหรับเสียงชื่นชมว่าเธอเป็นคนเก่ง อีกทั้งยังเป็นคนดีที่เริ่มต้นช่วยเหลือคนอื่น ตั้งแต่อายุยังน้อย ณัชชาลูกสาวพี่บ๊อบยิ้มนำ จากนั้นบอก “ขอบคุณค่ะ” ตามมา

จากนั้นก็ว่า “ณัชชารู้สึกว่าอันนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นค่ะ เพราะว่าตอนนี้เรายังทำโครงการไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น ซึ่งต้องขอบคุณมากเลยนะคะที่เห็นณัชชาเป็นเด็กเก่งแบบนี้ แต่ณัชชาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้มีแค่ณัชชาคนเดียวที่พัฒนาเด็กๆในประเทศขณะนี้ เพราะว่าในประเทศไทยเราทุกคนสามารถพัฒนาได้มากขึ้น แล้วถ้าเราพัฒนาไปพร้อมๆกัน เด็กในปัจจุบันเป็นอนาคตของประเทศ ถ้าเราฝึกฝนให้เด็กพวกนี้มี Life skill หรือว่า Soft Skill ในอนาคตประเทศไทยเราจะพัฒนาขึ้นไปด้วยค่ะ”

 และแน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่เธออยากจะเห็น

 

ขอบคุณภาพจาก natchaandfamily, bobnattee

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...