โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เส้นทาง "คิมอิลซุง" ผู้นำสูงสุดคนแรกของเกาหลีเหนือ ถึงวาระจากไปด้วย "หัวใจวาย"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 มิ.ย. 2565 เวลา 08.49 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2565 เวลา 17.11 น.
ภาพที่เผยแพร่เมื่อ 17 พ.ย. 1986 (ไม่ทราบวันที่ถ่ายภาพ) คิมอิลซุง Kim Il-Sung (ขวา) ผู้นำเกาหลีเหนือ และคิมจองอิล Kim Jong-Il (ซ้าย) บุตรชายผู้สืบทอดตำแหน่ง (ภาพจาก KCNA / AFP)

ในขณะที่หลายประเทศในเอเชียกำลังเติบโต เกาหลีเหนือ เป็นดินแดนที่ถูกตะวันตกจับตาเช่นกัน แต่ในสถานะเชิงความมั่นคงมากกว่า หากย้อนกลับไปในช่วงยุคใหม่ของเกาหลีภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และนำมาสู่การแยกเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ กระทั่งเกิดผู้นำสูงสุดคนแรกของเกาหลีเหนือ เขาคือ คิล อิม ซุง นั่นเอง

ในบทความวันนี้ในอดีต “8 กรกฎาคม 1994: “คิม อิล ซุง” ผู้นำสูงสุดคนแรกของเกาหลีเหนือเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย” เล่าข้อมูลเบื้องต้นของผู้นำรายนี้ว่า กำเนิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1912 (พ.ศ. 2455) ที่เมืองมังยงแด (Man’gyondae) ของเกาหลี (ปัจจุบันอยู่ในเขตเกาหลีเหนือ) เดิมชื่อว่า คิม ซอง จู (Kim Song-Ju) เป็นผู้นำประเทศเกาหลีเหนือตั้งแต่ปี 1948 (พ.ศ. 2491) จนถึงวาระสุดท้ายในปี 1994 (พ.ศ. 2537)

ในวัยเด็กเขาใช้ชีวิตในแมนจูเรีย ภายหลังจากพ่อแม่ของคิม พาเขาหนีการปกครองเจ้าอาณานิคมญี่ปุ่น (เกาหลีตกอยู่ใต้อำนาจของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1910 หรือ พ.ศ. 2453) และเข้าเรียนชั้นประถมในแมนจูเรีย ระหว่างเรียนเขาเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์เยาวชน เคยถูกจับจากการทำกิจกรรมระหว่างปี 1929-30 (พ.ศ. 2472-73) หลังถูกปล่อยตัว คิม เข้าร่วมกับหน่วยรบกองโจรต่อต้านญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 30s

ช่วงเวลานั้นเอง คิม เปลี่ยนชื่อมาเป็น“คิม อิล ซุง” อันเป็นชื่อของวีรบุรุษนักรบต่อต้านญี่ปุ่น “คิม คยุง ชอน” (Kim Kyung-Cheon, เสียชีวิตในปี 1942 หรือ พ.ศ. 2485) เคยใช้มาก่อน (บ้างก็กล่าวหาว่า เขาจงใจขโมยอัตลักษณ์ของวีรบุรุษรายนี้)

ความโดดเด่นของ คิม ทำให้โซเวียตดึงตัวไปศึกษาด้านการทหารและการเมืองและได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์โซ ซึ่งระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขายังได้เป็นผู้นำกองกำลังชาวเกาหลีภายใต้กองทัพโซเวียตด้วย

ย้อนกลับมาอธิบายบรรยากาศในเวลนั้น ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นมีท่าทียอมจำนนหลังถูกสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่ 2 ที่เมืองนางาซิกิ (Nagasaki) ก่อนหน้านั้นสหรัฐอเมริกาทำข้อตกลงกับสหภาพโซเวียต เนื่องจากเกรงว่าสหภาพโซเวียตจะเข้ายึดครองเกาหลีเพียงฝ่ายเดียว ข้อตกลงกำหนดให้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่งเขตปฏิบัติการทางทหารสำหรับการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น พื้นที่เหนือเส้นขนานที่ 38 เป็นความรับผิดชอบของสหภาพโซเวียต ขณะที่ทางตอนใต้ของเส้นขนานเป็นความรับผิดชอบของสหรัฐฯ

ในบริบทความสัมพันธ์ทางอำนาจนี้ สหรัฐอเมริกามองว่า เมื่อญี่ปุ่นยอมจำนน ดินแดนที่ญี่ปุ่นครอบครองต้องถูกยึดกลับมา ขณะที่เกาหลีจะอยู่ในภาวะพิทักษ์ หรือทรัสตี (Trusteeship) โดยมีสหรัฐอเมริกา จีน และประเทศอื่นอีกจำนวนหนึ่งเป็นผู้ดูแล

นโยบายนี้เป็นไปเพื่อป้องกันสหภาพโซเวียตยึดครองเกาหลี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ย่อมกระทบต่อดุลอำนาจในเอเชียตะวันออก (สหรัฐฯ ก็ต้องการมีสถานะเหนือกว่าโซเวียตด้วยเหตุผลหลายประการรวมถึงจำกัดอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออก) แนวคิดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากจีนและอังกฤษ สุดท้ายก็สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องภาวะทรัสตีกับโจเซฟ สตาลิน นายกรัฐมนตรีแห่งสหภาพโซเวียต แต่ยังไม่ได้มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดให้เกาหลีอยู่ในภาวะทรัสตี

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ก่อนหน้าที่ต่างชาติจะเข้ามาปลดอาวุธ ผู้สำเร็จราชการญี่ปุ่นในเกาหลีเริ่มตั้งรัฐบาลชั่วคราว ให้คนเกาหลีบริหารและควบคุม จากนั้นในช่วงสิงหาคม ค.ศ. 1945 คณะกรรมการเตรียมการเพื่อเอกราชของเกาหลีประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนเกาหลี (Koran People’s Republic) มีการร่างรัฐธรรมนูญ และเลือกคณะรัฐมนตรีโดยมีทั้งบุคคลที่เป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ในช่วงแรกก็เป็นไปแบบไม่มีปัญหา แต่ก็มาเผชิญปัญหาความขัดแย้งทางความคิดและช่วงชิงอำนาจระหว่างคอมมิวนิสต์กับฝ่ายขวา ฝั่งฝ่ายขวาก็จัดตั้งพรรคประชาธิปไตยเกาหลี (Korean Democratic Party)

เดือนกันยายน ค.ศ. 1945 สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการภารกิจในส่วนเกาหลีตอนใต้ ด้วยจุดยืนของสหรัฐฯ และบรรยากาศที่คุกรุ่นด้วยประเด็นเรื่องคอมมิวนิสต์ ผู้นำทหารสหรัฐอเมริกามองผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนเกาหลีในฐานะขั้วตรงข้าม และไม่ยอมรับสถานะสาธารณรัฐประชาชนเกาหลี และประกาศว่า สาธารณรัฐประชาชนเกาหลีมีสถานะนอกกฎหมายเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1945 สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายและการปะทะกันเล็กน้อย

สหรัฐอเมริกามีแผนจัดตั้งรัฐบาลจากฝ่ายชาตินิยม โดยมีคิมคู และอีซึงมัน อดีตประธานาธิบดีของรัฐบาลเกาหลีพลัดถิ่นเป็นผู้นำ จากนั้นจะขยายอำนาจไปถึงดินแดนส่วนเหนือ หากไม่สามารถทำได้ก็จะจัดตั้งรัฐบาลแยกส่วนเหนือและใต้ เมื่อดูจากท่าทีของคิมคู ที่ต่อต้านเรื่องเกาหลีอยู่ในสภาวะทรัสตี สหรัฐฯ จึงหันมาสนใจคิมคยูซิก รองประธานาธิบดีในรัฐบาลเกาหลีชั่วคราวในจีน แต่รายนี้ก็คัดค้านเช่นกัน สุดท้ายก็ต้องพิจารณาอีซึงมัน ซึ่งในเบื้องลึกแล้วก็ไม่ลงรอยกับผู้นำทหารสหรัฐอเมริกาในเกาหลี

ขณะที่สหภาพโซเวียตเริ่มปฏิบัติการในเกาหลีส่วนเหนือเมื่อสิงหาคมปีเดียวกัน กองทัพสหภาพโซเวียตเข้ามาในเปียงยาง และให้การรับรองคณะกรรมการบริหารของประชาชน ใน 5 จังหวัด อีกทั้งยังรับรองคณะกรรมการบริหารของประชาชนในระดับเมืองและระดับล่างลงมา หลังจากนั้นไม่นาน คิมอิลซุง (Kim II-sung) ก็เริ่มปรากฏตัว (ไม่มีข้อมูลเรื่องเวลาที่ปรากฏตัวอย่างแน่ชัด) พร้อมกับนายพลโรมาเนนโก นายทหารของสหภาพโซเวียต ซึ่งเขาแนะนำคิมอิลซุง ต่อผู้นำชาตินิยมและกลุ่มคอมมิวนิสต์ ยกย่องเรื่องความกล้าหาญในการต่อสู้กับญี่ปุ่น เรียกได้ว่า เป็นการเปิดเผยท่าทีต้องการสนับสนุนให้เป็นผู้นำเกาหลีฝ่ายเหนือ

คิมอิลซุง

หลังความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) คิมพร้อมสหายที่ได้รับการฝึกฝนจากโซเวียตได้เดินทางกลับมาก่อตั้งรัฐบาลท้องถิ่นภายใต้การสนับสนุนของโซเวียต ก่อนดินแดนส่วนนี้จะกลายมาเป็นเกาหลีเหนือในปัจจุบัน

วิเชียร อินทะสี วิเคราะห์สาเหตุที่สหภาพโซเวียตต้องการสนับสนุนคิมอิลซุง ซึ่งขณะนั้นยังไม่ค่อยมีประชาชนรู้จักเขามากนัก และมีประสบการณ์ทางการเมืองไม่มากเช่นกันเพื่อเป็นผู้นำในอนาคตว่า สหภาพโซเวียตเชื่อถือและไว้วางใจคิมอิลซุง การที่จะไว้ใจได้ย่อมต้องรู้จักมานาน ซึ่งหากพิจารณาแล้ว ก่อนที่คิมอิลซอง เข้ามาในดินแดนเกาหลีก็มียศพันตรีในกองทัพสหภาพโซเวียต เชื่อว่าอาจทำงานในการทหารของสหภาพโซเวียตก่อนที่จะเดินทางไปในสหภาพโซเวียตในค.ศ. 1942 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเข้ามารับการอบรมด้านการเมืองก่อนที่จะเข้ามาในดินแดนเกาหลี แต่กรณีนี้ข้อมูลขัดกันกับข้อกล่าวอ้างของสหภาพโซเวียตที่เล่าว่า คิมอิลซองต่อสู้กับญี่ปุ่นในดินแดนแมนจูเรียกระทั่งเกาหลีได้รับการปลดปล่อยจากญี่ปุ่น

ประการต่อมา คือ สหภาพโซเวียตรับรู้ว่า กลุ่มคอมมิวนิสต์เกาหลีที่ต่อสู่กับญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วง 20 ปีก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็แตกออกเป็นฝักฝ่าย การสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งย่อมทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจขึ้น

และประการที่ 3 คือ สหภาพโซเวียต รู้ดีว่าคิมอิลซอง มีประสบการณ์การเมืองไม่มากนัก อาจต้องการให้คิมอิลซองเรียนรู้ในการเป็นผู้นำภายใต้การนำของนักชาตินิยมที่คนในพื้นที่ให้การยอมรับอย่างโชมันซิก สักระยะก่อน

ไม่นานนัก การดูแลด้านนิติบัญญัติและบริการขององค์กรท้องถิ่นในเกาหลีส่วนเหนืออยู่ภายใต้การดูแลของคิมอิลซุง และกลุ่มที่ฝักใฝ่สหภาพโซเวียต ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 หลังสหภาพโซเวียตเข้าปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น สนับสนุนการตั้งสำนักงานสาขาพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีที่กรุงเปียงยาง และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน คิมอิลซอง ก็ได้รับเลือกเป็นประธาน

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1946 สำนักงานสาขาพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ การดำเนินการของคิมอิลซองก็อยู่ภายใต้การชี้นำของสหภาพโซเวียต

คิม อิล ซุง ได้รับตำแหน่งผู้นำคนแรกแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 (พ.ศ. 2491) ในปีถัดมาเขาได้ดำรงตำแหน่งประธานพรรคแรงงานเกาหลี (พรรคคอมมิวนิสต์) ก่อนตัดสินใจบุกเกาหลีใต้ด้วยหวังรวมดินแดนคาบสมุทรเกาหลีเป็นหนึ่งเดียวในปี 1950 (พ.ศ. 2493) กลายเป็นสงครามเกาหลี ซึ่งเกาหลีเหนือ (มีสหภาพโซเวียตและจีนหนุนหลัง) ต้องเผชิญหน้ากับเกาหลีใต้ อันมีกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรสนับสนุน

บรรยากาศที่เป็นอยู่สะท้อนสภาพของความพยายามของมหาอำนาจในการมีอิทธิพลเหนือเกาหลีเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจในช่วงเริ่มต้นสงครามเย็น อันกลายเป็นความล้มเหลวของมหาอำนาจด้วย

นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า หากไม่ได้จีนหนุนหลัง เกาหลีเหนือคงไม่อาจต้านการรุกคืบของกองกำลังสหประชาชาติได้

สงครามสิ้นสุดลงด้วยสัญญาหยุดยิง ในปี ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) แต่ยังไม่สามารถหาทางออกในด้านสันติภาพร่วมกัน แต่ละฝ่ายไม่ยอมรับสถานะความเป็นรัฐของกันและกัน มาจนถึงยุค 2000s และมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นประปรายควบคู่ไปกับความพยายามของมหาอำนาจและชาติต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและหาข้อตกลงร่วมระหว่างทั้งสองฝ่าย

การบริหารประเทศของคิม อิลซุง

ด้านกิจการภายในประเทศ คิม กำจัดแรงต่อต้านและคู่แข่งทางการเมืองภายในพรรคแรงงานเกาหลีของเขาจนหมดสิ้น เปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ เป็นรัฐทหารที่มีกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เข้มงวด และมัธยัสถ์ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม และการรวมชาติเกาหลีภายใต้การปกครองของเกาหลีเหนือ

คิม เสนอปรัชญาทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ปรัชญาแห่งจูเช” (Juche) หรือ “การพึ่งพาตนเอง” เพื่อให้เกาหลีเหนือพัฒนาเศรษฐกิจของตนโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ (หรือพึ่งพาให้น้อยที่สุด)

เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ 50 และ 60 ก่อนเข้าสู่ภาวะทรงตัว และยังต้องเจอกับภาวะอดอยากในทศวรรษที่ 90 และหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในต้นทศวรรษที่ 90 ยิ่งทำให้เกาหลีเหนือโดดเดี่ยวเหลือจีนเป็นพันธมิตรหลักเพียงหนึ่งเดียว ขณะที่จีนเองก็หันไปพัฒนาความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้มากขึ้นในระยะหลัง

อย่างไรก็ดี ด้วยระบบโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพทำให้ตลอดการครองอำนาจของ คิม และทายาททางการเมืองของเขาแทบไม่เจอกับการต่อต้านหรือท้าทายไม่ว่าประเทศจะอยู่ในสถานการณ์เช่นใด

ในปี 1994 (พ.ศ. 2537) คิม ยอง ซัม (Kim Young-Sam) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้น มีกำหนดการณ์ที่จะร่วมประชุมกับ คิม ซึ่งถือเป็นการประชุมที่ไม่เคยมีมาก่อนระหว่างสองผู้นำ

การประชุมดังกล่าวไม่เกิดขึ้นเนื่องจากคิมอิลซุง เสียชีวิตลงในวันที่ 8 กรกฎาคม ด้วยอาการหัวใจวายก่อนกำหนดการประชุม ทำให้ คิม จอง อิล บุตรชายขึ้นครองอำนาจต่อ ทำเนียบประธานาธิบดีแห่งเกาหลีเหนือจึงได้ประกาศยกย่องให้ คิม อิล ซุง เป็น “ประธานาธิบดีตลอดกาลแห่งสาธารณรัฐ”

คิม จองอิล ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคแรงงาน หรือพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลี และประธานกรรมการกลางด้านการทหาร แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งประธานาธิบดี (ตำแหน่งถูกยกเลิกช่วงคิม อิลซุง เสียชีวิต) แต่ในทางปฏิบัติ เป็นที่ทราบกันว่าตำแหน่งนี้ถืออำนาจสูงสุดเท่าประธานาธิบดี คิมจองอิล ดำรงตำแหน่งมาจนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554)

ผู้นำคนต่อมาคือ คิม จองอึน บุตรชายคนเล็กของคิม จองอิล และนั่นคือผู้นำเกาหลีเหนือคนที่ 3 นับตั้งแต่แบกแยกประเทศ

หมายเหตุ: เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงขึ้นจากบทความ “8 กรกฎาคม 1994: “คิม อิล ซุง” ผู้นำสูงสุดคนแรกของเกาหลีเหนือเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย” และ “ทำไมแยกเกาหลีเหนือ-ใต้ กำเนิดเส้นขนานที่ 38 จากราชวงศ์โชซอน ถึงคิมอิลซองคุมโสมแดง”

อ้างอิงที่อ้างถึงใน 2 บทความต้นทาง :

ไกรฤกษ์ นานา. “อย่าให้เหมือนเกาหลี กษัตริย์ที่หายไปจากภาพประมุขทั่วโลกออกมหาสมาคม”. ใน ศิลปวัฒนธรรม. พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิเชียร อินทะสี. เกาหลีในช่วงอลหม่าน ค.ศ. 1864-1953. พิษณุโลก : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2561

รงรอง วงศ์โอบอ้อม. ประวัติศาสตร์เกาหลี. กรุงเทพฯ : พี.เอ.ลีฟวิ่ง, 2561

“Kim Il-Sung”. Encyclopædia Britannica. Encyclopædia Britannica Online.
Encyclopædia Britannica Inc., 2016. Web. 07 Jul. 2016
.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 เมษายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...