โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ขับรถดี"...จ่ายเบี้ยแพง? ประกันหนุน คปภ. สร้างความเป็นธรรม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ต.ค. 2563 เวลา 04.34 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 03.16 น.
ภาพโดย Free-Photos จาก Pixabay

ปัจจุบันการคิดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ในเมืองไทยยังใช้วิธีการ ที่เรียกว่า “เฉลี่ยภัย” ส่งผลให้คนที่ขับรถดีต้องจ่ายเบี้ยแพง (กว่าที่ควร) เพื่อไปรองรับคนที่ขับรถไม่ดี

จากประเด็นดังกล่าว ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงได้เร่งศึกษาแนวทางการให้บริษัทประกันต้องให้ความสำคัญกับ “ประวัติบุคคล-พฤติกรรมผู้ขับขี่” โดยนำมาพิจารณาคำนวณเบี้ยประกันรถยนต์ จากเดิมเน้นที่ “ตัวรถ” เป็นหลัก เพื่อสะท้อนอัตราเบี้ยประกันที่ควรจะเป็นออกมา

โดย “ชูฉัตร ประมูลผล” รองเลขาธิการด้านกำกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คปภ.กำลังเร่งศึกษาเรื่องดังกล่าวอยู่ เพื่อจะได้สะท้อนอัตราเบี้ยประกันที่แท้จริงออกมาได้ดีขึ้น

เพราะตามรายงานสถิติการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (เคลมประกัน) ในแต่ละปี พบว่าผู้ขับขี่รถส่วนใหญ่กว่า 75% เคลมสินไหมต่ำกว่า 65% และผู้ขับขี่ประมาณ 15% เคลมสินไหมเกิน60% แต่ไม่ถึง 70% ในขณะที่ผู้ขับขี่แค่ 5% เท่านั้นที่เคลมสินไหมสูงเกิน 75% ซึ่งก่อให้เกิดเคลมในระบบสูงจนส่งผลต่อการปรับขึ้นเบี้ยทั้งระบบ

“คนที่เคลมสูงมีไม่มาก แต่กระทบต่อผู้ขับรถที่มีประวัติดี ดังนั้น ธุรกิจประกันภัยรถยนต์จึงควรประเมินข้อมูลเฉพาะ อาทิ เพศ, อายุ, อาชีพ, การศึกษา, สถานภาพ และพฤติกรรมการขับขี่ นอกเหนือจากยี่ห้อรถ, ปีการผลิต, สภาพการใช้งาน (เชิงพาณิชย์/ส่วนบุคคล) โดยปัจจุบันในต่างประเทศเริ่มใช้รูปแบบ parametric คือให้ลูกค้ากำหนดเงื่อนไขในกรมธรรม์ได้ด้วยตัวเอง เพื่อรับความคุ้มครองเฉพาะราย และติดตั้งอุปกรณ์ black box รวมเข้ากับเครื่องวัดความเร่งเพื่อเก็บข้อมูล เช่น ความเร็ว, การหักเลี้ยวรถ, ความรุนแรงในการเบรก ซึ่งถือว่าเก็บข้อมูลได้ค่อนข้างเชิงลึก” นายชูฉัตรกล่าว

ขณะที่“อานนท์ วังวสุ” นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ตามแนวทางของ คปภ.หากจะดำเนินการต้องมีข้อมูลหรือมีการแชร์ประวัติผู้ขับรถไม่ดีระหว่างบริษัทประกันภัยร่วมกัน แต่ปัจจุบันยังทำได้ยากเพราะข้อมูลไม่เชื่อมกัน ทำให้ไม่มีมาตรการที่จะขึ้นเบี้ยคนที่ขับรถไม่ดีเวลา “ย้ายค่าย” ส่งผลให้บริษัทประกันในไทยขาดทุนกันไปหลายราย

ในขณะที่ต่างประเทศทำได้เพราะมีการกำหนดว่า หากจะไปทำประกันรถใหม่กับบริษัทอื่นจะต้องมีคำรับรองจากบริษัทประกันเก่าประกอบด้วย และมีการแชร์ข้อมูลการเคลมสูงระหว่างบริษัทประกัน ซึ่งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งผลักดันระบบฐานข้อมูลกลางด้านประกันภัย (IBS) ให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็ว

“เชื่อว่าแนวทางนี้ภายใน 4-5 ปีข้างหน้าคงจะเป็นไปได้ เพราะขณะนี้เริ่มเห็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพที่จะเข้ามาจับพฤติกรรมการขับขี่ และอาจต้องมีการกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (deductible) เพื่อให้คนมีความระมัดระวังในการขับรถมากขึ้น ซึ่งเครื่องมือที่มาช่วยจับพฤติกรรมก็จะเหมือนกำไลข้อมือคนป่วยเพื่อสะท้อนการจ่ายเบี้ยประกันตามที่ใช้จริง” นายอานนท์กล่าว

“วาสิต ล่ำซำ” ประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า หลังจากนี้คงต้องมีการทำไกด์ไลน์และดำเนินการเชิงโครงสร้างกฎระเบียบในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่ ขณะที่ IBS ยังไม่สมบูรณ์เพราะมีข้อกังวลหลายด้านจากกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ข้อมูลง่าย ๆ อย่างส่วนลดประวัติดี (no claim bonus : NCB) ก็ไม่มีการแชร์ให้กัน

“เป้าประสงค์หลักเราต้องการให้คนขับรถดีมีความสัมพันธ์กับเบี้ยประกันที่ถูกชาร์จ ส่วนเรื่องลดอัตราการเคลมในระบบเป็นเรื่องท้าย ๆ ที่จะตามมา” นายวาสิตกล่าว

“วาสิต” เสนอแนะว่า หากจะผลักดันให้ทำเรื่องนี้ได้เร็วโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์มาเก็บสถิติ อาจทำในรูปแบบ “แอปพลิเคชั่น” ในสมาร์ทโฟน และยิ่งหากใช้เทคโนโลยี 5G ข้อมูล GPS tracking จะรวดเร็วมาก ทำได้หลายมิติ

“อาจเริ่มต้นข้อมูลกรมธรรม์เป็นชื่อเจ้าของรถ, ผู้เอาประกัน แต่ไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ก็ได้ แล้วต่อไปก็ต้องไปแก้โครงสร้างกรมธรรม์ประกันรถ และปรับพิกัดอัตราเบี้ยให้สอดคล้องกับการประยุกต์ใช้ NCB เฟสแรกอาจใช้ NCB ไปยึดโยงกับการขับขี่จริงของผู้เอาประกันก่อน” นายวาสิตกล่าว

ปิดท้ายที่ “กี่เดช อนันต์ศิริประภา” ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย บอกว่า ในต่างประเทศบริษัทประกันจะมีการจัดการกับลูกค้าที่ขับรถโดยขาดความระมัดระวัง โดยทำราคาเบี้ยให้เหมาะสมกับพฤติกรรม และเพื่อความเป็นธรรมกับผู้ที่ขับรถดี ส่วนในเมืองไทยเริ่มมีการนำ big data มาใช้ เช่น กรมธรรม์เปิด-ปิด, กรมธรรม์ตามไมล์ที่ขับขี่ หรือ area pricing เป็นต้น

นับจากนี้ข้อมูลเชิงสถิติรายบุคคลของผู้ที่ทำประกันภัยรถยนต์จะมีความสำคัญมาก เพราะเมื่อมีการนำไปใช้อย่างจริงจังจะทำให้ค่าเบี้ยประกันสะท้อนพฤติกรรมการขับขี่และมีความเป็นธรรมมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...