คุยกับ ‘คุณแองจี้ - จิรัญญา ประชาเสรี’ หญิงแกร่งแห่ง CRYOVIVA ผู้นำด้านนวัตกรรมสเต็มเซลล์ระดับโลกที่เชื่อว่าทุกคนมีโอกาสเข้าถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้
งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าในอนาคต มนุษย์มีแนวโน้มจะมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้วิกฤติสุขภาพ ทั้งโรคภัยไข้เจ็บ กับความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะต่างๆ ของโลก ย่อมส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์โดยตรงอย่างแน่นนอน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่านวัตกรรมใดจะเข้ามาช่วยมนุษย์ให้มีสุขภาพที่ดีในสภาวะเหล่านี้ได้บ้าง
โชคดีว่านั่นคือสิ่งที่ ‘คุณแองจี้ - จิรัญญา ประชาเสรี’ ประธานกรรมการบริหาร ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด ต้องการขับเคลื่อนมาตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ผ่านการทำงานภายใต้แบรนด์ CRYOVIVA (ไครโอวิวา) ธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์แห่งเดียวในประเทศไทยที่ให้บริการครอบคลุมทั้งด้านการจัดเก็บและการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดด้วยมาตรฐานเดียวกันกับระดับสากล และเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของการผลิตสเต็มเซลล์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาใหม่ ATMP (Advance Therapy Medicinal Product) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน GMP PIC/S (Good Manufacturing Practice - Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) ตามหลักเกณฑ์ผลิตยาขั้นสูงของสหภาพยุโรป (EU) เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตยาขั้นสูง โดยเน้นการป้องกัน และขจัดความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นอันตราย หรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย ห้องปฏิบัติการถือเป็นหัวใจหลักในด้านการจัดเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ซึ่งไครโอวิวายังเป็นเพียง 1 ใน 3 ของธนาคารสเต็มเซลล์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก AABB หรือสมาคมเพื่อความก้าวหน้าด้านเลือดและชีวรักษา ประเทศสหรัฐอเมริกา (Association for the Advancement of Blood & Biotherapies) ทั้งสองสาขาคือ การจัดเก็บสเต็มเซลล์ และการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอน มีเครือข่ายห้องปฏิบัติการอยู่ในไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย รวมถึงให้บริการเก็บสเต็มเซลล์ในอีกกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
ไม่เพียงแค่เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถช่วยให้มนุษย์กำหนด ‘ทางเลือก’ ของชีวิตตัวเองได้ ภารกิจของคุณจิรัญญา และ CRYOVIVA ยังเป็นการสร้างการรับรู้ใหม่ๆ ออกไปสู่คนไทยว่าการเก็บสเต็มเซลล์คือส่วนหนึ่งของ ‘ไลฟ์สไตล์’ สุขภาพ และต้องการเห็นสังคมตระหนักรู้เรื่อง Health & Wellness ในฐานะผู้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันสุขภาพที่เชื่อว่าทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงการชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกาย เพื่อต่อสู้กับวิกฤติโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
และการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคม Aging Society อย่างเต็มตัว ทางเลือกของการใช้สเต็มเซลล์จึงไม่ใช่เพียงแค่การรักษาโรค แต่ยังเป็นทางเลือกของการป้องกันความเจ็บป่วยและเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องรอให้แก่ตัวไป แต่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ ‘วันนี้’ และ ‘ตอนนี้’ ได้เลย เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเราเอง
Q : ย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีก่อน ตอนที่เทคโนโลยีด้านสเต็มเซลล์ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ CRYOVIVA เกิดขึ้นมาจากตรงไหน
A : หากมองย้อนไปเมื่อ 17 ที่แล้ว ไครโอวิวาเริ่มมีการเปิดห้องปฏิบัติการที่ประเทศอินเดีย ผู้ก่อตั้งคุยกันว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ทั้งใหม่และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย จึงตัดสินใจตั้งบริษัทและห้องปฏิบัติการที่ประเทศไทยขึ้นมา โดยมีวิสัยทัศน์ว่าต้องการรองรับความต้องการในอนาคตของการรักษาซึ่งน่าจะทำได้ด้วยสเต็มเซลล์ที่ได้มาตรฐานสูง จึงเริ่มทำการวิจัยมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ในประเทศไทย คนยังมีความรู้เรื่องเหล่านี้ค่อนข้างน้อย จึงต้องให้ความรู้กับทั้งบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงลูกค้าให้มากที่สุด เพราะเราสร้างรากฐานธุรกิจมาด้วยแนวคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือความรู้ พยายามให้คนเห็นถึงความเป็นไปได้ของสเต็มเซลล์ในอนาคต เหมือนเราซื้อประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และยังมองว่ามันจะสามารถเป็นหลักประกันสำหรับสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยในอนาคตได้ มาถึงวันนี้ 17 ปีให้หลัง จะเห็นว่าทั้งแพทยสภาไทย รวมถึงองค์กรการแพทย์ทั่วโลก เริ่มมีการนำสเต็มเซลล์มาใช้ในการรักษา ตัวอย่างเช่น สเต็มเซลล์ชนิดเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ทั้งที่เป็นกลุ่มโรคมาตรฐานและโรคอุบัติการณ์ใหม่ได้มากถึง 85 โรค นอกจากนั้นแล้วยังมีการวิจัยมากขึ้นทุกวันทั่วโลก โดยเฉพาะตั้งแต่หลังช่วงโควิด ซึ่งจะเห็นว่าตัวเลขของการใช้สเต็มเซลล์ชนิดต่างๆ เพื่อรักษาในเอเชียนั้นก้าวกระโดดอย่างมาก
Q : ส่วนตัวคุณที่ไม่เคยมาจับธุรกิจด้านสุขภาพมาก่อน มีความตื่นเต้นและความกดดันอย่างไรบ้าง ในฐานะผู้ก้าวเข้ามามาบริหาร
A : ความกดดัน กับความกังวลสูงมากค่ะ ในการบริหารธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตคน แต่โชคดีว่าตอนที่ลูกมีโอกาสได้รักษาด้วยการใช้สเต็มเซลล์ ก็ศึกษาเรื่องนี้จากมุมของคนที่ได้รับโอกาสมาบ้าง สิ่งที่ยังต้องเรียนรู้เพิ่มอาจเป็นเรื่อง Technical และความปลอดภัยซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจนี้ หน้าที่ของเราคือการเป็นโค้ชและลีดเดอร์ที่ดีให้กับทีมงาน ธุรกิจด้านการแพทย์แตกต่างจากธุรกิจที่เคยทำอย่างการเงิน หรือการผลิตอุตสาหกรรม แต่มองว่าเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งนะ เพราะเราได้รับประสบการณ์จากหลายๆ ธุรกิจมาปรับใช้ได้ และการที่อยู่ในธุรกิจอื่นมาก่อนก็ทำให้ได้ประสบการณ์ในการมองเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่างกัน ซึ่งโชคดีมากที่ได้ทีมงานที่มีความรู้ มีประสบการณ์สูงมากในเรื่องของห้องฏิบัติการ รวมถึงด้านความปลอดภัย เลยทำให้ความกังวลของเราลดลงไปด้วย ทำให้โฟกัสได้ว่าจะพาธุรกิจเดินไปข้างหน้าอย่างไร ทำอย่างไรให้คนได้เข้าใจถึงประโยชน์ของสเต็มเซลล์มากที่สุด
Q : การเก็บสเต็มเซลล์จากมนุษย์คนหนึ่งมีขั้นตอนหรือวิธีการอย่างไรบ้าง
A : ก่อนหน้านี้ ส่วนมากการเก็บสเต็มเซลล์จะได้มาจากไขกระดูก ซึ่งการเจาะไขกระดูกนั้นค่อนข้างหาแมทช์ (Matched) ยาก หรือตัวคนไข้เอง การหาสเต็มเซลล์จากไขกระดูกเพื่อมารักษาก็เป็นเรื่องไม่ง่าย รวมทั้งการเก็บก็มีความเจ็บปวด ทำให้มีโอกาสน้อยในการเข้าถึงการรักษา เพราะทรัพยากรทุกอย่างมีจำกัด แต่ทุกวันนี้เซลล์จากแหล่งอื่นๆ สามารถที่จะเพาะได้แล้ว และมีโอกาสใช้ได้ในระยะที่ยาวกว่า หรืออย่างเมื่อก่อนที่โอกาสเดียวในการเก็บสเต็มเซลล์ได้คือการคลอดลูก ซึ่งจะได้สเต็มเซลล์ที่มาจากเลือดสายสะดือโดยตรง แต่ในปัจจุบัน เรายังสามารถเก็บสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อสายสะดือได้อีกด้วย
และในวันนี้เราสามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้จากไขมันของตัวเอง จากกระแสเลือดของตัวเอง โดยมีการวิจัยมาแล้วว่ามีโอกาสที่จะนำไปใช้รักษาโรคได้อย่างแท้จริง เช่น การฟื้นฟูร่างกายภายหลังการรักษามะเร็ง เราคิดว่าสเต็มเซลล์จะเป็นความหวังในอนาคตที่เราใช้เสมือนยาหนึ่งตัว แต่จะเป็นยาที่สามารถ Customize ได้ว่าเหมาะกับโรคใด อาการแบบใด จะไม่ใช่ One Size Fits All หรือแบบเดียวใช้ได้สำหรับทุกคน ทุกโรค
Q : ในการเก็บสเต็มเซลล์ 1 ครั้ง สามารถนำมาใช้ได้ยาวนานแค่ไหน อย่างไร
A : ในเคสของผู้ใหญ่ การเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสเลือดหรือไขมันของตัวเองคือการที่เราเจ็บตัวครั้งเดียว แล้วนำสเต็มเซลล์มาเพาะเก็บไว้ เพื่อให้พร้อมสามารถเบิกใช้เป็นระยะตามความจำเป็น โดยอิงถึงงานวิจัยและผลที่เห็นอย่างชัดเจนว่าเซลล์นั้นสามารถใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ในอาการ หรือโรคอะไรบ้างค่ะ ซึ่งต้องดูแลโดยแพทย์ที่มีความรู้ ความชำนาญ
Q : เซลล์ของเราเองจะสามารถใช้ได้กับคนในครอบครัวของเราด้วยไหม
A : ถ้าเป็นพวกเนื้อเยื่อที่จัดเก็บตั้งแต่เด็กจะใช้ได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นเลือด จะเป็นการแมทช์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเลือดของเราจะแมทช์ (Matched) ได้กับทุกคนในครอบครัว มีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องดูเป็นกรณีๆ ไปด้วยเหมือนกัน
Q : จากจุดเริ่มต้นของ CRYOVIVA เมื่อ 17 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน สเต็มเซลล์ครอบคลุมการรักษาโรคมากขึ้นอย่างไร
A : ถ้ามองสเต็มเซลล์ในปัจจุบัน มันไม่ได้เป็นเรื่องของการรักษาเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ยังเป็นเรื่องของการฟื้นฟูตอนที่เรามีอายุมากขึ้น หรือตอนที่ร่างกายเริ่มเสื่อมไป รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า Pre-emptive Care หรือการที่เราเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ตั้งแต่ก่อนป่วยด้วย การใช้สเต็มเซลล์จึงเหมือนการที่เราค่อยๆ Maintenance ค่อยๆ ดูแล ซ่อมแซมร่างกายตัวเองไปในแต่ละช่วงของชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสในการเจ็บป่วยและการเกิดโรคภัยต่างๆ
Q : สำหรับตัวคุณเองในฐานะคนเป็นแม่ ผู้เคยมีประสบการณ์การใช้สเต็มเซลล์เพื่อประโยชน์ในการรักษาหนึ่งในลูกแฝดของตัวเอง มองว่าการที่แม่มีทางเลือกให้กับชีวิตลูกๆ มีความสำคัญอย่างไร และการเก็บสเต็มเซลล์จะช่วยแม่คนอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันนี้ได้อย่างไรบ้าง
A : จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ ตัวเองก็ไม่เคยรู้จักตัวสเต็มเซลล์มากนัก อีกอย่างเมื่อประมาณ 23 ปีก่อน ประเทศไทยก็ยังไม่มีห้องปฏิบัติการหรือบริษัทที่ทำการเก็บสเต็มเซลล์ จนกระทั่งมีรุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่าทำไมไม่เก็บสเต็มเซลล์ไว้ให้ลูกล่ะ พอดีตอนนั้นน้องสาวของเรายังเรียนอยู่ที่อเมริกา จึงช่วยติดต่อกับบริษัทที่อเมริกาให้ ตอนที่คลอดน้องก็เลยตัดสินใจเก็บสเต็มเซลล์ไว้ และส่งไปเก็บในห้องปฏิบัติการที่อเมริกาค่ะ
ลูกสาวเราเป็นแฝดผู้หญิง คนน้องเป็นดาวน์ซินโดรม มีปัญหาเรื่องภูมิและกล้ามเนื้ออ่อนแรง เข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ตอนนั้นมีคนบอกว่าสเต็มเซลล์ที่เราเก็บไว้สามารถนำมาใช้ช่วยได้นะ ซึ่งเราก็มองว่าน่าสนใจ แต่เนื่องจากเขาเป็นเด็กพิเศษ จึงไม่สามมารถใช้เซลล์ของตัวเองได้ เพราะจะกลายเป็นเซลล์ผิดปกติที่กลับเข้าไปในร่างกาย แต่โชคดีที่สามารถใช้เซลล์ของแฝดคนพี่ไดั พอใช้ไป เราก็ไม่รู้ว่าเป็นความนึกคิดของเราเอง หรือเป็นความบังเอิญหรือเปล่า แต่เรามองเห็นว่าลูกเราดีขึ้น จากที่เขาเคยเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ ก็น้อยลง อาการภูมิแพ้ต่างๆ ก็ดีขึ้น แต่ก็ต้องอาศัยระยะเวลาช่วงหนึ่ง ไม่ใช่ปุบปับ เพราะเซลล์ต้องมีเวลาได้เข้าไปทำงาน และเนื่องจากจำนวนเซลล์ของเรามีจำกัด ตอนนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะเพาะขยายเซลล์เพิ่ม แต่ปัจจุบันมีการหาเซลล์และเพาะเซลล์เพิ่มได้มากขึ้น ตอนนี้น้องอายุ 22 แล้ว พัฒนาการเขาดีขึ้น ดูแลตัวเองได้ปกติทุกอย่าง มีบ้างที่อาจจะยังพูดไม่ค่อยชัด แต่อย่างอื่นทำได้เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ น้องเรียนจนจบไฮสคูล และกำลังชอบทำอาหารเดลิเวอรี่ จากความที่เขาชอบทำอาหาร นอกจากนั้นเขายังชอบเรื่องดนตรีด้วยค่ะ
Q : จากประโยชน์ที่คนเป็นแม่อย่างคุณเคยได้รับจากการใช้สเต็มเซลล์ คุณอยากส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับคนอื่นๆ อย่างไรบ้าง
A : สำหรับตัวเองคือได้เห็นแล้วว่าเวลาเรามีหลักประกันตรงนี้ มันมีโอกาสที่จะได้ใช้อย่างแน่นอน เราอยากให้ทุกคนได้มีโอกาสเก็บสเต็มเซลล์ ไม่ว่าจะมีฐานะแบบใด ทุกคนควรมีสิทธิ์เท่ากัน นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เรามีแผนในการชำระเงินที่หลากหลาย ไม่จำเป็นว่าคุณต้องมีเงินก้อนใหญ่อีกต่อไปแล้วถึงจะเก็บสเต็มเซลล์ได้ ผ่อนได้ถึง 20-30 ปี เงินที่ใช้อาจจะสำหรับผ่อนได้เดือนละพัน-สองพันกว่าบาทเท่านั้นในแพคเกจเริ่มต้น เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการใช้สเต็มเซลล์
นอกจากนั้น ตอนนี้เรายังได้เริ่มการทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐฯ หนึ่งในนั้นคือ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ เพื่อเปิดกว้างให้คนทั่วไปได้มีโอกาสเก็บสเต็มเซลล์มากขึ้น โดยที่เราเองมาดูเรื่องของราคา เรื่อง Benefit ต่างๆ ที่ลูกค้าจะได้รับ เพราะถ้าเราสามารถใช้สเต็มเซลล์เข้าไปรักษาโรคต่างๆ ได้ ก็มีโอกาสที่จะลดค่าใช้จ่ายในระบบสาธารณะสุขของประเทศได้มากด้วย ถ้าการใช้สเต็มเซลล์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในระบบสาธารณะสุขได้ เราเชื่อว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของคนไทยจะลดลง ก็นับเป็นการช่วยประเทศได้อีกทางหนึ่ง
อีกอย่างเมื่อการใช้สเต็มเซลล์ในไทยเริ่มแพร่หลาย ผู้คนจากหลากหลายประเทศก็จะเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อใช้สเต็มเซลล์ในการรักษา หรือมองหาโอกาสในการใช้สเต็มเซลล์มากขึ้น เพราะการวิจัยในบ้านเราก็นับว่าพัฒนาขึ้นมาก ชั่วโมงบินของแพทย์กับนักวิจัยในบ้านเราก็มีมากกว่าในหลายๆ ประเทศ ซึ่งนักท่องเที่ยงเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism ตรงนี้นี่แหละที่สามารถทำให้เม็ดเงินไหลเข้าประเทศได้อีกมากมาย โจทย์ของเราคือทำให้ไทยเป็นฮับในด้านนี้ เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงที่จะขยายธุรกิจเชิงการแพทย์เข้ามาสู่ประเทศเรา
Q : ถ้าเทียบระหว่างอินเดีย สิงคโปร์ และเวียดนาม การใช้เทคโนโลยีสเต็มเซลล์ในบ้านเราในปัจจุบันถือว่าอยู่ตรงจุดไหน
A : ถ้ามองในแง่การวิจัย อินเดียยังถือว่าทำอยู่เยอะ และมีการใช้สเต็มเซลล์หรือวิจัยโดยคนกลุ่มใหญ่ขึ้น แต่โดยกฏเกณฑ์ข้อบังคับของอินเดียในปัจจุบันนี้ การใช้สเต็มเซลล์เลยยังไม่แพร่หลาย ทำได้ไม่มาก ส่วนเวียดนามเอง เขาก็มีการวิจัยมากขึ้นเหมือนกัน สำหรับไทย ถือว่าค่อนข้างแอดวานซ์นะคะ ถ้ามองในเชิงปฏิบัติ และงานวิจัยก็มีเกือบทุกโรงเรียนแพทย์ ในมุมมองของเราจึงมองว่า การพัฒนาเทคโนโลยีด้านสเต็มเซลล์ยังไปได้อีกไกล อยู่ที่เราแล้วว่าจะใช้โอกาสตรงนี้ให้เป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเองก็เริ่มเข้ามามองเห็น และพวกเราในฐานะผู้ประกอบการก็มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็นว่าเรามองโอกาสของความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไรบ้าง
Q : จุดแข็งในการให้บริการด้านการเก็บสเต็มเซลล์ของ CRYOVIVA คืออะไร
A : ต้องบอกว่าผู้ก่อตั้งและผู้ที่ลงทุนในบริษัทเรามองการณ์ไกลมาก เราเริ่มสร้างแล็บที่มีมาตรฐานสูงและได้รับการรับรองมาตลอดเวลา 17 ปีที่ผ่านมา โดยล้ำหน้าบริษัทอื่นที่ให้บริการคล้ายกันไปกว่า 10 ปี ซึ่งช่วง 2-3 ปีมานี้ก็มีการขยายแล็บออกไปอีก โดยที่แล็บปัจจุบันก็อยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับโรงงานผลิตยา เราทั้งมองการณ์ไกล มองล่วงหน้า และเตรียมทุกอย่างไว้พร้อม หากหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งมีการพิจารณากันอยู่ ณ ตอนนี้จากทางภาครัฐฯ เสร็จเรียบร้อยเมื่อไร เราพร้อมวิ่งไปต่อได้เลยค่ะ
Q : คุณมองว่านวัตกรรมด้านสเต็มเซลล์อีก 3 - 5 ปีข้างหน้าในบ้านเราจะพัฒนาไปในทิศทางใด
A : แน่นอนว่าเราน่าจะได้เห็นการใช้สเต็มเซลล์เพิ่มมากขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น และหวังว่ากฏเกณฑ์ กฏหมาย ต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ หรือผู้ใช้ จะมีการพัฒนาให้ทันตามกันไปด้วย ถ้าเราทำตรงนี้ได้ นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ก็จะหลั่งไหลเข้ามา เขาจะมั่นใจและรู้สึกปลอดภัย บ้านเราจะเป็นฮับด้าน Health & Wellness ทำให้เกิดธุรกิจด้านสุขภาพใหม่ๆ ตามมา และทำให้เม็ดเงินหลั่งไหลเข้าประเทศไทยได้อีกมาก
คิดว่าถ้ามองไปถึง 3-5 ปี ข้างหน้า สเต็มเซลล์จะมีบทบาทที่ใหญ่ขึ้นมากในเรื่องการรักษาพยาบาล รวมถึงการเป็นตัวช่วยให้คนมีคุณภาพที่ดีขึ้นในเรื่องการซ่อมแซม เพราะว่าการแพทย์ในปัจจุบัน เรื่องการซ่อมแซมยังมีน้อยกว่าการรักษา มีคนพูดเรื่อง Wellness เยอะมาก แต่ Wellness จริงๆ แล้วคืออะไร การฟื้นฟู การป้องกัน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของ Wellness ด้วยเหมือนกัน เราไม่ได้มองแค่เฉพาะคนที่เจ็บป่วยแล้ว แต่เป็นการทำอย่างไรให้ไม่ป่วย หรือมีโอกาสป่วยน้อยลง นั่นคือหน้าที่ของเราที่จะให้ความรู้ความเข้าใจกับสังคมต่อไปค่ะ
Q : สังคมที่มีความตระหนักเรื่อง Health & Wellness สำคัญอย่างไร
A : ถ้าเรามองถึงประชากรโลก กับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับ Resource ต่างๆ ที่มีอยู่เท่าเดิมหรือลดน้อยลงไปทุกวัน บวกกับมนุษย์มีแนวโน้มว่าจะมีอายุยืนขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นว่า Resource ทุกอย่างถูกกดดัน ขณะเดียวกันถ้าคนมีชีวิตที่ยาวขึ้น แต่เจ็บป่วยมากขึ้นด้วย ทรัพยากรต่างๆ มันยิ่งโหลด เพราะอัตราการเกิดของคนก็น้อยลง ไม่เหมือนในอดีตที่คนสูงอายุเกิดเจ็บป่วยก็มีลูกหลานมาดูแล ในปัจจุบันคนก็เลือกที่จะไม่มีลูกเลย สังคมเปลี่ยน แนวคิดเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน แล้วพอคนเหล่านี้อายุมากขึ้น โอกาสที่จะมีคนดูแลก็น้อยลงไปอีก
คนพูดกันถึงเรื่องรักษ์โลกใช่ไหมคะ แต่สิ่งสำคัญ มองว่าถ้าเราจะรักษ์โลก เราก็ต้องรักตัวเองด้วยเหมือนกัน การรักตัวเองคือการทำอย่างไรไม่ให้เจ็บป่วย หรือมีโอกาสป่วยน้อยลง มันจะช่วยเราเซฟ Resource ของโลกที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ อีกอย่างในบ้านเราที่กำลังเข้าสู่สังคม Aging Society ทุกคนเริ่มหันกลับมามองว่า แล้วถ้าวันหนึ่งอายุ 60 จะดูแลตัวเองอย่างไร เรื่อง Health & Wellness จึงไม่ใช่แค่คุณภาพชีวิตของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มันยังหมายถึงสังคมโดยรวม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อกันไปด้วย
Q : Power of Now ที่คุณเชื่อคืออะไร
A : ‘YOUR LIFE IS YOUR CHOICE NOW’ ในมุมของ CRYOVIVA คือ เราต้อง ‘เลือก’ ให้ตัวเอง และเลือกให้เร็ว อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป โดยที่เราไม่ตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราและครอบครัว เพราะมันคือ Quality of Life ที่เราทุกคนเลือกได้ค่ะ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- คุยกับ ‘คุณแองจี้ - จิรัญญา ประชาเสรี’ หญิงแกร่งแห่ง CRYOVIVA ผู้นำด้านนวัตกรรมสเต็มเซลล์ระดับโลกที่เชื่อว่าทุกคนมีโอกาสเข้าถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้
- ‘เดียร์ลอง’ ผู้หญิงชื่อ ‘กวาง’ ที่เป็นอดีต Sex Creator และ นักทดลอง ผู้อยาก ‘ลอง’ ทำทุกอย่างที่อยากทำ
- เจ้าแม่หนังสยองขวัญนิวเจนฯ ‘มิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง’ จาก ‘พนอ’ หนังภาคต่อลองของ ที่มีมากกว่าความน่ากลัว แต่สะท้อนแง่มุมการรักตัวเอง ท่ามกลางสังคมอันโหดร้าย
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com