โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์ : WEST SIDE STORY 'คลาสสิค' / นพมาส แววหงส์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ธ.ค. 2564 เวลา 04.28 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 11.00 น.

 

WEST SIDE STORY

‘คลาสสิค’

 

กำกับการแสดง

Steven Spielberg

 

นำแสดง

Ansel Elgort

Rachel Zegler

Ariana DeBose

David Alvarez

Rita Moreno

Mike Faist

Brian d’Arcy James

Corey Stoll

 

ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าจะไม่มีอะไรมาลบเลือนความประทับใจวัยเด็กจากหนังมิวสิเคิล West Side Story ได้

ผู้เขียนยังอายุเกินสิบขวบมาได้ไม่เท่าไรเมื่อได้ดูครั้งแรก

เพลงแสนไพเราะที่เลนเนิร์ด เบิร์นสตีน แต่งทำนองและสตีเฟน ซอนด์ไฮม์ แต่งเนื้อร้อง (Maria, Tonight, One Hand One Heart, America, I Feel Pretty, Somewhere หรือเพลงสนุกชวนขบขันอย่าง Officer Krupke ที่ได้รับการตีความให้เข้มข้นและเจ็บแสบขึ้นในเวอร์ชั่นใหม่นี้) ซึ่งใครๆ ก็จำได้ขึ้นใจและร้องกันกระหึ่มไปทั่วโลก

งานออกแบบท่าเต้นที่สนุกสนานเร้าใจ ฝีมือของเจโรม รอบบินส์…แค่ฉากเปิดเรื่องยกพวกตีกันของพวกเจ็ตกับพวกชาร์ก ซึ่งมีการดีดนิ้วเป็นจังหวะ ก็ชวนให้อ้าปากค้างแล้ว…เวอร์ชั่นใหม่ก็ไม่ยอมให้เสียเอกลักษณ์ของเพลงนี้นะคะ

พระเอก-นางเอก ริชาร์ด บีย์เมอร์ และนาตาลี วู้ด แสนสวย ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นโรเมโอกับจูเลียตสมัยใหม่ หรือคู่รักที่ต้องมีอันคลาดคลาพลัดพรากกันไป…ทำให้คนดูร้องไห้ออกจากโรงกันน้ำตาเป็นเผาเต่าเลยทีเดียวเชียว

พระรอง-นางรอง เจ้าบทบาท จอร์จ ชาคิริส สุดหล่อคมเข้ม และริต้า โมเรโน ที่คว้าออสการ์จากบทสมทบไปครองทั้งสองคน

แต่หนังเวอร์ชั่นใหม่ ฝีมือสตีเวน สปีลเบิร์ก ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าแม้แต่น้อย ด้วยโปรดักชั่นอันละเมียดด้วยการเลือกโทนสีและองค์ประกอบภาพ รวมทั้งการตีความในรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งมีประเด็นแหลมคมขึ้นสำหรับคนในยุคปัจจุบัน โดยยังคงฟื้นความหลังฝังใจ ชวนเราเดินกลับไปบนถนนแห่งความทรงจำก่อนเก่าเมื่อ 60 ปีที่แล้ว คืนความสดชื่นกลับมาใหม่ โดยไม่สร้างความรู้สึกที่แปลกแปร่งไปจากเดิม

แต่ก็ลับประเด็นให้แหลมคมยิ่งไปกว่าเดิมขึ้นอีก

สปีลเบิร์กกำกับหนังที่เป็นรีเมกเรื่องนี้อย่างระมัดระวังด้วยความคารวะยิ่งทั้งต่อละครมิวสิเคิลต้นฉบับ (1957) และหนังมิวสิเคิล (1961) โดยเฉพาะในเมื่อหนังกวาดออสการ์ไปถึง 10 รางวัล รวมทั้งรางวัลใหญ่ คือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม (โรเบิร์ต ไวส์ และเจโรม รอบบินส์)

โดยเวอร์ชั่นใหม่นี้มีโทนี คุชเนอร์ (Angel in America, Munich, Lincoln) เป็นผู้เขียนบทและดึงแง่ปัญหาสังคม การแบ่งแยกผิว ความเกลียดชังที่นำไปสู่ “สงคราม” รวมทั้งประเด็นทางวัฒนธรรมอันหลากหลายให้เห็นโดดเด่นขึ้น

หนังยังคงวางท้องเรื่องไว้ในปลายทศวรรษ 1960 ในย่านเวสต์ไซด์ตอนเหนือของแมนฮัตตัน

และโฉมหน้าของถิ่นนี้กำลังจะแปรเปลี่ยนไป โดยการทุบตึกเก่าๆ ในย่านเสื่อมโทรมทิ้งไป เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการสร้างลินคอล์นเซ็นเตอร์ เพื่อเป็นศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งใหม่ในมหานครนิวยอร์ก

ย่านนี้มีแก๊งวัยรุ่นสองกลุ่มแย่งชิงความเป็นใหญ่ในพื้นที่อยู่

เดอะเจ็ตส์ เป็นแก๊งผิวขาว ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้อพยพชาวไอริสและชาวอิตาลี ภายใต้การนำของริฟฟ์ (ไมก์ เฟสต์) สมัยนี้ก็ต้องเรียกว่า “ขยะผิวขาว” (white trash) นั่นแหละ

และเดอะชาร์กส์ เป็นแก๊งผิวคล้ำ ประกอบด้วยผู้อพยพชาวเปอร์โตริโก หรือพวกละติน ภายใต้การนำของเบอร์นาโด (เดวิด อัลวาเรซ)

การช่วงชิงอำนาจของทั้งสองฝ่ายมาจากความเกลียดชังของเผ่าพันธุ์ ทำให้เห็นหน้ากันที่ไหนเป็นไม่ได้เลย จะต้องเบ่งกล้ามใส่กัน ท้าตีท้าต่อย หรือยกพวกเข้าวิ่งไล่กันอยู่เป็นประจำ

เป็นที่เหนื่อยหน่ายของตำรวจผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง…ตรงนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชื่อ ครัปกี เข้ามาคอยห้ามปรามหรือจับกุม…นำไปสู่เพลง Gee, Officer Krupke อันชวนจดจำ

ประเด็นที่แฝงอยู่เบื้องหลังของสงครามช่วงชิงพื้นที่จากแก๊งทั้งสอง คือ ทั้งสองฝ่ายที่เป็นชนชั้นล่างในสังคมจะไม่มีใครได้ครอบครองเป็นใหญ่เหนือพื้นที่ได้เลย เพราะย่านทั้งย่านกำลังจะกลายเป็นศูนย์ศิลปะการแสดงสำหรับชนชั้นกลางขึ้นไปจนถึงชนชั้นสูง

พูดง่ายๆ คือการประกาศสงครามระหว่างแก๊งนี้กระทำเพื่อช่วงชิงพื้นที่ซึ่งจะไม่มีใครได้เป็นเจ้าถิ่นในอนาคตข้างหน้าอันไม่ช้าไม่นานนี้

จึงนับเป็นความเกลียดชังที่เปล่าประโยชน์แท้ๆ และรังแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีใครเป็นผู้ชนะหรือเป็นฝ่ายได้ประโยชน์อันใดเลย

เช่นเดียวกับกรณีพิพาทหรือการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างตระกูลมอนตะคิวกับตระกูลคาปุเล็ตในบทละครเรื่อง Romeo & Juliet ของเช็กสเปียร์ ซึ่งมีแต่จะต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงกันทั้งสองฝ่าย

สรุปว่า ไม่ผิดหวังเลยค่ะสำหรับ West Side Story ฝีมือสปีลเบิร์กนี้ สูสีคู่คี่แบบยากที่จะตัดสินเมื่อเทียบกับหนังคลาสสิคปี 1961

แต่ก็ชอบมากเลยค่ะที่เขียนบทให้โมเรโน เจ้าของบท “อนิตา” เดิม ซึ่งปัจจุบันเธออายุ 90 แล้ว มาอยู่ในเรื่องด้วย (อาเรียนา เดอโบส ที่มาเป็นอนิตาคนใหม่ ก็ทรงพลังไม่น้อยเลย) โดยเข้ามาแทนบทของ “ด็อก” เจ้าของร้านขายยาที่พระเอกโทนีอาศัยอยู่ด้วย ในเวอร์ชั่นใหม่ ด็อกเสียชีวิตแล้ว ทิ้งร้านให้อยู่ในความดูแลของวาเลนตินา ผู้ภรรยาที่มีเชื้อสายละติน ซึ่งยังพูดอังกฤษด้วยสำเนียงแปร่งจัดอยู่

เรื่องราวของด็อกกับวาเลนตินาเป็นคู่ขนานที่สะท้อนถึงความรักข้ามวัฒนธรรมข้ามเชื้อชาติที่มีมาแต่ไหนแต่ไร ก่อนจะมาถึงคู่ของโทนี (แอนเซล เอลกอร์ต จาก A Fault in the Stars และ Baby Driver) กับมาเรีย (เรเชล ซีเกลอร์ นักแสดงหน้าใหม่ที่ร้องเพลงเพราะเหลือเกิน และมีเลือดชาวละตินแท้ๆ พูดภาษาสเปนคล่องเป็นไฟ สมบทบาทของมาเรียยิ่งนัก)

ริตา โมเรโน ในบทของวาเลนตินา เป็นคนร้องเพลงสุดท้ายที่ซาบซึ้งตรึงใจยิ่ง คือ Somewhere หลังจากโศกนาฏกรรมที่พรากคู่รักที่ถูกโชคชะตาขวางกั้นไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน

เพลงที่วาเลนตินาร้องนี้ยกระดับของความโง่เขลาของความเยาว์วัยและอ่อนโลกขึ้นสู่ความสุขุมลุ่มลึกของคนสูงวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วและมองทะลุข้ามพรมแดนของเชื้อชาติและความแตกต่าง

There’s a place for us, somewhere a place for us

Peace and quiet and open air wait for us somewhere

There’s a time for us, someday a time for us

Time together with time to spare, time to learn, time to care….

ดูหนังแล้วมีความสุขจริงๆ เลยค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...