‘เฟรเซอร์สฯ’ ยังมองตลาดลักชัวรี่ ปีนี้เปิดเพิ่ม 6 โครงการ ‘บ้าน-คอนโดฯ’ พร้อมออกต่างจังหวัดมากขึ้น
TODAY Bizview
อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 16.02 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2568 เวลา 09.02 น. • workpointTODAYภาพรวมเศรษฐกิจและความโกลาหลหลายปัจจัยทั่วโลก ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์พลอยได้ผลกระทบไปด้วย ผู้บริโภคคิดเยอะขึ้นก่อนใช้จ่าย หรือคนบางกลุ่มเลือกที่จะหยุดความฟุ่มเฟือยไปก่อนจนกว่าจะรู้สึกมั่นคงขึ้น
แต่สำหรับ ‘เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย)’มองว่าแม้ตลาดอสังหาฯ อาจจะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากปัจจัยรอบด้าน แต่ยังมีความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ‘ระดับบน’ เป็นไปได้ที่จะค่อยๆ ฟื้นตัว และนั่นทำให้ เฟรเซอร์ฯ ตัดสินใจวางแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ในปี 2025 อีก 6 โครงการด้วยกัน
‘สมบูรณ์ วศินชัชวาล’CFO และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ ในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2568 (ตุลาคม – ธันวาคม 2567) ว่ายังเป็นความท้าทายต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้จากธุรกิจที่อยู่อาศัยถึง 2,003 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์ และการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของเฟรเซอร์สฯ ขณะเดียวกันโครงการหลายแห่งที่เปิดตัวในปี 2024 ก็มีศักยภาพเพียงพอจะที่กระตุ้นรายได้ให้มากขึ้น เช่น
Grandio บางนา กม.5, Grandio เกษตร – นวมินทร์, Grandio ฟิวเจอร์ – รังสิต, Golden Town ศิริราช – ราชพฤกษ์ และ Golden Neo สุขุมวิท – ลาซาล เป็นต้น
[ กลยุทธ์เติบโตเน้น รีแบรนด์เก่า+เปิดแบรนด์ใหม่ ]
ปัจจุบันมีประมาณ 7 แบรนด์ ที่เฟรเซอร์ฯ จะเน้นรีแบรนด์และเปิดเป็นแบรนด์ใหม่ โดย ‘สมบูรณ์’ ได้พูดถึงความแตกต่างของแต่ละประเภท รวมถึงราคาเปิดตัวเริ่มต้นของแต่ละโครงการ ดังนี้
- The Royal Residence – จัดอยู่ในกลุ่ม Ultra Luxury หรือกลุ่มบนสุดของลักชัวรี ซึ่งจะเปิดตัวราคาอยู่ที่ 100 ล้านบาทขึ้นไป
- The Grand– จัดอยู่ในกลุ่ม Luxury โดยราคาเปิดตัวโครงการจะเริ่มต้นที่ 25-50 ล้านบาทต่อหลัง
- Grandio – อยู่ในกลุ่มไฮคลาส มีระดับ แต่ราคาย้อมเยาว์ อยู่เปิดตัวโครงการเริ่มต้นที่ 10 ล้านบาทต่อหลัง
- Gramour– แบรนด์นี้อยู่ในกลุ่มไฮคลาส และราคาเปิดตัวก็เริ่มต้นที่ 10-25 ล้านบาทเช่นเดียวกัน
- Gravite– กลุ่ม Upper Class ที่ทำเลบ้านยังสะดวกสบายอยู่ แต่ราคาย่อมเยาว์มากขึ้น เริ่มต้นโครงการอยู่ที่ 8 ล้านบาทต่อหลัง
- Goldina– กลุ่มพรีเมียมระดับบน ที่ราคาอาจจะควักเงินจ่ายง่ายหน่อิยสำหรับบ้าน เริ่มต้นโครงการอยู่ที่ 5-8 ล้านบาทต่อหลัง
- Golden Town – โครงการบ้านทาวน์โฮมที่เน้นเจาะกลุ่มคนระดับกลาง first-jobberโดยราคาเริ่มต้นต่อหลังอยู่ที่ 3 ล้านบาท
โดยปี 2025 บริษัทได้ตั้งเป้าเติบโตอยู่ที่ 23% และมียอดรายได้แตะ 11,200 ล้านบาท จากกลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและมีความเป็นสากลมากขึ้น รวมไปถึงการขยายแบรนด์ใหม่ และดีไซน์ฟังก์ชั่นต่างๆ ใหม่
[ 6 โครงการใหม่ปีนี้ กรุงเทพฯ – ต่างจังหวัด ]
เฟรเซอร์ฯ ยังย้ำการเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มพรีเมียม และลักชัวรีเหมือนเดิม โดย 6 โครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และเป็นครั้งแรกที่จะออกต่างจังหวัดด้วยแบรนด์ใหม่ๆ ที่ยกตัวอย่างมาใน จ.นครราชสีมา และขอนแก่น เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 9,803 ล้านบาท
– โครงการแนวราบ หรือบ้านประเภทต่างๆ ตามความถนัดเดิมของเฟรเซอร์ฯ เปิดใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 9,353 ล้านบาท โดยจะส่งแบรนด์ศักยภาพออกสู่ตลาด เช่น The Grand, Grandio และ Gramour นอกจากนี้ จะยังชิมลางตลาดบ้านทาวน์โฮมพรีเมียมอย่างแบรนด์น้องใหม่ ‘Goldina’ ซึ่งจากปี 2024 ถือว่าฟีดแบ็กค่อนข้างดีจากลูกค้า
– คอนโดมิเนียม 1 โครงการ ชื่อแบรนด์ว่า ‘KLOS’ (คลอส) ในย่านรามอินทรา-แฟชั่น โดยเฟรเซอร์ฯ ตั้งใจจะเจาะตลาด ‘ชาวต่างชาติ’ ที่อยู่ในไทย 49% แต่ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าไทยเป็นหลัก
ในภาพรวมธุรกิจที่อยู่อาศัยในปี 2025 คาดว่าจะมีสัดส่วนโครงการแบ่งเป็น ‘บ้าน’ รวมทั้งหมด 79 โครงการ และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ รวมมูลค่า 114,738 ล้านบาท ถือเป็นการรุกตลาดท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทายธุรกิจมากเลยทีเดียว