โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ผมไม่ชอบเป็นนายแบงก์” หันหลังให้สิ่งจำใจกว่า 40 ปี ข้ามสู่เส้นทางอนุรักษ์ป่าน่าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ก.พ. 2568 เวลา 14.08 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2568 เวลา 05.01 น.

“ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชีวิตเปลี่ยนไป ได้หนีจากสิ่งที่ถูกบังคับให้ทำ มาทำในสิ่งที่ผมมีความสุข แต่ถ้าไม่มี 40 ปีในฐานะนายธนาคาร ก็คงทำไม่ได้มากเท่านี้ นั่นคือ ถ้าไม่มี 40 ปีแรกมาก่อน สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ก็คงทำไม่ได้ เพราะไม่มีองค์ความรู้ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีแหล่งทุนที่จะสนับสนุน”

“ห้องบัญชา ล่ำซำ” บนชั้น 9 อาคารสำนักงานใหญ่พหลโยธิน ของ ธนาคารกสิกรไทย สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ และกองบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ได้รับเกียรติจาก บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย ที่เปิดห้องทำงานของบิดาต้อนรับ

ภาพความเคร่งเครียดที่เคยเห็นจากบทบาทการเป็นนายธนาคารมากว่า 40 ปี ของ บัณฑูร ล่ำซำ เปลี่ยนไปกลายเป็นสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข บัณฑูร เล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ได้เก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้ในห้องทำงานนี้คงไว้แบบเดิมเหมือนกับตอนที่ “พ่อ” (บัญชา ล่ำซำ) ทำงานในห้องนี้ รวมทั้งคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ในยุคนั้นด้วย

ปัจจุบัน ในตำแหน่ง “ประธานกิตติคุณ” ของธนาคารกสิกรไทย นั้น บัณฑูรบอกว่า เป็นเพียง “ฉายา” ที่ได้มา แต่ตอนนี้ไม่ได้บริหารงานธนาคารแล้ว แค่นั่งทำงานที่ตึกนี้เท่านั้น

“ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชีวิตเปลี่ยนไป ได้หนีจากสิ่งที่ถูกบังคับให้ทำ มาทำในสิ่งที่ผมมีความสุข แต่ถ้าไม่มี 40 ปีในฐานะนายธนาคาร ก็คงทำไม่ได้มากเท่านี้ นั่นคือ ถ้าไม่มี 40 ปีแรกมาก่อน สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ก็คงทำไม่ได้ เพราะไม่มีองค์ความรู้ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีแหล่งทุนที่จะสนับสนุน”

บัณฑูรเล่าว่า ในช่วงราว 4 ปีที่ผ่านมานี้ หลังจากที่หันหลังให้งานนายธนาคาร มาเลือกเดินหน้าสู่การเป็นนักอนุรักษ์และพัฒนาในพื้นที่จังหวัดน่าน จังหวัดเล็กๆ ที่เคยไปเยือนในงานมอบห้องสมุดให้โรงเรียนเมื่อ 15 ปีก่อน และสัมผัสได้ว่าน่านน่าอยู่ จนนำไปสู่การย้ายชีวิตและทะเบียนบ้านกลายเป็นคนน่านโดยสมบูรณ์

ตัดสินใจหันหลังให้

สิ่งที่ถูกบังคับให้ทำ

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย และ รองประธาน มูลนิธิรักษ์ป่าน่านในพระราชูปถัมภ์ฯ เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจทิ้งบทบาทนายธนาคาร หันหลังให้งานบริหารว่า เหตุผลที่ออกมามี 3 เหตุผล เหตุผลแรก มาจากการที่ไปพบนักลงทุนทั่วโลกเป็นประจำทุกปี ซึ่งมักจะมีความเห็นหนึ่งจากต่างชาติคือ “ซีอีโออายุมากเกินไปหรือไม่” ซึ่งเรื่องนี้ได้ยินทุกปี จนได้ถามกลับไปว่า “อายุสักเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ามาก” พวกเขาบอกว่า ประมาณ 67 ปี ซึ่งในขณะนั้นอายุ 66 ปีแล้ว มิหนำซ้ำพวกเขายังบอกอีกว่า หากไม่ได้เป็นซีอีโอแล้ว ก็ไม่ควรจะเป็นประธานในธนาคารด้วย

“แม้ความเห็นนั้นจะไม่สามารถบังคับการตัดสินใจได้ แต่ส่วนตัวก็เปลี้ยเต็มที เพราะอยู่มากว่า 40 ปีแล้ว เหตุผลที่สองคือ เชื่อว่าทีมที่มีอยู่แทนกันได้ ทีมมีความสามารถ คณะกรรมการของธนาคารก็ดูดี ผู้หญิงในทีมที่บริหารธนาคารคือคนที่ชอบทำงานธนาคาร ไม่เหมือนผม เพราะผมไม่ชอบทำงานธนาคารเลย แต่ต้องทำ เพราะหากชอบทำงานธนาคารก็คงอยู่ยาวไปแล้ว”

เหตุผลที่สาม เป็นจังหวะเรื่องน่านเข้ามาพอดี จากที่คิดว่าจะเข้าไปอยู่ที่น่านเพื่อหาที่เงียบๆ สงบๆ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นมีเรื่องป่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องป่าเป็นแค่ตัวนำไปสู่การสะท้อนความล้มเหลวระหว่างรัฐกับประชาชนที่แก้ปัญหาไม่ได้ จนบานปลายไปสู่ความล้มเหลวของการจัดการระหว่างรัฐกับประชาชน จนชีวิตมนุษย์ก็ไม่เจริญ ป่าก็หายไป

บัณฑูรเล่าด้วยว่า เมื่อ 15 ปีก่อน ได้เดินทางมาจังหวัดน่าน ด้วยโครงการมอบห้องสมุดเล็กๆ และรู้สึกว่าน่าอยู่และอยากมาใช้ชีวิตที่นี่ และได้ทราบว่ามีผู้ที่มาอยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้แล้ว คือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทรงทราบถึงปัญหาป่าน่าน ก็เป็นที่มาของการเริ่ม “โครงการรักษ์ป่าน่าน” ที่มุ่งทำความเข้าใจกับสาเหตุเบื้องลึกของการตัดไม้ทำลายและลุกล้ำป่า การติดตามข้อมูลเชิงคณิตศาสตร์

“เมื่อมีรับสั่งให้ผมไปดูว่าทำไมป่าน่านหายไป ตอนนั้นเบื่องานแบงก์พอดี จึงได้เริ่มลงพื้นที่หาสาเหตุว่า ทำไมชาวบ้านต้องตัดป่า ซึ่งได้คำตอบจากชาวบ้านว่า ไม่มีที่ทำกิน เพราะทุกที่ผิดกฎหมาย ความรู้มีเท่านี้ ไม่มีแหล่งน้ำ ชาวบ้านอับจน เพราะเมื่อพื้นที่ผิดกฎหมาย งบประมาณแผ่นดินก็ให้ลงมาไม่ได้ ทำให้คนน่านรู้สึกว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง”

ซึ่งเรื่องน่านและการสูญเสียป่าต้นน้ำน่าน เป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก มีหลายมิติเข้ามาเกี่ยวข้องต่อชีวิตของมนุษย์ ทำให้การแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะหนึ่งคือ ที่ดินไม่ถูกต้องมานานแล้ว กล่าวคือ ประชาชนไม่สามารถที่จะมีที่ดินที่ถูกต้องทำมาหากินได้ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่

“ที่ๆ ชาวบ้านอาศัยอยู่มาก่อนตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด หลายร้อยปีมาแล้ว วันดีคืนดีถูกประกาศเป็นป่าสงวนฯ เป็นความกระอักกระอ่วนว่าพวกเขากลายเป็นคนผิดกฎหมายไปโดยปริยาย จริงๆ เขาไม่ได้รุกไปในป่าสงวนฯ แต่ป่าสงวนฯถูกประกาศครอบลงมาบนชุมชนที่เขาอยู่กันมาก่อนหน้านั้นแล้ว”

ถางป่าสงวนฯ สนอง “โลกทุนนิยม”

บัณฑูรกล่าวอีกว่า เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว กลไกการค้าขายเริ่มเข้ามาที่น่าน เมื่อมีความต้องการซื้อก็เริ่มมีคนต้องการขาย เป็นโลกแห่งทุนนิยม เมื่อมีคนซื้อก็อยากปลูกมากขึ้นจนเริ่มรุกพื้นที่ป่า จากที่แค่เล็มไปไร่สองไร่ก็เริ่มมากขึ้น และที่สำคัญคือ ไม่มีใครว่าอะไร จนกระทั่งคนอื่นเห็นว่า ทำแล้วรวย ก็เอาบ้าง ในที่สุดแล้ว สังคมเกษตรของน่านก็ถูกลากเข้าไปอยู่ในวังวนของระบบทุนนิยม ชาวบ้านปลูกข้าวโพดเพราะมีคนซื้อ ปลูกไปปลูกมาที่ไม่พอ ก็ตัดต้นไม้ในป่าสงวนฯเพื่อปลูกข้าวโพด

“เพียงเวลา 15 ปี ป่าหายไป 28% เพราะพื้นที่จังหวัดน่านทั้งหมด 7,601,930 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 6,435,792 ไร่ หรือ 85% ของพื้นที่ทั้งจังหวัดน่าน แต่ปี 2558 พื้นที่ป่าสงวนฯ คงเหลือ 4,564,996 ไร่ หรือป่าหายไป 1,870,796 ไร่ หรือ 28% ของพื้นที่ป่าสงวนฯทั้งหมด”

บัณฑูรกล่าวด้วยว่า โลกของทุนนิยมมีอำนาจสูงมาก ทำให้ปัญหาเรื่องป่าเป็นปัญหาที่เป็นกันทั้งโลก ทุนนิยมมีแรงกดดันจนสามารถเปลี่ยนนโยบายรัฐให้สนองเรื่องปากท้องแลกกับคะแนนเสียงได้ เพราะมนุษย์มองผลระยะสั้นก็คือ เรื่องของปากท้อง มากกว่าผลระยะยาว ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้ ป่าก็จะแพ้คน

“คนรุกป่าน่านชั้นหนึ่งเพื่อปลูกพืชห่วยๆ อย่างมันสำปะหลัง แต่นั่นก็สะท้อนว่าคนอับจน ต้องทำมาหากินแบบนี้ และสองสะท้อนว่ารัฐก็อับจน จึงสอนให้คนทำกินได้แค่นี้”

โดยการจะแก้ไขปัญหาน่านต้องมีหลายศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง วนศาสตร์ อุทกศาสตร์ เกษตรศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ แต่ก่อนอื่นต้องเริ่มที่รัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนเพราะถ้ากติกาไม่ชัดเจน “การเมือง” ซึ่งหมายถึงการเมืองของการจัดสรรที่ดินไม่ชัดเจน อะไรก็แก้ปัญหาป่าน่านไม่ได้

สำหรับรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ต้องแก้โดยรัฐบาล ไม่ได้แก้โดยเอกชนหรือประชาชน เพราะไม่มีทางแก้ได้ รัฐบาลเท่านั้นถึงจะมีอำนาจที่จะแก้อย่างนั้นได้ ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องมองโจทย์นี้ว่านี่เป็นโจทย์ของประเทศไทย

“ดังนั้น จึงต้องมีการเจรจากันใหม่ ภายใต้กติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และต้องทั่วถึง ไม่ใช่ว่าให้บางคน ไม่ให้บางคน คนที่ไม่ได้เขาจะรู้สึกดีได้อย่างไร เพราะด้วยพื้นที่ก็เป็นป่าสงวนฯด้วยกันทั้งนั้น ทำไมคนนี้ทำงานอยู่ในป่าสงวนฯได้ ทำไมอีกคนทำไม่ได้”

บัณฑูรกล่าวด้วยว่า วิธีแก้ไขเรื่องป่าน่านเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทั้งในเชิงนิติศาสตร์และเชิงรัฐศาสตร์ แต่ถ้าไม่ทำให้เป็นระบบก็จะไม่ได้ผลสุดท้ายที่เป็นธรรมและไม่แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง อีกมุมหนึ่งที่ต้องทำคือ การแก้ปัญหาพื้นที่ที่จำกัดจนชาวบ้านหาเลี้ยงชีพไม่พอ เพราะสิ่งที่จังหวัดน่านผลิตมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ เช่น ปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีรายได้มากมาย แล้วไม่มีที่ไหนในโลกนี้ที่เขาปลูกข้าวโพดบนภูเขา ส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดบนที่ราบ ซึ่งน่านมีความพิเศษคือไม่มีที่ราบ

“เมื่อไปปลูกบนภูเขาก็เหมือนเอาป่าต้นน้ำน่านที่กลั่นกรองมวลน้ำ 40% ของแม่น้ำเจ้าพระยาไปแลกกับพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ ถือเป็นการแลกที่ไม่ฉลาดสำหรับประเทศไทย ต้องแก้โดยการหาอย่างอื่นมาทำในพื้นที่ที่จำกัดนี้”

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ตัวเลขทางดาวเทียมที่เก็บได้ทุกปี สมัยแรกๆ เริ่มเห็นว่ามีการตัดต้นไม้ปีละ 10,000 ไร่ แต่เมื่อตัดแล้วไม่มีใครว่าอะไรมีแต่ก็ตัดมากขึ้น จนกระทั่งช่วงก่อนที่จะถูกหยิบยกมาคุยกันจริงจัง มีการตัดต้นไม้กันปีละ 250,000 ไร่ ซึ่งเป็นผลจากความล้มเหลวของรัฐกับประชาชน

ซึ่งโอกาสที่จะแก้ปัญหาเรื่องป่าต้นน้ำน่านได้ คือ หนึ่งภาครัฐต้องเข้าใจโจทย์ว่าทำไมสถานการณ์ถึงต่อเนื่องมาจนเป็นอย่างนี้ได้ เรื่องที่สองคือ ภาครัฐต้องมีความกล้าในฐานะเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน และภาครัฐต้องกล้าในการที่จะทดลองรูปแบบของการจัดการที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะที่ทำแบบเดิมๆ พิสูจน์แล้วว่าใช้ไม่ได้ผล

“หากยังดันทุรังในรูปแบบเดิมๆ อยู่ ก็เหมือนกับหลอกตัวเองไปว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้น ทั้งๆ ที่ผ่านมาไม่เคยดีขึ้น เพราะเป็นโครงสร้างของรูปแบบการจัดการที่ไม่เข้าถึงสมมติฐานของโลกนี้จริงๆ“

เรื่องที่สามคือ เกิดความสามารถในการเรียนรู้อย่างมหาศาลโดยเร็วจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้พื้นที่ที่จำกัดของจังหวัดน่านสามารถมีผลผลิตที่สูงพอที่จะสามารถเลี้ยงชีวิตของคนจังหวัดนี้ได้ และสามารถเป็นส่วนที่ไม่สร้างความกดดันให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าเหมือนกับที่ผ่านมา

“เพราะฉะนั้น มี 3 ข้อนี้ก็น่าจะเป็นดั่งพรที่จะขอเทพเทวาทั้งหลายว่า ถ้าทำได้โอกาสที่เราจะแก้ปัญหาได้มีสูงมาก”

ที่มาของ “น่านแซนด์บ็อกซ์”

บัณฑูรเล่าด้วยว่า หนึ่งในแผนของโครงการรักษ์ป่านานคือการจัดสัมมนารักษ์ป่าน่านที่ทำต่อเนื่องมา 5 ครั้ง โดยนำผู้นำชุมชนและฝั่งข้าราชการ และนักวิชาการต่างๆ ซึ่งเมื่อผ่านไปก็พบว่าแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญหาเป็นเรื่องของกฎหมายก็ต้องแก้กฎหมาย จึงได้เริ่มเข้าหาภาครัฐคือรัฐบาลในสมัย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และได้เชิญไปที่จังหวัดน่าน

“เชื่อไหมว่า 80 ปีที่น่านเข้ามาเป็นจังหวัดในระบบของกระทรวงมหาดไทย แทบเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีของประเทศลงพื้นที่จังหวัดน่าน น่านถูกมองว่าเป็นปลายแถว ไม่ได้รับความสนใจ”

หลังจากจุดเริ่มต้นในการเจรจากับภาครัฐ และต้องใช้เวลาในการตามเรื่องอยู่นาน โดยนำวิธีทางคณิตศาสตร์เข้าไปในการเจรจา คือ พื้นที่ป่าน่านเหลือ 72% และคนอยู่อย่างผิดกฎหมายจะให้ทำอย่างไร จนเป็นที่มาของการจัดสรรที่ดินป่าตามกฎหมายจังหวัดน่าน ภายใต้น่านแซนด์บ็อกซ์ นั่นคือ 72% ยังคงต้องเป็นป่าที่มีต้นไม้อยู่, 18% ต้องกลับมาเป็นป่าที่มีต้นไม้ใหญ่โดยอนุญาตให้ปลูกพืชเศรษฐกิจใต้ต้นไม้ใหญ่ และอีก 10% ยอมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจเต็มที่แต่ต้องมีประโยชน์มากกว่าข้าวโพด แต่ยังคงความเป็นป่าสงวนฯโดยกฎหมาย

“น่านแซนด์บ็อกซ์ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ไม่มีงบประมาณให้ แต่เป็นการนั่งคุยหารือและนำคณิตศาสตร์เข้ามาใช้ คือ การใช้สัดส่วนพื้นที่ที่อิงจากดาวเทียม และใช้หลักการข้อแรกคือ การจัดสรรพื้นที่ ซึ่งในการเจรจาพื้นที่ได้หาข้อตกลงกันว่า ป่าต้นน้ำต้องมีต้นไม้ 100 ต้นต่อไร่ 1 ไร่ ซึ่งเป็นการริเริ่มสร้างมาตรฐานของพื้นที่ขึ้นมา”

ข้อสองคือ การทำมาหากิน หากทำแบบเดิม ประชาชนมีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพก็จะตัดป่าเพิ่มพื้นที่ และใช้วิธีวิ่งเต้นทางการเมืองเพื่อประกันราคาพืชผล ซึ่งเป็นวิธีที่พบได้บ่อยในเมืองไทยและไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะความรู้ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมและประชาชนไม่ได้รวยขึ้น

“ซึ่งเมื่อพูดถึงน่านแซนด์บ็อกซ์ จะพูดถึงสัดส่วน 72-18-10 และหากประสบความสำเร็จจะได้พื้นที่ป่าต้นน้ำกลับมา 90% แต่ตอนนี้ยังไปไม่ถึง”

YAYA (หญ้ายา) เอกลักษณ์ใหม่ของ น่าน

บัณฑูร กล่าวอีกว่า คนที่จะคิดรูปแบบทุนนิยมต้องมาจากโลกของทุนนิยมจะได้เข้าใจโจทย์ ในเมื่อน่านถูกบีบด้วยสถานการณ์ของพื้นที่ ไม่ได้เป็นที่โล่งๆ และต้องมีการปลูกต้นไม้ 100 ต้นต่อไร่ทำให้พื้นที่ที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจมีแสงส่องไม่มาก และต้องเป็นพืชที่สร้างสินค้าที่มีราคาสูง เมื่อผลิตแล้วส่วนแบ่งส่วนหนึ่งต้องแบ่งผลประโยชน์กลับไปสู่ชาวบ้านเพื่อไม่ให้กลับไปปลูกข้าวโพดเป็นสิบไร่อีก โจทย์คือมีพื้นที่ปลูกไม่กี่ไร่แต่สามารถมีกินมีใช้ได้

หากดูจากเมกะเทรนด์ของโลกนี้ สิ่งที่จะเป็นกระแส คือ สินค้าสุขภาพ ที่มาจากพืช (Plant Base) และยารักษาโรค ซึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกยามาจากป่า มาจากพืช จากจุดนั้นจึงเป็นที่มาของโครงการทำยาจากพืชทดแทนยาทางเคมี โดยไม่มีผลข้างเคียงผ่าน ได้มาตรฐานสากล แต่ไม่ใช่สมุนไพร จึงได้บัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาว่า YAYA (หญ้ายา)

คำว่า “หญ้ายา” มีที่มาจากคำว่า “เย่าเฉ่า” (藥草 - Yàocǎo) ในภาษาจีน ที่แปลว่าหญ้าที่มีฤทธิ์ทางยา ซึ่งหากลองไปค้นหาคำที่มีความหมายว่าพืชที่มีสรรพคุณทางยาในภาษาอังกฤษ ก็อาจจะพบคำว่า Medicinal Gras

นอกจากนี้ จะมีการสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อให้เป็นสินค้าของน่าน ที่มีเฉพาะน่านเท่านั้น หากจะซื้อต้องมาที่นี่ เหมือนกับไวน์ ที่เมื่อเอ่ยชื่อ แคว้นบอร์โดซ์ จะรู้ทันทีว่าเป็นแหล่งผลิตไวน์ โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคการแพทย์ ผ่านมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศที่ร่วมทำงานวิจัยและได้รับการดูแลปรึกษาโครงการจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมทั้งความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุข

ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนมีความสำคัญบนพื้นฐานที่มุ่งทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือรัฐกับเอกชนเป็นสิ่งที่ละทิ้งไม่ได้ เพราะหากทุกคนไม่ร่วมมือกันก็จะแพ้ด้วยกันทั้งหมด

“น่านคือผู้แพ้ในโลกทุนนิยมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อยู่บนป่าต้นน้ำชั้นหนึ่งของประเทศไทยที่มีผลกระทบตามมา ซึ่งมีการบันทึกไว้ให้เห็นว่า อย่าคิดว่าคนที่อยู่ในที่อับจนจะเป็นผู้แพ้ เพราะคนที่อับจนก็สามารถดึงคนที่อยู่ข้างบนลงมาพังด้วยได้โดยปริยาย”

บัณฑูร กล่าวว่า คนน่านรับรู้เรื่องป่าน่านและแนวทางการพัฒนา แต่ในที่สุดต้องย้อนกลับไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน ซึ่งเข้าหาด้วยโครงการด้านสาธารณสุขที่ทำผ่านมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“ไม่มีอะไรดีเท่าการช่วยเหลือเรื่องเจ็บป่วย และเพื่อให้ระหว่างทางที่พัฒนา ประชาชนจะรู้สึกดีกับประเทศชาติว่าชีวิตพวกเขายังมีความหมาย จึงมีการพัฒนาสาธารณสุขจังหวัดน่านทั้ง 170 แห่ง รวมทั้งห้องพักสำหรับแพทย์ด้วยที่ทยอยทำจนครบทุกแห่ง”

ในโครงการพัฒนาสาธารณสุขนี้ได้ปรับปรุงอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ให้โรงพยาบาลจังหวัดน่านภายใต้งบประมาณ 1,300 ล้านบาท โดยมูลนิธิรักษ์ป่าน่านฯ ที่ยกระดับเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจะเสร็จต้นปี 2568 ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในโครงการลดความเหลื่อมล้ำที่ทำให้คนจนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเทียบเท่าโรงพยาบาลเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่านและแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก บนพื้นที่ศาลากลางจังหวัดน่านหลังเก่า ที่เดินหน้าก่อสร้างบนพื้นที่กว่า 8 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาทคาดว่าจะเสร็จในอีก 1 ปี โดยมุ่งเป้าให้เด็กในจังหวัดน่านอายุ 10-18 ปีที่มีจำนวนเป้าหมาย 40,000 คน เข้ามาเสริมความรู้ด้าน ภาษา ดนตรี กีฬา ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดเป็นอย่างมากในน่าน และเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ โดยมีเป้าหมายคือทำให้เด็กๆได้คิดว่าจะทำอะไรตอนโต โครงการนี้เป็นการใส่พื้นฐานให้เด็กได้ขั้นหนึ่ง และใส่จิตวิญญาณให้รู้ว่า เป็นคนน่าน ชีวิตมีความหวัง

“ในอนาคตน่านจะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีการท่องเที่ยว มีสินค้าด้านสุขภาพที่จะเป็นเอกลักษณ์ของน่าน เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรม อีก 1 ปีข้างหน้าคนจะแห่มาน่าน เพราะอยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับน่านที่พัฒนาก้าวกระโดด”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ฉบับที่ 514 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...