10 ปีของความเป็นไปได้ในสนามวรรณกรรมและการกลับมาเป็นตัวเอง ของ ’ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล’ แห่ง P.S. Publishing
เวลา 10 นั้นจะสั้นหรือยาวอาจขึ้นอยู่กับว่าเรามองด้วยสายตาของสิ่งใด แต่หาก 10 ปีที่ว่านี้คือช่วงเวลาของการลงมือทำบางสิ่งอย่างต่อเนื่อง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากจะทำให้ผู้ที่ลงมือทำรู้จักสิ่งนั้น ๆ เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำให้เขารู้จักตัวเองดีขึ้นด้วยเช่นกัน
“จุ๋ม” ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล คือผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์พีเอส หรือ P.S. Publishing สำนักพิมพ์ที่ผลิตงานวรรณกรรมไทยร่วมสมัยสู่มือนักอ่านอย่างต่อเนื่อง โดดเด่นด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของยุคสมัย และเรื่องเล่าที่เป็นน้ำเสียงของผู้หญิง รวมถึงเปิดกว้างให้กับความหลากหลายที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยพบเห็นได้ในตลาดวรรณกรรมไทย บทสัมภาษณ์นี้จะชวนทุกคนมาอ่านมุมมองและเรื่องราวการเดินทางตลอด 10 ปีของพีเอส สำนักพิมพ์ที่เชื่อว่า ทุกน้ำเสียงควรค่าแก่การถูกเล่า เชื่อในความสามารถของนักเขียนไทย และอยากพาหนังสือไปอยู่ในชีวิตของผู้คน ไม่ว่าเขาจะเป็นนักอ่านหรือไม่ก็ตาม
จุ๋ม-ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล คือผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์พีเอส หรือ P.S. Publishing
ช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้น แรงบันดาลใจในการก่อตั้งสำนักพิมพ์
เริ่มตั้งแต่มัธยมต้น เราอ่านหนังสือของสำนักพิมพ์ใยไหม หลังจากนั้นก็โตมาในแวดวงของคนทำสื่อสร้างสรรค์ ตอนเรียนวารสารฯ ก็ตั้งใจว่าอยากทำงานสำนักพิมพ์ อยากเป็นบรรณาธิการ ในตอนนั้นเราได้อ่านงานวรรณกรรมแปลดี ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่านักเขียนไทยก็น่าจะมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ด้วยบริบทสังคมและประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ของประเทศมันก็มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ อีกทั้งในตลาดตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยมีใครพิมพ์งานนักเขียนไทยที่เป็นน้ำเสียงของผู้หญิง
ก่อนหน้านั้น วรรณกรรมสร้างสรรค์จะเป็นงานที่มีความซีเรียสจริงจังค่อนข้างสูง มีความเพื่อชีวิตเข้มข้น และมักเป็นน้ำเสียงของผู้ชาย ซึ่งจะมีสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์งานแบบนี้อยู่ ไม่ก็งานวรรณกรรมแปล ทำให้เรามองเห็นว่า ตลาดยังไม่มีงานวรรณกรรมที่เป็นเรื่องเล่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใช้อารมณ์ เล่มไม่ต้องใหญ่ ไม่หนามาก เลยคิดว่าน่าจะลองทำดู โดยมีนักอ่านผู้หญิงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ตอนนั้นมองอยู่ที่ 10-35 ปี พอทำไปได้สักพักก็พบว่า กลุ่มเป้าหมายของเรากลับเด็กลงเรื่อย ๆ
ในตอนที่เริ่มต้นทำสำนักพิมพ์ ทำไมถึงอยากถ่ายทอดน้ำเสียงที่เป็นของผู้หญิง
เหมือนเป็นเรื่องเล่าเล็ก ๆ น้อย ๆ เสียงกระซิบกระซาบ ความละเอียดอ่อนในชีวิตประจำวันที่ผู้หญิงต้องเจอ ที่ผู้หญิงคิด หรือเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ได้ซับซ้อนจนเกินไปและอาจจะดูไม่สำคัญ เรื่องที่ใช้ความรู้สึกและอารมณ์ คือเมื่อก่อนวรรณกรรมสร้างสรรค์จะถูกตีกรอบด้วยการตีความคำว่าสร้างสรรค์แบบเดียว ต้องจรรโลง ต้องส่งเสริมสังคม ทำให้วรรณกรรมที่พูดเรื่องอารมณ์ไม่มีพื้นที่ให้ตอบคำถามว่ามันสร้างสรรค์ยังไง ไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง อยากสวย หรือไม่อยากเป็นแม่ ไม่อยากเป็นเมีย ขี้เกียจทำงานบ้าน ไม่รักนวลสงวนตัวเท่าไร มันไปไม่ได้กับคำว่าสร้างสรรค์สังคม และสังคมจะมีความแบบ เฮ้ย! อย่าโกรธเยอะ ต้องจัดการอารมณ์ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า เลยรู้สึกว่าอยากทำงานที่เล่าเรื่องอารมณ์ของผู้หญิง ความไม่พอใจบางอย่าง การไม่รักตัวเอง การถูกเอาเปรียบ หรือการอยู่ในความสัมพันธ์ที่ท็อกซิกดูบ้าง
อยากให้ช่วยเล่าถึงการทำสำนักพิมพ์ในช่วงเริ่มต้น มีอุปสรรคหรือเรื่องราวอะไรบ้าง
แรกเริ่มไม่ได้เป็นการทำงานที่มีการวางแผนชัดเจนนัก ช่วงปีแรกเราเรียกมันว่าโชคของมือใหม่ เพราะว่าเราทำหนังสือด้วยแพสชั่น ด้วยใจรัก ทำตามความรู้สึกล้วน ๆ คิดว่าแบบนี้น่าจะขายได้ แบบนี้น่าจะดี เอาความชอบของเราใส่ลงไปในงาน
แต่มันมีความบังเอิญตรงที่เกิดไวรัล ‘ผมอ่านมาร์เกซครั้งแรกตอนอายุ 25’ ทำให้หนังสือ Abstract Bar กลายเป็นหนังสือขายดี เราเลยเรียกช่วงเวลานั้นว่าโชคของมือใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับหนังสือเรื่อง ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน (ผลงานของ Paulo Coelho) ที่เวลาทำอะไรครั้งแรก ก็เหมือนจะมีบางสิ่งทำให้มีโชค
หลังจาก Abstract Bar เป็นหนังสือขายดี สำนักพิมพ์ก็เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วในหมู่นักอ่าน ช่วงปีที่สองและสามเราคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาของมือสมัครเล่นในการทำงาน เราลองผิดลองถูก ทำงานตามอารมณ์ว่าแบบนี้น่าจะขายดี ปกแบบนี้คนน่าจะชอบ เป็นการทำงานแบบไม่มีพื้นฐานการทำธุรกิจมาก่อน ไม่มีการวิจัยตลาด ไม่มีการเก็บข้อมูล ไม่มีการทำการตลาดใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการทำงานที่ค่อนข้างไร้ทิศทาง โดยอาศัยโชคของปีแรกอยู่ว่า Abstract Bar นั้นขายดี ซึ่งระหว่างนั้นก็มีเล่มที่ทำแล้วผิดพลาด มีเล่มที่ยังพอไปได้
เราตั้งใจว่าถ้าทำงานในฐานะสำนักพิมพ์แล้ว จะให้โอกาสนักเขียนหน้าใหม่ งานเล่มแรกอาจจะไม่ได้เนี้ยบมาก มีความประดักประเดิด แต่เป็นงานที่มองเห็นว่าสามารถพัฒนาได้ รวมทั้งนักเขียนมีทัศนคติที่ดีและมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นนักเขียนจริง ๆ ซึ่งอะไรแบบนี้จะมองออกผ่านงาน
พอปีที่สี่ เริ่มคิดแล้วว่าเราจะทำงานแบบมือสมัครเล่นไปเรื่อย ๆ ไม่ได้แล้วนะ ปีแรกอาจทำด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นงานอดิเรก เราบริหารไม่เป็น เรียนจบวารสารศาสตร์ รู้ว่าต้องทำหนังสือยังไง แต่ไม่รู้ว่าจะทำหนังสือให้เป็นธุรกิจให้มันอยู่รอดได้ยังไง เราไม่เคยทำงานบริหารองค์กร จุดนี้ทำให้เราต้องเรียนรู้มากขึ้น เพราะต่อไปมันคือการทำธุรกิจหนังสือ มีเรื่องบัญชี การตลาด งบดุล กระแสเงินสด ไม่ใช่แค่หาต้นฉบับมาเพื่อทำหนังสือหนึ่งเล่ม พอเข้าปีที่ห้า เราเริ่มถามตัวเองว่าจะทำสำนักพิมพ์ไปอีกกี่ปี วางแผนยังไงให้ไปถึงปีนั้นได้โดยไม่ล้มหายตายจากไปก่อน ตอนนั้นตอบตัวเองง่าย ๆ ว่า จะทำสัก 20 ปี และตอนนี้ก็ผ่านมาครึ่งทางแล้ว
ย้อนกลับไปช่วงแรกที่บอกว่าเป็นความโชคดีของมือใหม่ เป็นไปได้ไหมว่าความจริงแล้วเป็นเพราะตลาดวรรณกรรมในตอนนั้นไม่มีงานที่เล่าเรื่องด้วยวิธีการแบบนี้ น้ำเสียงแบบนี้ ยกตัวอย่าง Abstract Bar
ก็อาจใช่ Abstract Bar เป็นเล่มที่สองของสำนักพิมพ์ ตอนนั้นมีงานวรรณกรรมที่เขียนเป็นพารากราฟเยอะ ๆ บรรยายเล่าเรื่อง แต่ Abstract Bar ดำเนินเรื่องโดยใช้บทสนทนา และเป็นบทสนทนาสั้น ๆ เหมือนคนพูดกันจริง ๆ เวลาเราอ่านนิยายไทย ตัวละครมักพูดเหมือนบทละคร ไม่มีการพูดเป็นท่อน ๆ เพื่อต่อบทสนทนาแบบที่คนพูดกันจริง ๆ เป็นลักษณะบรรยาย พรรณนาไปเรื่อย ๆ และก็จะมีฉาก มีสถานที่ แต่ Abstract Bar ไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งชื่อตัวละคร
ถามว่าเป็นของใหม่ไหม ก็ไม่ใช่ งานวรรณกรรมแบบแฟรกเมนต์ (Fragment) มีอยู่แล้วในตลาดหนังสือโลก และเราคิดว่ามันน่าจะพอดีกับช่วงที่คนอ่านเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงสื่อหลายรูปแบบ ทั้งภาพยนตร์ ดนตรี คอนเสิร์ต รวมถึงชีวิตประจำวันที่ไม่สามารถโฟกัสกับเนื้อหาที่มีความยาวได้มากนัก เราขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางสัก 6 สถานี หยิบหนังสือหนึ่งเล่มขึ้นมาอ่าน หมายถึงว่าความสั้นและหมัดฮุกของมัน ต้องทำให้คนอ่านรู้สึกว่าการอ่านหนังสือไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องกังวลว่าจะอ่านจบไหม ต่างจากหนังสือเรื่องยาวที่อาจต้องใช้เวลาวันหยุด หรือต้องวางแผนในการอ่าน
การกำหนดคาแรกเตอร์ว่าสำนักพิมพ์เป็นใครจะเป็นตัวกำหนดด้วยว่าใครจะเป็นเพื่อนเรา ใครจะเป็นลูกค้าเรา และใครจะทำงานกับเรา
สำนักพิมพ์จำเป็นต้องมีคาแรกเตอร์ไหม เพราะดูเหมือนสำนักพิมพ์พีเอสจะมีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน
จำเป็นและต้องมีให้ชัด ต้องเป็นตัวของตัวเองแบบสุด ๆ เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นใคร นิสัยใจคอยังไง แต่งตัวยังไง สนใจเรื่องอะไร มีน้ำเสียงในการพูดแบบไหน ถ้าดูปกหนังสือของพีเอสจะเห็นว่ามีคาแรกเตอร์ชัดมาก เวลาอยู่บนแผงหนังสือรู้เลยว่าปกแบบนี้เป็นหนังสือของพีเอส การกำหนดคาแรกเตอร์ว่าสำนักพิมพ์เป็นใครจะเป็นตัวกำหนดด้วยว่าใครจะเป็นเพื่อนเรา ใครจะเป็นลูกค้าเรา และใครจะทำงานกับเรา ทำให้ในแง่ของการทำการตลาด เราจะรู้ว่าสื่อสารแบบไหน อะไรที่เป็นเรา อะไรที่ใช่ไม่เรา
เพราะอะไรสำนักพิมพ์พีเอสจึงเน้นทำวรรณกรรมที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย และที่จริงแล้วความสัมพันธ์ไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว เวลาที่มีความสัมพันธ์กับใครสักคน เราย่อมต้องสื่อสารกัน มันคือภูมิหลังชีวิตของคนหนึ่งคน ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่โดด ๆ ไม่ได้งอกออกมาแล้วตัดขาดจากทุกสิ่ง แต่มันคือประวัติศาสตร์ครอบครัวของคนนี้ พื้นฐานชีวิต การเลี้ยงดู การศึกษา เราเป็นใครสักคนในสังคม ในที่ทำงาน ในกลุ่มเพื่อน ที่จริงแล้ว เรื่องที่กำลังพูดอยู่ไม่ได้พูดแค่เรื่องความสัมพันธ์ แต่พูดเรื่องชีวิตของมนุษย์ คุณมีพ่อแม่ คุณก็มีความสัมพันธ์ในแบบพ่อแม่ลูก ในหนังสือของพีเอสไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ของคู่รักอย่างเดียว มันมีความสัมพันธ์ของเพื่อน เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว เจ้านาย ลูกน้อง มีเรื่องของอำนาจในความสัมพันธ์ ข้างนอกมันอาจห่อด้วยแพ็กเกจของความสัมพันธ์ แต่ข้างในมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับชีวิตคนมากกว่านั้น
เคยได้ยินคำกล่าวว่า การทำสำนักพิมพ์ให้รวยเป็นเรื่องยาก ยิ่งเป็นวรรณกรรมยิ่งยาก เป็นความจริงไหม
ไม่แน่ใจว่าคำว่ารวยของแต่ละคนนิยามเหมือนกันไหม แต่เราอยากทำงานสร้างสรรค์ที่คนทำงานมีค่าแรงพอจ่ายค่าครองชีพ และสามารถไปเที่ยวเล่นเปิดหูเปิดตา ไปใช้ชีวิต แต่แล้วจะทำยังไงล่ะ คำตอบคือ ถ้าเราจะทำสำนักพิมพ์ที่คนทำงานในกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่นักเขียน คนออกแบบปก พิสูจน์อักษร บรรณาธิการ คนแพ็กหนังสือ ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีก็ต้องทำให้หนังสือขายดี ทำอย่างไรให้นักเขียนได้ค่าต้นฉบับมากขึ้น ถ้าพิมพ์ 1,000 เล่ม หนังสือราคา 200 บาท นักเขียนได้ 20,000 บาท ถ้าพิมพ์ 5,000 เล่ม นักเขียนได้ 100,000 บาท
นักเขียนทำงานหนึ่งครั้งควรจะเป็น Passive income ตั้งใจทำงานครั้งเดียวได้เงินค่าลิขสิทธิ์ไปตลอดชีวิต ตราบเท่าที่คนอ่านยังชอบหนังสือเล่มนั้น สำนักพิมพ์ก็จะพิมพ์ไปเรื่อย ๆ หรือค่าแรงพนักงานขายที่บูธในงานหนังสือคือ 1,000 บาทต่อวัน ต้องยืนแนะนำหนังสือ ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ให้ค่าแรงน้อยจะไปยิ้มออกได้ยังไง เราให้ค่าแรงสูงก็คาดหวังงานที่มีคุณภาพ การทำงานควรมีความเป็นมืออาชีพ จะเรียกร้องความเป็นมืออาชีพจากคนที่เรากดขี่แรงงานได้ยังไง มันไม่ได้
อย่างงานบรรณาธิการ เราก็ตั้งคำถามว่าเป็นบรรณาธิการทำหนังสือได้เงินแค่หลักหมื่นเหรอ หลักแสนไม่ได้เหรอ ทำไมมันถึงเป็นวิชาชีพที่ค่าแรงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทั้งที่การทำคอนเทนต์ การทำข้อมูล เป็นงานที่ใช้พลังงานค่อนข้างเยอะ มันต้องตรวจสอบ อ่านทวน มันไม่ใช่งานที่ทำชุ่ย ๆ แม้จะไม่ได้ทำให้ใครตายในเชิงกายภาพเหมือนที่วิศวกรทำตึกถล่ม แต่มันก็เป็นงานทางความคิดที่ส่งผลในระยะยาว คุณกำลังใส่อะไรลงไปในหัวของคน เราเลยมองว่างานบรรณาธิการก็ต้องได้ค่าตอบแทนทัดเทียมกับสายงานอื่น ซึ่งเราจะทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าไม่บริหารสำนักพิมพ์แบบมืออาชีพ ไม่ได้ทำการตลาดจนหนังสือขายดี
เวลาจบงานหนังสือแล้วโอนเงินให้กับนักเขียน ให้คนทำงาน เรารู้สึกว่านี่แหละคือความภูมิใจของการทำงาน ถ้าจะรวย เราไม่รวยคนเดียว เรารวยไปด้วยกัน
พีเอสเป็นสำนักพิมพ์ที่ให้โอกาสนักเขียนหน้าใหม่เยอะมาก เพราะอะไร
เพราะว่าเราถูกปฏิเสธมาก่อน (หัวเราะ) ถ้าวันนั้นไม่ถูกปฏิเสธจะไม่มีสำนักพิมพ์พีเอส จำได้ว่าส่งต้นฉบับไปแล้วสำนักพิมพ์ให้เหตุผลว่างานเรามีความเป็นส่วนตัวมากเกินไป ตอนนั้นเราตั้งคำถามว่านักเขียนทั้งโลกก็เขียนเรื่องส่วนตัวกันทั้งนั้น เขียนเรื่องแม่ เรื่องครอบครัว เรื่องประเทศของตัวเอง และเราเขียนเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องของตัวเองแล้วมันไม่ดียังไง พอตั้งคำถามเสร็จ ไม่เป็นไร เลยตั้งสำนักพิมพ์ของตัวเอง กึ่งประชดกึ่งอยากเอาชนะ ได้! เดี๋ยวจะทำให้ดู
เราตั้งใจว่าถ้าทำงานในฐานะสำนักพิมพ์แล้ว จะให้โอกาสนักเขียนหน้าใหม่ งานเล่มแรกอาจจะไม่ได้เนี้ยบมาก มีความประดักประเดิด แต่เป็นงานที่มองเห็นว่าสามารถพัฒนาได้ รวมทั้งนักเขียนมีทัศนคติที่ดีและมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นนักเขียนจริง ๆ ซึ่งอะไรแบบนี้จะมองออกผ่านงาน
เราไม่ใช่คนตัดสินว่างานนั้นดีหรือไม่ดี คนอ่านต่างหากที่จะตัดสินว่านักเขียนคนนั้นจะได้ไปต่อไหม เพราะฉะนั้นการพิมพ์หนังสือกับพีเอสเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่ายมาก แค่คุณเขียนจบ มีความยาวพอรวมเล่ม มีแนวทางเดียวกันกับพีเอส หรือเป็นงานที่เรากำลังมองหา แล้วพอเล่มที่สอง เราถึงจะเคี่ยวกรำ ขัดเกลาให้มากขึ้น เพราะเรามองว่าคุณกำลังอยู่ในเส้นทางของนักเขียน คุณต้องทำงานต่อเนื่อง ต้องมีงานที่ดีขึ้น ไม่ใช่แบบเล่มแรกที่เราอาจจะให้โอกาสง่ายหน่อย
สำนักพิมพ์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว หากย้อนมองการเดินทางที่ผ่านมา สำนักพิมพ์มีความเปลี่ยนแปลงจากวันแรกมากน้อยแค่ไหน หรือมีอะไรไหมที่ชัดเจนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตอนทำแรก ๆ ไม่รู้ว่าเอาความมั่นใจมาจากไหน แต่เชื่อว่าจะทำงานวรรณกรรมไทยของนักเขียนไทยรุ่นใหม่ให้ดีที่สุด และจะเป็นที่หนึ่งของหนังสือแนวนี้ จะทำหนังสือที่นักอ่านจะรีวิวแล้วให้ห้าดาว ซึ่งก็คงเป็นภาพที่ติดมาจากสำนักพิมพ์อื่นหรือหนังสือที่เราเคยอ่านด้วย อย่างเราอ่าน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เป็นเล่มที่มีความจริงจัง ตัวละครมีความพัวพันกันไปมา มีสาระ ติดกรอบของการทำงานประมาณหนึ่งจากหนังสือที่เราอ่านโดยไม่รู้ตัว
แต่พอทำมาเรื่อย ๆ เราก็พบว่าคนอ่านของเราเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักอ่านที่เป็นหนอนหนังสือ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอ่านใน Goodreads แล้วรีวิวจริงจัง แต่เป็นใครก็ได้ ใครสักคนที่อยากหาหนังสือสักเล่มมาอ่าน หรือใครสักคนที่เห็นแค่ประโยคหนึ่งจากหนังสือ แล้วรู้สึกว่าโดนใจ เพราะประโยคนั้นทำงานกับบางอย่างในหัว หรือมันไปสร้างความปั่นป่วน ทำให้ร้องไห้ ทำให้มีกำลังใจ แล้วก็ซื้อหนังสือเล่มนั้นไปอ่าน โดยที่จะอ่านจบหรือไม่จบก็ไม่รู้ อ่านแล้วจะอยากอ่านเล่มอื่นอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือบางทีเขาอ่านแล้วกลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือไปเลย มันมีความเป็นไปได้ทั้งหมดกับการที่คนหนึ่งคนอยากอ่านหนังสือสักเล่มจากประโยคแค่ประโยคเดียว
กลุ่มคนอ่านของเราเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยคิดว่าอยากได้คนอ่านที่เป็นนักอ่าน กลายเป็นตอนนี้เราไม่ได้เรียกคนอ่านของเราว่านักอ่านด้วยซ้ำ เป็นแค่คนอ่านหนังสือได้ หมายความว่าถ้าเราอยากได้กลุ่มคนอ่านที่เป็นนักอ่านมันจะอยู่เท่านี้ แต่ถ้าเรามองกว้างขึ้น ใครก็ได้ที่อ่านหนังสือออก อ่านภาษาไทยได้ และอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ จะอ่านเล่มเดียวแล้วไม่อ่านอีกเลยก็ไม่เป็นไร ชอบฟังเพลงมากกว่าก็ไปฟังเพลง แต่มันเพิ่มโอกาสให้หนังสือเข้าไปอยู่ในชีวิตคน เพราะฉะนั้นรูปแบบของมันจึงถูกทำให้เข้าถึงง่าย ด้วยขนาดที่เล็ก ด้วยราคา ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง วิธีการทำคอนเทนต์เพื่อขายหนังสือ
ยกตัวอย่างเล่มที่ขายดีสักสองสามเล่ม มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้หนังสือเล่มนั้น ๆ ประสบความสำเร็จ
เล่มแรกเลยคือ Abstract Bar อย่างที่บอกไปแล้ว มันเป็นวรรณกรรมแฟรกเมนต์ที่เล่าเรื่องด้วยบทสนทนาและมีหมัดฮุกที่นักเขียนนำทักษะจากการทำงานละครเวทีมาใช้ในงานเขียน แม้แต่ตอนนี้ Abstract Bar ก็ยังเป็นเล่มที่ขายดีอยู่ พิมพ์ครั้งที่ 15 แล้ว
เล่มต่อมาคือ BLUE : ท้องฟ้ามีน้ำตาเป็นส่วนมาก ปัจจัยความสำเร็จชัดเจนมากคือการทำการตลาดใน TikTok เล่มนี้พูดถึงเรื่องราวของเด็กสาวอายุ 19 ที่มีปัญหาครอบครัว เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ค้นหาไม่เจอว่าตัวเองเป็นใคร อีกเหตุผลที่เล่มนี้ขายดีเพราะว่าเรามีเด็กสาวอายุ 19 ตั้งกี่คนในประเทศนี้ ทุกคนมีภาวะที่ส่องกระจกแล้วถามว่าตัวเองเป็นใคร ทำไมแม่กับเราถึงคุยกันไม่รู้เรื่อง ทำไมเพื่อนถึงชอบแกล้ง ทำไมเรียนแล้วไม่เข้าใจ กำลังเริ่มมีความรัก แต่กลับดูเป็นความสัมพันธ์ที่ท็อกซิก ซึ่งเด็กสาวอายุ 19 ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านความรักย่อมตัดสินใจผิดอยู่แล้ว
อีกเล่มหนึ่งคือ เมษาลาตะวัน เล่มนี้ดังเพราะคนอ่านช่วยกันป้ายยา ต้องยกเครดิตให้คนอ่านที่พอเขาชอบหนังสือเล่มนี้แล้วช่วยกันเชียร์มาก ๆ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนรีวิวอยู่เรื่อย ๆ ทั้งสามเล่มที่พูดมาคือเล่มที่ขายดีและมีปัจจัยที่แตกต่างกัน
อยากให้ช่วยพูดถึงความผิดพลาดในการทำงานให้ฟังบ้าง ปัญหาเล็กใหญ่ การตัดสินใจผิดพลาด สิ่งที่ไม่เป็นไปอย่างใจ
ในการทำงาน ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ได้ตอบอีเมลจนต้นฉบับที่ดีมากหลุดมือ หรือคำนวณพลาดทำให้สต็อกบวม มีความมั่นใจมากเกินไป ชะล่าใจเกินไป คาดหวังมากเกินไปว่าหนังสือจะขายดี แต่กลับไม่เป็นแบบนั้น จนหมุนเงินกลับมาไม่ทัน
การทำงานสำนักพิมพ์คือการทำงานเป็นทีม มันจะมีค่า Human Error จะผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ ทำอย่างไรให้เราหาวิธีค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ แก้ปัญหา เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด โดยที่คนทำงานกล้าที่จะคิด กล้าที่จะผิดพลาด และทำอย่างไรให้ความผิดพลาดนั้นไม่ทำให้ใครแตกสลาย งานก็คืองาน และชีวิตไม่ได้มีแค่ความสำเร็จในงานอย่างเดียว แต่ยังมีมิติอื่น ๆ ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าความผิดพลาดในการทำงานไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ทำงานผิดพลาดก็ไม่เป็นไร ก็แก้ไข ก็บอกกัน ผิดบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เก่งขึ้น เรียนรู้ร่วมกัน แต่ก็ต้องรู้ว่าความผิดพลาดมาจากตรงไหน จะแก้ไขยังไง
อีกเรื่องที่ตัดสินใจผิดคือ เราคิดว่าสำนักพิมพ์จะสเกลอัปได้ เราจะทำหนังสือเยอะขึ้น แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ เพราะมีช่วงที่โตแบบก้าวกระโดด ยอดขายคูณสองจากงานหนังสือครั้งที่แล้ว เราก็มองว่านี่คือสัญญาณบอกว่าเรากำลังจะโต เรามองมันเหมือนธุรกิจอื่น ๆ ที่เขาทำกัน ต้องรับทีมงานเพิ่ม มีงานเปิดตัวหนังสือที่ใหญ่ขึ้น ทำอะไรที่ดูธุรกิจมากขึ้น แต่แล้วก็พบว่า เราสเกลอัปแบบนั้นไม่ได้ นั่นไม่ใช่เรา เพราะดีเอ็นเอของความที่เป็นพีเอส คือเราทำสำนักพิมพ์ด้วยหัวใจของคนตัวเล็ก ๆ เรายังชอบความคราฟต์ ชอบทำงานกับศิลปินไทยหน้าใหม่ ๆ ทำงานโดยใช้มือในการออกแบบปก หรือว่าเรายังให้เวลานักเขียนทำต้นฉบับไปเรื่อย ๆ บางทีนักเขียนก็ใช้ชีวิตไปด้วย อกหักไปด้วย ทำต้นฉบับไปด้วย เราไม่สามารถบอกนักเขียนให้เสกต้นฉบับภายใน 1 เดือน เรายังอยากห่อหนังสือด้วยกระดาษสวย ๆ เพื่อให้คนอ่านรู้สึกเหมือนได้ของขวัญ ซึ่งอะไรแบบนั้น ในความเป็นจริงถ้าเราต้องโตขึ้นแล้วสเกลอัป ด้วยปริมาณที่มากขึ้น ทำให้สินค้าแมสมาก ๆ มันไปด้วยกันไม่ได้กับความคราฟต์ มันฝืนตัวเองเกินไป
ตลาดวรรณกรรม และการแข่งขันกับทุนใหญ่
เป็นเรื่องยากที่สำนักพิมพ์จะออกมาพูด แต่ทุกสำนักพิมพ์ล้วนเจอปัญหานี้ ทุนใหญ่ทำงานแบบกินรวบ มีสำนักพิมพ์ของตัวเอง มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง มีฐานข้อมูลหนังสือขายดี หลายคนก็น้ำท่วมปากเพราะยังต้องฝากหนังสือไปขายกับร้านหนังสือของทุนใหญ่ ในเมื่อยังต้องพึ่งพิงกันอยู่ แต่เราคิดว่าปัญหานี้ไม่ได้ถึงกับต่อรองให้เป็นการแข่งขันที่เป็นธรรมไม่ได้ ที่ผ่านมา เราจึงคิดว่าพูดเรื่องนี้ได้ อย่างทำไมทำงานออกมาคล้าย ๆ งานของเรา หรืออย่างเช่น สำนักพิมพ์หนึ่งบุกเบิกงานหนังสือภาพสำหรับเด็ก หรือสำนักพิมพ์เล็ก ๆ เขามีความกล้าที่จะเอางานที่ไม่ได้อยู่ในกระแสตลาดมาทดลอง แล้วพอมันขายดี สำนักพิมพ์ในเครือของทุนใหญ่ก็ไปซื้อลิขสิทธิ์ของนักเขียนคนนั้นรวดเดียวหมดเลย
ถามว่ามีข้อเสนอไหม เราคิดว่าเรื่องนี้แก้ยาก มันก็เหมือนเรื่องการผูกขาดอื่น ๆ ในประเทศนี้ มันไม่ใช่เรื่องผิดในเชิงกฎหมาย และก็ไม่ได้ผิดในเชิงจริยธรรมขนาดนั้น ถ้าจะใช้คำว่าการแข่งขัน แต่มันทำให้ภาพรวมของวงการหนังสือพัง เพราะไม่มีความหลากหลายในตลาด สำนักพิมพ์เล็ก ๆ มักชอบทดลองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แต่พอเขาถูกแย่งลิขสิทธิ์นักเขียนที่เขาไปควานหามา เขาจะไปสู้ได้ยังไง จะอยู่รอดได้ยังไง
แม้กระทั่งทุนใหญ่สามารถใช้เงินโปรยซื้ออินฟลูเอนเซอร์ด้านการอ่านให้รีวิวแต่หนังสือที่ตัวเองกำลังขาย เพื่อเซ็ตเทรนด์การอ่าน สร้างกรอบความชอบ ทำให้ความหลากหลายหายไปเพราะทุกคนพูดถึงแต่เล่มนี้ หรือการทำโปรโมชันที่ลดราคาเยอะ ๆ ก็ส่งผลให้ร้านหนังสืออิสระค่อย ๆ ล้มหายตายจากไป ด้วยทรัพยากรที่ทุนใหญ่มีอยู่ แทนที่จะแข่งกันเรื่องความคิดสร้างสรรค์ แข่งกันเรื่องการทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ก็แข่งกันด้วยการลดราคาซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เป็นการตลาดที่แทบไม่ต้องใช้สมองคิดเลยด้วยซ้ำ
ทำไมจึงไม่ค่อยเห็นว่ามีวรรณกรรมไทยถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศ คิดว่าตอนนี้วรรณกรรมไทยสามารถไปสู่เวทีวรรณกรรมโลกได้ไหม
พลังในการทำหนังสือให้ออกมาขายในตลาดไทยก็เป็นเรื่องที่ใช้แรงมากแล้ว การใช้พลังในการแปลก็ยิ่งยากไปอีก ต้องใช้ทุนประมาณหนึ่ง และเหมือนกับว่าเราไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่ถูกมองเห็นจากภาครัฐ
พอเป็นเรื่องของการขายสินค้าที่เป็นวัฒนธรรม ที่ผ่านมาเมื่อไม่มีเจ้าภาพที่ทำงานอย่างเข้าใจและชัดเจน มันก็เลยออกมาแบบลูกผีลูกคน ในขณะที่ไต้หวันมีรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมที่เป็นนักเขียนมาก่อน รู้ว่าวงการหนังสือประสบปัญหาอะไร มีนโยบายสำหรับวงการหนังสือโดยเฉพาะ มีทุนให้สำนักพิมพ์ที่สนใจพิมพ์งานของไต้หวัน หรือเกาหลีและญี่ปุ่นที่วรรณกรรมถูกแปลเยอะมาก แต่ทำไมวรรณกรรมไทยไม่ค่อยได้รับการแปล ทั้งที่เรามีตำนานพื้นบ้านเยอะมาก ผีไทยก็คับคั่ง หรือแม้แต่งานเขียนร่วมสมัย เราก็มีเยอะมากเหมือนกัน ก็อาจต้องรอลุ้นกับคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ว่าวรรณกรรมไทยจะไปเวทีโลกได้ไกลแค่ไหน
มีหนังสือแบบไหน หรือวรรณกรรมที่เล่าเรื่องอะไรที่อาจไม่ค่อยได้ทำ ไม่เคยทำ และอยากทำ
ที่ไม่ค่อยได้ทำ แต่ช่วงหลังๆ ได้ทำมากขึ้นคือหนังสือที่พูดถึงเรื่องราวในโลเกชันที่ออกไปจากกรุงเทพฯ เพราะไปออกบูธขายหนังสือที่ต่างจังหวัดแล้วพบว่า คนอ่านหนังสือของพีเอสที่ตัวละครอยู่ในคาเฟ่เก๋ ๆ อยู่ในบาร์ลึกลับของเมืองหลวง แต่จริง ๆ เขาก็มีเรื่องราวและสถานที่ของเขาเหมือนกัน มันก็น่าจะดีถ้าเขาได้อ่านเรื่องที่ใกล้เคียงกับเขามากขึ้น หรืองานที่เป็นซับคัลเจอร์ (Subculture) ไม่ใช่วัยรุ่นในเมืองเท่านั้น
ก้าวต่อไปของสำนักพิมพ์พีเอส
ผ่าน 10 ปีที่เราทำงานมาทั้งในรูปแบบของมือสมัครเล่น ลองผิดลองถูก และตั้งใจอย่างจริงจังกับความเป็นมืออาชีพ พร้อม ๆ กันนั้นเราก็ทบทวนตัวเอง หลังความเปลี่ยนแปลงจากการเติบโตทางธุรกิจ อะไรคือสิ่งที่ยังคงเป็นตัวตนของเรา จริง ๆ ปีนี้เป็นปีที่บอกทีมพีเอสว่า เรากลับมาเป็นตัวเองกันเถอะ และตั้งใจจะบอกคนอ่านของเราว่า Be Yourself เป็นตัวของตัวเองนะ เราเริ่มที่จะทำโปรเจ็กต์สนุก ๆ มากขึ้น มี SOAP หนังสือที่ขนาดเล็กเท่าสบู่ มีโปรเจ็กต์ BangPress ทำเล่มบาง ๆ เย็บมุงหลังคา ตั้งใจให้หนังสือของพีเอสเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ทำให้เรามีส่วนอื่น ๆ ในการเข้าถึงคนอ่าน
ก่อนหน้านี้เรามีร้านหนังสือ ‘Somewhere Bookshop’ หลังจากนี้เราจะมี ‘Something Blue’ ซึ่งจะเป็นห้องสมุดกับร้านไอศกรีมในบรรยากาศแบบโกดังสำนักพิมพ์ และเรามีสำนักพิมพ์ที่แตกออกมาจากพีเอส ซึ่งก็คือ ‘Pandora Press’ ทำวรรณกรรมที่เป็นนวนิยายเล่มใหญ่ขึ้นมาอีกนิด
ตอนนี้กำลังทำงานแปลเล่ม ที่ใดมีความเศร้า และในอนาคตจะทำงานแปลวรรณกรรมไทย เริ่มจากงานของ ‘Mind Da Hed’ และแปลเล่ม เมษาลาตะวัน ก็ลองดูว่าจะไปได้มากน้อยแค่ไหน
เรื่องและภาพ : จรณ์ ยวนเจริญ