โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจอินโดนีเซีย เผชิญ “ลองโควิด” ชนชั้นกลางหดตัว ประชาชนดิ้นรนค่าครองชีพสูง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ก.ย 2567 เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2567 เวลา 07.58 น.

เศรษฐกิจอินโดนีเซีย เผชิญภาวะเศรษฐกิจลำบากจากโควิด เผยชนชั้นกลางหดตัว ทำให้กลุ่มขับเคลื่อนการเติบโตลด ขณะที่ประชาชนดิ้นรนกับเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และหางานทำยาก

วันที่ 6 กันยายน 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซีย กำลังเผชิญกับผลกระทบจาก "ภาวะลองโควิด" โดยชนชั้นกลางหดตัวลง ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับการสูญเสียงาน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และผลกระทบจากการปรับลดการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPS) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2567 ประชากรกลุ่มชนชั้นกลางลดลงจากระดับ 21.4% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ลงสู่ 17.1% ขณะที่ประชากรที่โอกาสขยับขึ้นเป็นชนชั้นกลาง เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 48.2% เป็น 49.2% และประชากรที่จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับ 20.6% เป็น 24.2% โดยรวมแล้ว ประชากรชนชั้นกลางหดตัวลง 9.5 ล้านคน ในช่วงเวลาดังกล่าว

นางอามาเลีย อดินิงการ์ วิดยาซานติ รักษาการผู้อำนวยการ BPS กล่าวว่า นี่คือผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยชนชั้นกลางเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสำคัญ เนื่องจากขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายมากขึ้นและใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว

BPS ใช้คำจำกัดความของธนาคารโลกสำหรับชนชั้นกลาง ซึ่งได้แก่ ผู้ที่มีรายจ่ายสูงกว่าเส้นแบ่งความยากจน ระหว่าง 3.5 ถึง 17 เท่า ซึ่งในอินโดนีเซียนั้น เส้นแบ่งความยากจนในปัจจุบันอยู่ที่ 582,993 รูเปียห์ต่อเดือน (37.64 ดอลลาร์สหรัฐ) และชนชั้นกลางใช้จ่ายระหว่าง 130 ถึง 640 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

นายมุลยาวัน อาหมัด ผู้อาศัยอยู่ทางตะวันออกของกรุงจาการ์ตา คือหนึ่งในเหยื่อของ "ภาวะโควิด-19 ทางเศรษฐกิจ" ที่เกิดขึ้นในช่วงที่โรคโควิดแพร่ระบาด โดยนายอาหมัดเคยทำงานด้านไอทีในบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งและถูกเลิกจ้าง ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในประชาชน 2.8 ล้านคนที่สูญเสียงานในช่วงโควิด

ในช่วงแรก นายอาหมัดยังมองโลกในแง่ดี เพราะเขาจะมีเงินชดเชยจำนวนมากและได้รับการลดระยะเวลาผ่อนบ้านลงจาก 20 ปี เหลือ 8 ปี แต่เขาก็ต้องดิ้นรนในการงานประจำทำ ตอนนี้เขาอายุ 49 ปีแล้ว และต้องพึ่งพาการทำงานฟรีแลนซ์ต่าง ๆ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต แต่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อทำให้สถานการณ์ของเขาแย่ลง

นายอาหมัดกล่าวกับสำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า เขาไม่คาดคิดว่าข้าวของทุกอย่างจะแพงขนาดนี้ พร้อมสังเกตว่ารายได้ของเขาลดลงประมาณ 2 ใน 3 นับตั้งแต่เขาทำงานประจำ โดยการผ่อนเงินกู้บ้านซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ได้กลายเป็นปัญหาทางการเงินที่หนักที่สุดสำหรับเขา รองจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ และค่าไฟ

ด้าน นางยูนี ราห์มาวาตี แม่บ้านในกรุงจาการ์ตา เปิดเผยว่า สามีของเธอเป็นข้าราชการ เงินเดือน 513 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่องบการใช้จ่ายของครอบครัว โดยการเลือกซื้อเนื้อสัตว์มาปรุงอาหารในแต่ละวันเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจมาก เพราะอาหารมีราคาแพง

นายฟิธรา ไฟซาล ฮัสเตียดี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Samuel Sekuritas กล่าวว่า ชนชั้นกลางอินโดนีเซียต่างรู้สึกว่ารายได้ของพวกเขาตามไม่ทันต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปได้ยาก

นายฮัสเตียดีกล่าวว่า การหดตัวของชนชั้นกลางในอินโดนีเซียนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเป้าไปที่ประชากรที่ยากจนที่สุด 20% และประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 10% ส่วนชนชั้นกลางที่อยู่ "ตรงกลาง" ระหว่าง 2 กลุ่มนี้ ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากโครงการช่วยเหลือทางสังคมหรือแรงจูงใจทางภาษีสำหรับรายจ่ายจำนวนมากที่พวกเขาเผชิน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าหรืออสังหาริมทรัพย์**

นอกจากนี้แล้ว การแพร่รระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การจ้างงานเปลี่ยนจากงานประจำเป็นงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานประจำ และไม่ได้มีรายได้สม่ำเสมอ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมีรายได้ลดลง แม้ว่าอัตราการว่างงานจะฟื้นตัวขึ้นก็ตาม

BPS ระบุว่า การใช้จ่ายของชนชั้นกลางในปัจจุบัน นั้น ส่วนใหญ่คือค่าอาหารเป็นค่าที่อยู่อาศัยเป็นหลัก โดยค่าอาหารคิดเป็นสัดส่วน 41.67% และค่าที่อยู่อาศัย 28.52% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออินโดนีเซียอยู่ที่ 2.12% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาสินค้าอาหารหลักเพิ่มสูงขึ้น เช่น ข้าว พริกไทย และน้ำตาล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชนชั้นกลางจะหดตัว แต่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกลับเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยขยายตัวมากกว่า 5% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อไปในปี 2567 ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น

นางวิดยาซานติ มีมุมมองในแง่บวกว่าผลกระทบจากการโควิดจะค่อย ๆ ลดลงในเร็ว ๆ นี้โดยเชื่อว่ารัฐบาลจะนำเสนอนโยบายต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับไปสู่ระดับก่อนเกิดการระบาด

นายไอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจ เน้นย้ำถึงความสำคัญของชนชั้นกลางและประชากรที่มีโอกาสเป็นชนชั้นกลาง โดยระบุว่าประชากรเหล่านี้คิดเป็น 81.49% ของการบริโภคทั้งหมดในผลิตภัณฑ์มวลรวมใจประเทศ (GDP) และการรักษาความยืดหยุ่นของชนชั้นกลางเป็นความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม นายฮัสเตียดี วิพากษ์วิจารณ์แนวทางของรัฐบาล โดยโต้แย้งว่ามาตรการภาษีล่าสุดที่เสนอจะส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางมากขึ้น โดยการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 11% เป็น 12% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 ควบคู่ไปกับการเสนอให้หักเงินเดือน 3% เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มรายได้น้อย อาจลดอำนาจซื้อของชนชั้นกลางลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ นายฮัสเตียดีเสนอว่า รัฐบาลควรชะลอการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มออกไป จนกว่าชนชั้นกลางจะขยายตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 25% ของจำนวนประชากร เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อ้างอิง : asia.nikkei.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...