โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Teen Coach EP.109 : อยาก 'เจ็บกาย' แทน 'เจ็บใจ' จึงทำร้ายร่างกายตัวเอง แต่เจ็บยิ่งกว่าเดิม

Dek-D.com

อัพเดต 03 พ.ค. 2567 เวลา 09.50 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2567 เวลา 08.51 น. • DEK-D.com
จิตวิทยาเบื้องหลังการ 'ทำร้ายตัวเอง'

ในวันที่ฉันอยากเจ็บปวดกาย แทนการเจ็บทางใจ

“วิว” อายุ 15 ปี ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ม.3 โรงเรียนหญิงล้วนเอกชนแห่งหนึ่ง เธอเป็นเด็กเรียนเก่งเพราะที่บ้านคาดหวังไว้มาก หากทำพลาดจะโดนต่อว่า ประชด เย็นชา ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบ เพราะเหมือนไม่มีใครรัก ถูกทอดทิ้ง ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมผลการเรียนวิวได้ 4 มาโดยตลอด แต่พอชั้นมัธยมการเรียนยากขึ้น วิวต้องเรียนพิเศษหลายเพื่อสอบที่โรงเรียน และสอบเข้าชั้นมัธยมปลายโรงเรียนชื่อดัง เวลาเครียดเธอไม่ได้ปรึกษาใครเพราะไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ อยากให้ทุกคนมีภาพจำว่าวิว “แข็งแกร่งและเก่งทุกอย่าง” ช่วงปลาย ม.2 วิวได้เลข 12/20 เธอเสียใจ โกรธตัวเองที่ทำได้แค่นี้

คืนวันที่รู้ผลวิวกลับบ้านมาแล้วขึ้นห้องเก็บตัว ไม่อยากตอบคำถามคนที่บ้านเรื่องคะแนน เธอสติแตก นั่งร้องไห้ กรี๊ดในหมอน ไถมือถือคลายเครียด อัปไอจีสตอรี่ด้วยแอคหลุมที่เปิด public ว่าเธอเจ็บปวดใจมาก อยากรู้วิธีที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น มีเพื่อนออนไลน์หลายคนเข้ามาตอบ มีคนแนะนำให้ลองกรีดแขนดูพร้อมส่งภาพประกอบมา “เจ็บที่ใจให้เอาไปลงที่ร่างกายแทนน้าาา”วิวลังเลใจแต่เห็นคนแนะนำกันหลายคน เธอเลยใช้คัตเตอร์กรีดที่ข้อมือซ้าย 1 ครั้ง ยังไม่กล้าลงน้ำหนักมากเพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ความรู้สึกสบายใจ ไม่เจ็บที่แผลเลย วิวกรีดไป 3 ครั้งเป็นแผลเล็ก ๆ ไม่อยากให้ใครรู้ วันรุ่งขึ้นใส่เสื้อแขนยาวเพื่อปิดแผล หลังจากนั้นเวลาที่เครียดวิวใช้วิธีการนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการผ่อนคลาย ทำแล้วผลการเรียนก็ดีขึ้น แผลเริ่มลามจากข้อมือขึ้นไปถึงแขน และหน้าขาสองข้าง พอเริ่มทำไปแล้วหยุดตัวเองยาก

วันหนึ่งในคาบพละครูบอกให้เธอถอดเสื้อแขนยาวออกเพราะอากาศร้อนมาก วิวไม่ยอมเพราะกลัวคนอื่นเห็นแผล จนครูต้องพาไปคุยที่ห้องปกครอง ตอนที่ถอดเสื้อออกมาครูหลายคนตกใจ ครูประจำชั้นโทรแจ้งผู้ปกครองทันที เธอร้องไห้ขอร้องว่าไม่ต้องบอกที่บ้านเรื่องนี้ได้มั้ยเพราะจะยิ่งถูกด่า ตอนที่พ่อกับแม่มา แม่ดูเป็นห่วง แต่พ่อโกรธมาก ด่าวิวรุนแรง “เด็กโง่ คิดได้แค่นี้สอบไม่ติดหรอก” วิวอยากกรีดร้องแล้วเอาคัตเตอร์กรีดทั่วร่างกายเพื่อชดใช้กับสิ่งที่ทำผิด เธอหายใจหอบ เกร็งมือและขา (Hyperventilation syndrome) มีท่าทีเหมือนชัก ครูให้พ่อแม่รีบพาวิวไปโรงพยาบาลและเน้นย้ำว่าต้องพบจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและรับการรักษา

ทำความเข้าใจ “พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง” (self-injurious behaviors)

“พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง” (self-injurious behaviors) หมายถึง การกระทำที่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ มีอันตราย หรือเกิดผลเสียกับตัวเองเช่น การกรีดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (cutting), การกินยาเกินขนาด (drug overdose), ใช้น้ำร้อนราดที่ตัว

พฤติกรรมทำร้ายตัวเองที่พบได้บ่อยสุดในกลุ่มวัยรุ่น คือ การกรีด (cutting) ด้วยการใช้สิ่งมีคมเช่น ใบมีดโกน กรรไกร คัตเตอร์ ลูกแม็ก คลิปหนีบกระดาษ นำมาขูดขีดกรีดตัวเองให้เกิดแผลจนบางครั้งมีเลือดไหลออกมา หรือใช้เล็บหยิกจิก บริเวณที่กรีดเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกายตำแหน่งที่พบบ่อยสุด คือ ข้อมือ ต้นแขน บางคนต้องการปกปิดไม่ให้ใครรู้จะกรีดตำแหน่งในร่มผ้า สังเกตเห็นได้ยาก เช่น ต้นขา ขาหนีบ ใต้ราวนม มีการทำซ้ำเรื่อย ๆ ด้วยจุดประสงค์บางอย่างมีงานวิจัยศึกษาเรื่องการทำร้ายตัวเองของวัยรุ่นจาก 40 ประเทศ พบว่าอายุเฉลี่ยที่เริ่มต้นทำร้ายตัวเอง คือ 13 ปี ร้อยละ 45 ใช้วิธีกรีดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

แม้ส่วนใหญ่พฤติกรรมการกรีดทำร้ายตัวเอง มักเป็นการทำเมื่อแก้ปัญหาความเจ็บปวดทางใจ แต่มีเด็กบางส่วนที่กรีดแขนเพื่อพยายามฆ่าตัวตายมีงานวิจัยศึกษาเรื่องพฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง (self-harm) ในวอร์ดจิตเวชเด็ก พบว่าร้อยละ 70 ทำร้ายตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย ร้อยละ 55 เคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง ยิ่งทำมากครั้งเท่าไรความเจ็บปวดที่ได้รับแต่ละครั้งจะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเองที่รุนแรงขึ้น

บางคนเข้าใจผิดว่าการกรีดตัวเองเป็นการเรียกร้องความสนใจ เป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลเพราะมนุษย์ทั่วไปการกลัวเจ็บเป็นสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดแต่ถ้าหากลองเปิดใจ พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำแบบนี้ถือเป็นการช่วยเหลือเขาได้ในรูปแบบหนึ่ง เพราะทำให้เราแสดงพฤติกรรมที่เห็นอกเห็นใจ ยินดีรับฟังความรู้สึกแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่จะทนรับไหว สาเหตุส่วนใหญ่ที่กรีดให้เกิดความเจ็บปวดทางกายเป็นเพราะว่ารู้สึกแย่ เสียใจ โกรธ หรืออารมณ์ที่ท่วมท้นต้องการการระบาย เด็กบางคนที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ใจนี้อาจรวมกลุ่มกัน ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตจริงหรือทางโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีกลุ่มเด็กที่ทำร้ายตัวเองรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น #selfharm ในไอจี ถึงแม้แพลตฟอร์มต่าง ๆ จะตระหนักสัญญานอันตรายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ แต่วันรุ่นมีช่องทางอีกมากมายที่ใช้เพื่อไปรวมตัวกันไม่ให้ระบบจับได้ เช่นแปลงเป็น #selfharmmmmmmm ผู้ใหญ่รอบตัวต้องสังเกตการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กแบบเป็นห่วงอยู่ห่าง ๆ เช่น เด็กคุยกับใครอยู่ โดยการถามให้เด็กเล่า เลี่ยงการทำตัวจุ้นจ้านบังคับ เช่น เช็คมือถือ เพราะจะทำให้เด็กมองว่าผู้ใหญ่เป็นศัตรู เด็กจะยิ่งปกปิดมากขึ้น

อีกสาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นกรีดตัวเอง เพราะเด็กต้องการเป็นที่ยอมรับและเลียนแบบการกระทำของเพื่อน พอมีคนหนึ่งเริ่มกรีด คนที่เหลือจะเริ่มทำตาม (cutting contagion) เพราะการกรีดถูกทำให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา (normalizing) ที่ใช้ในการแก้ปัญหาความเจ็บปวดทางใจ“ใคร ๆ ก็ทำกัน” บางทีมีการท้าทายอีกฝ่าย ยิ่งเครียดยิ่งทำเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตอนที่กรีดแขนตัวเอง ร่างกายจะหลั่งเอ็นโดฟิน (endorphins) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเจ็บป่วยและช่วยให้มีความสุข ดังนั้นจะเกิดเงื่อนไขขึ้นมา (conditioning) ว่าถ้าเจ็บปวดทางใจแล้วอยากรู้สึกดี ต้องกรีดตัวเองถึงจะผ่อนคลาย

วิธีการสังเกตเด็กที่มีพฤติกรรมกรีดทำร้ายตัวเอง

คนที่กรีดตามตัวมักจะหลบซ่อนบาดแผล มีปัจจัยเสี่ยง ความเครียดต่างๆ เช่น ใส่เสื้อแขนยาวตลอดเวลา หรือใส่กำไลข้อมือ ร่างกายมีแผลที่อธิบายไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร หรือเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล หลบเลี่ยงการเจอกับคนอื่น แยกตัวอยู่คนเดียว พยายามไม่แสดงอารมณ์ แต่ถ้าแสดงออกมาจะรุนแรงเช่น โวยวายอาละวาด อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่มีการกรีดทำร้ายตัวเองกัน เป็นช่วงที่มีเรื่องเครียดเข้ามากระทบ เช่น พ่อแม่จะแยกทางกัน ผลการเรียนลดลง ถูกเพื่อนบูลลี่ อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครคอยช่วยเหลือหรือรับฟัง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านและโรงเรียน

ผู้ใหญ่จะช่วยเหลือเด็กที่ม่ีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายตัวเองได้อย่างไร

1.สงบใจเมื่อเห็นแผลทำร้ายร่างกายของเด็ก

สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่หรือคนอื่นที่พบเห็นบาดแผลต้องทำ คือ การสงบใจ (calm down) เพราะบางครั้งเลือดและ/หรือแผลที่เห็นชวนให้หวาดหวั่นว่าเด็กจะตายจริง หลีกเลี่ยงการโวยวาย ฟูมฟาย คุยกันในตอนที่ยังมีอารมณ์ท่วมท้น เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เช่น ใช้วิธีการด่าว่า ทำให้เด็กยิ่งเครียด พอเครียดจะยิ่งกรีดมากกว่าเดิม ให้ผู้ใหญ่ไปจัดการอารมณ์ด้วยวิธีต่าง ๆที่คิดว่าเวิร์ก เช่น โทรไปปรึกษาเพื่อน, ร้องไห้ระบาย

2. ยอมรับอารมณ์ลบที่เกิด

แผลบนร่างกายเด็กทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกแย่ เช่น เสียใจ, โกรธ, น้อยใจ, ผิดหวัง ผู้ใหญ่บางคนโทษตัวเองว่าดูและเด็กได้ไม่ดีพอหรือตัวเองเป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องนี้ ทั้งที่จริงสิ่งที่เกิดไม่ได้มีใครผิด เพราะเกิดจากหลายเหตุปัจจัย

3. หาสาเหตุที่ทำให้เด็กทำร้ายตัวเอง

สาเหตุเกิดได้จากหลายอย่าง เช่น เด็กทำคะแนนได้น้อยกลัวพ่อแม่ต่อว่า เด็กถูกบูลลี่จากคนที่โรงเรียน แล้วเราจะช่วยเด็กได้อย่างไร ต้องมีการหาข้อมูลเพิ่ม เช่น ในกรณีที่เด็กมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใหญ่สามารถคุยกันได้ตรง ๆ ว่าเครียดเรื่องอะไร อยากให้ช่วยอย่างไร ถามจากกลุ่มเพื่อนของเด็ก หาข้อมูลทางโซเชียลมีเดียที่เด็กมักจะทิ้งร่องรอยเอาไว้

4. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

การสื่อสารเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ คนจำนวนมากลำบากใจในการพูดคุยเรื่องการทำร้ายตัวเองด้วยความเข้าใจผิดหลายเหตุผล เช่น หากคุยแล้วยิ่งเป็นการกระตุ้นให้กรีดหนักขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามหากผู้ใหญ่ เพื่อน ครู หรือคนที่เด็กไว้ใจเข้าไปคุยเรื่องนี้ เด็กจะได้ระบายสิ่งที่ตกค้างในใจและอารมณ์ลบที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดออกมา เมื่อการจัดการปัญหาเปลี่ยนจากการทำร้ายตัวเองมาเป็นการสื่อสารกันตรง ๆ ว่าคิดและรู้สึกอย่างไร อยากให้ช่วยเรื่องไหน จะช่วยลดการทำร้ายตัวเอง หากเด็กยังไม่พร้อมเปิดใจ เช่น กรี๊ดไล่ผู้ใหญ่ออกไปบอกไม่ต้องมายุ่ง, ตะคอกด่าคำหยาบ สิ่งที่เราทำได้ คือ บอกสิ่งที่เราเป็นห่วงและมีท่าทีว่าพร้อมเสมอที่จะให้การช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ เมื่อเด็กพร้อมเขาจะได้มาคุย

วิธีสื่อสารที่ได้ผลดี คือ I-message (ฉัน+ความรู้สึก+สิ่งที่คิด+สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น) เช่น “แม่ตกใจที่เห็นรอยแผลตรงแขนหนู แม่กลัวหนูเป็นอันตราย ถ้าครั้งหน้าหนูรู้สึกไม่ดีหนูคุยกับแม่ได้นะ” พยายามเลี่ยงการตำหนิประชดหรือด่าต่อว่าเพราะจะทำให้เรื่องยิ่งพังไปใหญ่ เช่น “ทำน้อยไปมั้ย ทีหลังทำเยอะ ๆ จะได้ตายสมใจ”, “เรียกร้องความสนใจแบบโง่ ๆ”

นอกจากจะเป็นผู้พูดที่ดีแล้ว การเป็นผู้ฟังที่ดีสำคัญไม่แพ้กัน เพราะอารมณ์ที่ท่วมท้นต้องการหาทางระบายออก หากมีใครสักคนนั่งเคียงข้าง รับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่ต้องมาสั่งสอนแนะนำ แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว

5. ผู้ใหญ่รอบข้างต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการอารมณ์

เช่น หากเวลาพ่อทะเลาะกับแม่แล้วไปชกกำแพงให้มือช้ำ โวยวายสบถก่นด่า การแนะนำวิธีจัดการอารมณ์ที่ดีพอ (healthy ways) จะทำยาก เพราะพ่อเองยังทำไม่ได้เลย

6. พาเด็กไปพบผู้เชี่ยวชาญ

วิธีที่ดีสุดในการช่วยเด็ก คือ การพาเด็กไปพบผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็ก, นักจิตวิทยา เพราะการทำร้ายตัวเองมักเป็นอาการปลายเหตุที่เกิดจากสาเหตุทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า (Depression), โรควิตกกังวล (Anxiety disorder); โรคสมาธิสั้น (ADHD), โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) พอรู้ว่าป่วยเป็นอะไรจะได้รับการรักษาช่วยเหลือที่ถูกวิธี เช่น การกินยา, การทำจิตบำบัดรายบุคคล, จิตบำบัดครอบครัว

7. ทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิด

เมื่อรับรู้ว่าเด็กเริ่มที่จะใช้วิธีการกรีดตัวเองในการจัดการปัญหา ผู้ใหญ่ทำใจไว้ก่อนเลยว่าเด็กอาจไม่ได้หยุดพฤติกรรมนี้ได้ง่าย ๆ ต้องอาศัยความอดทน วิธีการที่เหมาะสมและช่วงระยะเวลาที่นานพอ เด็กบางคนไม่สามารถหยุดพฤติกรรมนี้ได้จริง ๆ อาจต้องเป้าหมายเป็นการลดความรุนแรงและความถี่บ่อยในการทำแทน

เด็กจะช่วยเหลือตัวเองให้หยุดได้อย่างไร

1. จับอารมณ์ตัวเองให้ได้

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความเครียดเกิดขึ้นได้เยอะ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว จนบางครั้งไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร มีปัญหาดราม่ามาก เกิดอารมณ์ลบ เช่น เศร้า เสียใจ, โกรธ, น้อยใจ, อิจฉา หากเด็กจับอารมณ์ได้จะช่วยเรื่องการจัดการกับอารมณ์ ได้เหมาะสม เช่น โกรธเพื่อนที่ปฏิเสธการทำงานกลุ่มด้วยกัน การไปด่าต่อว่าเพื่อนจะทำให้เรื่องยิ่งพัง ดังนั้นต้องไปสงบสติก่อน แล้วคุยกับเพื่อนด้วย I-message

2. ใช้วิธีอื่นที่ไม่ทำให้บาดเจ็บแต่รู้สึกเจ็บ

กรณีหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ในการจัดการอารมณ์ที่ท่วมท้นแล้วอยากเจ็บ ต้องมีวิธีการอย่างอื่นแทนการทำร้ายตัวเองให้บาดเจ็บ ควรมีการซ้อมวิธีทำกันก่อนว่าวิธีไหนช่วยได้บ้าง ตัวอย่างเช่น

  • หากอยากรู้สึกเจ็บ เช่น ใช้หนังสติ๊กใส่ข้อมือแล้วดีดไปเรื่อย ๆ นำมือจุ่มลงในน้ำเย็นจัดแช่ทิ้งไว้ เอายางลบมาถูแขน
  • หากอยากเห็นเลือดไหล เช่น ใช้เมจิกสีแดงเขียนที่ข้อมือเสมือนเป็นเลือดที่ไหล น้ำแดงราดข้อมือ
  • ระบายความอัดอั้นด้วยการออกแรง เช่น ชกหมอน บีบตุ๊กตา
  • ระบายความรู้สึกทนทุกข์ทรมาน เช่น เขียนเป็นตัวหนังสือหรือวาดรูประบายสี ทำงานศิลปะ

3. ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

ถ้าให้ดีเด็กควรมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้อย่างน้อย 1 คนที่สามารถคุยเล่าระบาย ให้คำปรึกษา โดยไม่ตัดสิน หรือมีกลุ่มเพื่อนที่ซัพพอร์ตกันด้วยวิธีที่เหมาะสม ไม่เกิดอันตรายกับตัวเองและผู้อื่น

4. เข้ารับการรักษา

มีโรคทางจิตเวชหลายโรคที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการกรีดทำร้ายตัวเอง เช่น โรคซึมเศร้า (depression), โรควิตกกังวล (anxiety) โรคสมาธิสั้นที่หุนหันไม่ยั้งคิด (ADHD) ต้องรักษาหลายวิธีร่วมกัน ทั้งการกินยาและการทำจิตบำบัดเพื่อเปลี่ยนวิธีการจัดการปัญหาและวิธีคิดซึ่งจะช่วยให้มีความสัมพันธ์กับคนอื่นดีขึ้น ตระหนักรู้ตัวเอง เช่น Psychodynamic therapy, Cognitive behavioral therapy (CBT), Dialectic behaviroal Therapy (DBT)

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการหยุดกรีดต้องเป็นแรงจูงใจจากตัวเด็กเอง โดยมองเห็นว่าการทำแบบนี้ช่วยระบายอารมณ์ได้ก็จริง แต่ไม่ยั่งยืนรอยแผลเป็นตามตัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจส่งผลเสียในอนาคตได้ทำให้เด็กอยากที่จะลดละเลิกวิธีนี้ แล้วใช้วิธีอื่นที่ไม่เป็นอันตรายแทน

ผู้ปกครองต้องมีความหวังว่าสักวันอาการกรีดตัวเองนี้จะดีขึ้น มีการปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดู การสื่อสาร เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ดีขึ้นมากพอถึงในระดับที่ว่าเด็กมีปัญหาแล้วไว้ใจกล้าที่เดินมาพูดคุยปรึกษา

วิวเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ เธอกินยารักษาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ส่วนพ่อที่มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ต้องกินยาด้วยเหมือนกัน มีการทำจิตบำบัดครอบครัว (family therapy) ปรับเรื่องการสื่อสารและความคาดหวัง วิวยังได้รับการทำจิตบำบัดรายบุคคล (CBT) เพื่อปรับวิธีการจัดการกับอารมณ์และแก้ปัญหา เมื่อรักษาไปสัก 6 เดือน วิวอาการดีขึ้น ไม่กรีดตัวเองแล้ว สามารถที่จะเข้าไปคุยปรึกษากับพ่อแม่ได้

พี่หมอแมวน้ำขอเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ ที่ต้องเจ็บปวดทางใจแล้วยังไม่มีทางออกที่เหมาะสม ขอให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุดนะคะ หรือมีอะไรคอมเมนต์ที่ข้างใต้นี้ได้เลยค่ะ

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...