โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทายาทรุ่นที่ 3 เปลี่ยนโฉม “ศรีจันทร์” จากแป้งม่วงในตำนาน สู่ Soft Power ไทย! โกยยอดขาย 1,600 ล้าน

Thairath Money

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 03.18 น.
ภาพไฮไลต์

เรื่องราวของแบรนด์ ศรีจันทร์ เริ่มต้นขึ้นในปี 2491 ภายใต้ชื่อ "ห้างขายยาศรีจันทร์สหโอสถ" โดยดำเนินธุรกิจหลักด้านเวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องสำอาง ไม่นานนักก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนาม "บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด" ด้วยผลิตภัณฑ์ชูโรงอย่าง "ผงหอมศรีจันทร์" แป้งพอกหน้าคุมมันในตำนาน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่คนไทยยุคนั้น

เส้นทางจากร้านขายยาขนาดเล็กในอดีตสู่องค์กรระดับประเทศ

ทว่า กาลเวลาและรสนิยมที่เปลี่ยนไป ทำให้ความนิยมของผงหอมศรีจันทร์ในกล่องสีเหลืองฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์เริ่มลดน้อยลง กลายเป็นที่จดจำเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นเก่า ขณะที่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเข้ามาแทนที่

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาถึงในปี 2549 เมื่อ "รวิศ หาญอุตสาหะ" ทายาทรุ่นที่ 3 เข้ามารับช่วงบริหารกิจการในตำแหน่ง“ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด” ด้วยความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูธุรกิจครอบครัว และผลักดันให้แบรนด์เก่าแก่แห่งนี้เป็นที่รู้จักในระดับสากล สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางทั่วโลกในขณะนั้น

รุ่นแม่ยังคงพูดถึง รุ่นลูกก็รู้จัก

การปฏิรูปครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2557 ผงหอมศรีจันทร์ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 60 ปี ได้รับการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหม่สู่ "แบรนด์ศรีจันทร์" โดยมีการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพทัดเทียมเครื่องสำอางชั้นนำระดับโลก ควบคู่ไปกับการปรับโฉมองค์กร บรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย และขยายช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ด้วย

และด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงรุกเหล่านี้ ส่งผลให้ "ศรีจันทร์" กลับมาผงาดและเป็นที่รู้จักในตลาดเครื่องสำอางอย่างกว้างขวางอีกครั้ง จนทำให้แป้งราคาหลักสิบกลายเป็นราคาหลักร้อยและสร้างผลประกอบการได้เป็นกอบเป็นกำ จนปัจจุบัน “ศรีจันทร์” อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 76 ปี สามารถการสร้างยอดขายทะลุ 1,600 ล้านบาทได้ในปี 2567 ที่ผ่านมา

รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด กล่าวว่า ในช่วงปี 2564-2567 แม้จะเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากโควิด-19 แต่บริษัทสามารถปรับตัวรับความท้าทายและพลิกเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโต จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทำให้บริษัทสามารถมียอดขายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2566 และเติบโตต่อเนื่องแบบ Double Digit ตั้งแต่ปี 2564-2567 โดยเฉพาะเมื่อดูจากอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ของทั้งสองแบรนด์หลักอย่างศรีจันทร์ และ ศศิ ซึ่งอยู่ที่ระดับสูงถึง 51% และ 53% ต่อปีตามลำดับ ตั้งแต่ปี 2564-2567 สะท้อนการเติบโตของบริษัทที่มาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ความแข็งแกร่งของศรีจันทร์ที่ไม่ได้มีดีแค่ “แป้ง”

ต้องยอมรับว่าศรีจันทร์ไม่ได้มีแค่“แป้งม่วง” ในตำนาน เพราะจากประโยคนี้สะท้อนความสำเร็จในการขยายพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน แม้จะยังคงเป็นอันดับ 1 ในตลาดแป้งฝุ่น แต่ศรีจันทร์ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วย “ครีมซอง” ซึ่งขึ้นแท่นยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มสกินแคร์ในประเทศไทย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายเพียง 39 บาท ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ทำให้การเติบโตรายประเภทผลิตภัณฑ์ มาจาก เมคอัพ 11% สกินแคร์ 148% ครีมกันแดด 73% ซึ่งหมวดเมคอัพ สินค้าที่ขายดีที่สุดคือ แป้งฝุ่นโปร่งแสง Bare to Perfect Translucent Powder เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มแป้งฝุ่น ในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ถึงเมษายน 2568 (อ้างอิงจากข้อมูล NielsenIQ ประเทศไทย)

และเมื่อถามถึงการเข้าสู่ตลาดสกินแคร์ของศรีจันทร์ รวิศ ฉายภาพว่า เริ่มมาตั้งแต่ปี 2564 และในปี 2567 บริษัทสามารถมีการเติบโตถึง 117% ในหมวดสกินแคร์เมื่อเทียบกับปี 2567 และตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขาย 45% ในปี 2568 สำหรับสินค้าที่ขายดีที่สุดคือ SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream Sachet (10 ml) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวหน้า โดยระหว่างเดือนมกราคม 2567 ถึงเมษายน 2568 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 79% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่เติบโตเพียง 3.44%

การออกแบรนด์ “ศศิ” ที่จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่

ส่วนแบรนด์ “ศศิ” ที่มีความหมายว่าพระจันทร์เช่นเดียวกัน เพื่อสอดคล้องกับแบรนด์รุ่นพี่อย่างศรีจันทร์ ก่อตั้งในปี 2560 เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและแฟชั่น และ เป็นตัวแทนความฝันและความหวังของคนรุ่นใหม่ นับเป็นการบาลานซ์ระหว่าง ความทันสมัย กับ ความคลาสสิก ที่ยังคงสามารถรักษาสมดุลระหว่าง "มรดก" ของแบรนด์ กับการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันได้อย่างลงตัว

สอดคล้องกับ Positioning ของแบรนด์ ศศิ คือ “The most value for money yet trendy beauty & lifestyle brand” แบรนด์ความงามและไลฟ์สไตล์ที่คุ้มค่าและทันสมัย โดยที่หัวใจสำคัญของ ศศิ คือการออกแบบสินค้าโดยเข้าใจความต้องการของวัยรุ่นเช่น Kiss & Blush Multifunction Cosmetics ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย ชิ้นเดียวใช้ได้ทั้งตา แก้ม ปาก และ Acne Sol Collection ตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่นในการแก้ไขปัญหาเรื่องสิว รวมไปถึงการใช้สีที่โดดเด่นในกลุ่มเมคอัพ ทำให้ ศศิ มีการเติบโต CAGR มากกว่า 50% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2564-2567

ยอดขายรวมของบริษัท ศรีจันทร์ สหโอสถ จำกัด มีการเติบโตระดับ Double Digit ทุกปี

  • ปี 2564 มียอดขาย 520 ล้านบาท
  • ปี 2565 มียอดขายอยู่ที่ 717 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 42.02%)
  • ปี 2566 มียอดขายอยู่ที่ 1,019 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 41.92%)
  • ปี 2567 มียอดขายอยู่ที่ 1,600 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 58.98%)
  • ตั้งเป้ายอดขายปี 2568 เติบโตมากกว่า 30% - 40%
  • สำหรับรายได้รวมมาจากช่องทางการจำหน่ายแบบออฟไลน์ 90% และออนไลน์ 10%

การขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ สัญญาณที่ดีจากตลาดลาวและญี่ปุ่น

นอกจากความสำเร็จในประเทศ ศรีจันทร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศลาว ที่มีการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ตั้งแต่ 2021-2024 อยู่ที่ 112.5% สินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่ในหมวดสกินแคร์ เช่น Moisture Burst Series, Sunscreen แป้งฝุ่นและรองพื้น

ซึ่งเป็นผลมาจากการที่คนลาวรับสื่อจากประเทศไทยจำนวนมาก และกระแสของคนรุ่นใหม่ในลาวที่มี Vibe ที่น่าสนใจ ทำให้แบรนด์สร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการสนับสนุนกิจกรรมระดับประเทศ เช่น สนับสนุนการประกวด Miss Universe Laos ในปี 2565-2567 การจัดงานและสนับสนุน Laos Fashion Week 2024 ฯลฯ และมีการใช้ Local Brand Presenter คือ “Nethdao” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของลาว

นอกจากนั้น ยังมีสัญญาณตลาดที่ดีในตลาดญี่ปุ่นอีกด้วย ปัจจุบัน ศรีจันทร์มีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มแป้งในตลาดญี่ปุ่นผ่านช่องทางออฟไลน์มากกว่า 2,000 ร้านค้าทั่วประเทศ นอกจากนั้น ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของศรีจันทร์ ทำให้ BANDAI บริษัทผลิตของเล่นจากประเทศญี่ปุ่นขอซื้อลิขสิทธิ์ของตัวแป้ง เพื่อนำไปทำเป็นกาชาปอง โดยเลือกจากแป้งที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นทั้ง 6 แบบ สร่างการรับรู้ในวงกว้างได้เป็นอย่างดี

โดยที่ความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ไม่ว่าจะเป็น

1.รักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ด้วยความภูมิใจ

ที่ศรีจันทร์รักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ในแบรนด์มาตลอดตั้งแต่ชื่อแบรนด์ที่ไม่เคยเปลี่ยนนับจากยุครีแบรนดิ้งที่นำเสนอความเป็นไทยที่ทันสมัยกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและแนวทางที่ศรีจันทร์รักษาเอกลักษณ์มาตลอด แม้กระทั่งการใส่คำว่า “SRICHAND BANGKOK 1948” ระบุเมืองและปีต้นกำเนิดลงในผลิตภัณฑ์เพื่อเน้นความสำคัญของรากฐานความเป็นไทยที่เป็นความภูมิใจของแบรนด์มาตลอด นับเป็นรหัสลับแห่งความคลาสสิก และยังสืบทอดไปถึงแบรนด์ sasi เช่นกัน

2.การคัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นตัวแทนความเป็นไทยร่วมสมัย ทั้งใบเฟิร์น พิมพ์ชนก โบว์ เมลดา สุศรี แบมแบม กันต์พิมุกต์ เก้า-สุภัสสรา

3.พัฒนาคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานเทียบเคียงระดับสากล ศรีจันทร์ลงทุนด้านคุณภาพและ R&D อย่างต่อเนื่อง

4.สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดึงดูดคนที่เชื่อแบบเดียวกันได้

รวิศ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันกระแส T-Beauty หรือ Thai Beauty ได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งส่งผ่านไปทางละคร ซีรีส์ เพลง ฯลฯ ทำให้ผลิตภัณฑ์ ความงามของไทยได้รับความนิยมไปด้วย ทั้งการบริโภคในประเทศเอง หรือชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ก็มาซื้อผลิตภัณฑ์ความงามของไทยกลับไปด้วย ไปจนถึงความนิยมต่อแบรนด์ไทยในต่างประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นว่า T-beauty มีศักยภาพมากพอที่จะเป็น Soft power ที่แข็งแรงของประเทศไทยได้

“เราเน้นในการหาคู่ค้าทางธุรกิจเพื่อเป็น Distributor ในแต่ละตลาด โดยจะมุ่งเน้นไปยัง บริษัทท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการขายและทำการตลาดทั้ง Offline และ Online นอกเหนือจากการสร้างยอดขายและการขยาย distribution แล้ว เราให้ความสำคัญในการสร้างแบรนด์และการรับรู้ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และนิยมในภูมิภาคเอเชีย โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนเป็น 10-15% ภายในเวลา 3 ปี”

เตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

นี่จึงเป็นรุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลงของ T-Beauty ศรีจันทร์จึงใช้โอกาสนี้ในการต่อยอดธุรกิจในตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อนำความเป็นไทยแบบ Modern Classic Thainess ไปสู่ต่างประเทศผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพของศรีจันทร์ ซึ่งสุดท้ายจะกลับมาตอบเป้าหมายการเป็น Purposeful brand ที่อยากจะเป็นแบรนด์ไทยระดับสากลที่เป็นความภูมิใจของคนไทย

พร้อมกับเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยจะพิจารณาสภาพตลาดที่เหมาะสม แต่ในระหว่างนี้ รวิศ มองว่า จะยังคงให้ความสำคัญกับการทำแบรนด์ที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพก่อน เพื่อให้ศรีจันทร์ก้าวสู่การเป็นผู้นำและเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ไทยที่โลดแล่นในมหาสมุทรแห่งความงามระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ

อ้างอิง srichand

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...