BTSไตรมาส3ปี66/67ขาดทุน 4.7 พันลบ.เหตุรับรู้ด้อยค่าเงินลงทุนKEX-SINGER
#BTS#ทันหุ้น-BTS ไตรมาส3ปี66/67 ขาดทุนสุทธิ 4.76 พันล้าน เหตุ บันทึกผลขาดทุนจากด้อยค่าเงินลงทุนในKEX-SINGER ส่งผลงวด9 เดือน ขาดทุนสุทธิ 5.2 พันล้าน ชี้ผลดำเนินงานผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว คาดได้รับการชำระหนี้ค่า E&M รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ราว 2.3 หมื่นล้าน ภายในครึ่งแรกปี67
นางสาวชวดี รุ่งเรือง ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)หรือBTS แจ้งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส3 ปี 2566/2567 (สิ้นสุดธ.ค.2566) ว่า บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 4,761.71 ล้านบาท จากปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิ 1,048.55 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากการบันทึกรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ได้แก่ 1. การรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX 2.ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน SINGER(1) ของแรบบิท โฮลดิ้งส์ และ 3.ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 53.2% จากปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (ซึ่งรวมถึงผลขาดทุนจากการด้อยค่าดังกล่าวข้างต้น) บริษัทรายงานกำไรสุทธิหลังปรับปรุงแล้ว จำนวน 144 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ(ก่อนรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ หลังหักส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อย) อยู่ที่ 2.1%
สำหรับรายได้ในไตรมาส 3 จำนวน 6,872 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.8% หรือ 251 ล้านบาท จากชวงเดียวกันของปีกอน รายได้ที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจาก (1) รายได้จากการให้บริการรับเหมาที่เพิ่มขึ้น217 ล้านบาท เนื่องจากการเร่งงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูให้แล้วเสร็จ (2) รายได้จากการบริการและการขายที่เพิ่มขึ้น 197 ล้านบาทส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าโดยสารของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกหักกลบบางส่วนด้วยกำไรจากการขายและเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนที่ลดลงจำนวน 185 ล้านบาท
สำหรับงวด9 เดือน มีผลขาดทุนสุทธิ 5,277 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก (1) ผลกระทบจากการรับรู้รายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวของผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน KEX (2) ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในแรบบิท โฮลดิ้งส์(2)และ JMART รวมถึงส่วนแบ่งขาดทุนที่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนใน KEX และ (3) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีหากหักรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (ซึ่งรวมถึงผลขาดทุนจากการด้อยค่าดังกล่าวข้างต้น) บริษัทรายงานกำไรสุทธิหลัก จำนวน196 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ(ก่อนรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ หลังหักส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อย) อยู่ที่ 1.1%
อย่างไรก็ตามภายหลังจากการเสนองบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์2567 สภากรุงเทพมหานครได้มีมติอนุมัติงบประมาณสำหรับการชำระหนี้ค่างานติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว(ส่วนต่อขยายที่ 2) จำนวน 2.34 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะได้รับการชำระหนี้ค่า E&M จำนวนประมาณ 2.3 หมื่ล้านบาท (เงินต้นและดอกเบี้ย)นี้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2567 และจากการได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับบริษัทฯ ให้ดียิ่งขึ้น โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด จำนวน 9.2 พันล้าน เงินลงทุนที่มีสภาพคล่อง จำนวน 1.12 หมื่นล้านบาท และยังมีวงเงินพร้อมเบิกใช้จากสถาบันการเงินที่เพียงพอ
นอกจากนี้ เรายังคาดว่า กทม.จะชำระหนี้ค่าบริการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) จำนวนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ภายในปี2567/68 ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของเงินที่ได้รับจากการชำระคืนหนี้ค่า E&M และ O&M นั้นเราจะนำไปลดภาระหนี้สินของบริษัทฯ ยิ่งไปกว่านั้น กระแสเงินสดของบริษัทฯ จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก จากการที่บริษัทฯเริ่มได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐภายหลังจากการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบของโครงการรถไฟสายสีชมพูและสายสีเหลือง โดยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 เราได้รับเงินอุดหนุนก้อนแรกจำนวนประมาณ 2.25 พันล้านบาท จากการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะได้รับเงินอุดหนุนสำหรับโครงการรถไฟฟ้าทั้งสองสายจำนวน 4.7 พันล้านบาทต่อปีต่อเนื่องกันในอีก 9 ปีข้างหน้า
แม้ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทฯ จะเผชิญกับความท้าทายนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงปัจจุบัน ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบมาจากการบันทึกการด้อยค่าเงินลงทุนในKEXและการลดลงของผลการดำเนินงานในบริษัทร่วมต่างๆ ที่บริษัทฯ ไม่มีอำนาจควบคุม อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าบริษัทฯ ได้ผ่านพ้นช่วงที่แย่ที่สุดไปแล้ว จากการรับรู้การด้อยค่าเงินลงทุนตัวหลักๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ จะมีทิศทางที่ดีขึ้น
อนึ่ง จากการบันทึกการด้อยค่าซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่ได้กล่าวข้างต้นนั้นได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อกำไรสะสม รวมไปถึงความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ อย่างไรก็ดีขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาแผนสำหรับการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว และคาดว่าบริษัทฯ จะมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้
นอกจากทิศทางการเติบโตของผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดที่ได้กล่าวไปข้างต้น เรายังคงมีมุมมองในเชิงบวกต่อการดำเนินงานต่างๆ ของบริษัทฯ อาทิ การรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายไปจนถึงปี 2585ตามสัญญา O&M ยิ่งไปกว่านั้น เรายังคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน BTSGIF จะเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากจำนวนเที่ยวเดินทางของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ จากการฟื้นตัวของจำนวนเที่ยวเดินทางดังกล่าว ร่วมกับการปรับปรุงพื้นที่สื่อโฆษณาบนทำเลสำคัญ จะช่วยเพิ่มรายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาของวีจีไอให้กลับมาอยู่ในระดับก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้แนวโน้มของผลการดำเนินงานและผลประกอบการทางการเงินของบริษัทฯ มีทิศทางที่ดียิ่งขึ้น
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ที่นี่
FACEBOOK คลิก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/
YOUTUBE คลิก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA
Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_
LINE@ คลิก https://lin.ee/uFms4n5
TELEGRAM คลิก https://t.me/thunhoon_news
Twitter คลิก https://twitter.com/thunhoon