โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

BTSไตรมาส3ปี66/67ขาดทุน 4.7 พันลบ.เหตุรับรู้ด้อยค่าเงินลงทุนKEX-SINGER

ทันหุ้น

อัพเดต 14 ก.พ. 2567 เวลา 14.55 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2567 เวลา 14.55 น.

#BTS#ทันหุ้น-BTS ไตรมาส3ปี66/67 ขาดทุนสุทธิ 4.76 พันล้าน เหตุ บันทึกผลขาดทุนจากด้อยค่าเงินลงทุนในKEX-SINGER ส่งผลงวด9 เดือน ขาดทุนสุทธิ 5.2 พันล้าน ชี้ผลดำเนินงานผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว คาดได้รับการชำระหนี้ค่า E&M รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ราว 2.3 หมื่นล้าน ภายในครึ่งแรกปี67

นางสาวชวดี รุ่งเรือง ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)หรือBTS แจ้งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส3 ปี 2566/2567 (สิ้นสุดธ.ค.2566) ว่า บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 4,761.71 ล้านบาท จากปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิ 1,048.55 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากการบันทึกรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ได้แก่ 1. การรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX 2.ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน SINGER(1) ของแรบบิท โฮลดิ้งส์ และ 3.ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 53.2% จากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (ซึ่งรวมถึงผลขาดทุนจากการด้อยค่าดังกล่าวข้างต้น) บริษัทรายงานกำไรสุทธิหลังปรับปรุงแล้ว จำนวน 144 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ(ก่อนรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ หลังหักส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อย) อยู่ที่ 2.1%

สำหรับรายได้ในไตรมาส 3 จำนวน 6,872 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3.8% หรือ 251 ล้านบาท จากชวงเดียวกันของปีกอน รายได้ที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจาก (1) รายได้จากการให้บริการรับเหมาที่เพิ่มขึ้น217 ล้านบาท เนื่องจากการเร่งงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูให้แล้วเสร็จ (2) รายได้จากการบริการและการขายที่เพิ่มขึ้น 197 ล้านบาทส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าโดยสารของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกหักกลบบางส่วนด้วยกำไรจากการขายและเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนที่ลดลงจำนวน 185 ล้านบาท

สำหรับงวด9 เดือน มีผลขาดทุนสุทธิ 5,277 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก (1) ผลกระทบจากการรับรู้รายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวของผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน KEX (2) ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในแรบบิท โฮลดิ้งส์(2)และ JMART รวมถึงส่วนแบ่งขาดทุนที่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนใน KEX และ (3) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีหากหักรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (ซึ่งรวมถึงผลขาดทุนจากการด้อยค่าดังกล่าวข้างต้น) บริษัทรายงานกำไรสุทธิหลัก จำนวน196 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ(ก่อนรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ หลังหักส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อย) อยู่ที่ 1.1%

อย่างไรก็ตามภายหลังจากการเสนองบประมาณของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์2567 สภากรุงเทพมหานครได้มีมติอนุมัติงบประมาณสำหรับการชำระหนี้ค่างานติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว(ส่วนต่อขยายที่ 2) จำนวน 2.34 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะได้รับการชำระหนี้ค่า E&M จำนวนประมาณ 2.3 หมื่ล้านบาท (เงินต้นและดอกเบี้ย)นี้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2567 และจากการได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับบริษัทฯ ให้ดียิ่งขึ้น โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด จำนวน 9.2 พันล้าน เงินลงทุนที่มีสภาพคล่อง จำนวน 1.12 หมื่นล้านบาท และยังมีวงเงินพร้อมเบิกใช้จากสถาบันการเงินที่เพียงพอ

นอกจากนี้ เรายังคาดว่า กทม.จะชำระหนี้ค่าบริการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) จำนวนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ภายในปี2567/68 ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของเงินที่ได้รับจากการชำระคืนหนี้ค่า E&M และ O&M นั้นเราจะนำไปลดภาระหนี้สินของบริษัทฯ ยิ่งไปกว่านั้น กระแสเงินสดของบริษัทฯ จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก จากการที่บริษัทฯเริ่มได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐภายหลังจากการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบของโครงการรถไฟสายสีชมพูและสายสีเหลือง โดยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 เราได้รับเงินอุดหนุนก้อนแรกจำนวนประมาณ 2.25 พันล้านบาท จากการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะได้รับเงินอุดหนุนสำหรับโครงการรถไฟฟ้าทั้งสองสายจำนวน 4.7 พันล้านบาทต่อปีต่อเนื่องกันในอีก 9 ปีข้างหน้า

แม้ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทฯ จะเผชิญกับความท้าทายนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงปัจจุบัน ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบมาจากการบันทึกการด้อยค่าเงินลงทุนในKEXและการลดลงของผลการดำเนินงานในบริษัทร่วมต่างๆ ที่บริษัทฯ ไม่มีอำนาจควบคุม อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าบริษัทฯ ได้ผ่านพ้นช่วงที่แย่ที่สุดไปแล้ว จากการรับรู้การด้อยค่าเงินลงทุนตัวหลักๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ จะมีทิศทางที่ดีขึ้น

อนึ่ง จากการบันทึกการด้อยค่าซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่ได้กล่าวข้างต้นนั้นได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อกำไรสะสม รวมไปถึงความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ อย่างไรก็ดีขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาแผนสำหรับการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว และคาดว่าบริษัทฯ จะมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

นอกจากทิศทางการเติบโตของผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดที่ได้กล่าวไปข้างต้น เรายังคงมีมุมมองในเชิงบวกต่อการดำเนินงานต่างๆ ของบริษัทฯ อาทิ การรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายไปจนถึงปี 2585ตามสัญญา O&M ยิ่งไปกว่านั้น เรายังคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน BTSGIF จะเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากจำนวนเที่ยวเดินทางของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จากการฟื้นตัวของจำนวนเที่ยวเดินทางดังกล่าว ร่วมกับการปรับปรุงพื้นที่สื่อโฆษณาบนทำเลสำคัญ จะช่วยเพิ่มรายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาของวีจีไอให้กลับมาอยู่ในระดับก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้แนวโน้มของผลการดำเนินงานและผลประกอบการทางการเงินของบริษัทฯ มีทิศทางที่ดียิ่งขึ้น

รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ที่นี่

FACEBOOK คลิก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/

YOUTUBE คลิก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA

Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_

LINE@ คลิก https://lin.ee/uFms4n5

TELEGRAM คลิก https://t.me/thunhoon_news

Twitter คลิก https://twitter.com/thunhoon

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...