Business Today Thai Politics 17 เมษายน 2567
Businesstoday
อัพเดต 17 เม.ย. 2567 เวลา 20.23 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2567 เวลา 12.59 น. • Businesstoday“เศรษฐา” ถกนายกฯ นิวซีแลนด์เพิ่มความร่วมมือ 2 ประเทศ เปิดเที่ยวบินตรง
ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน (The Right Honourable Christopher Luxon) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงร่วมกัน จำนวน 2 ฉบับ ดังนี้
1) ความตกลงด้านการศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยแมสซีย์ ประเทศนิวซีแลนด์
2) ความตกลงด้านการจัดหา ซ่อมแซม และการบำรุงรักษา ระหว่าง Thai Aviation Industries Co., Ltd. ประเทศไทย และ NZSkydive Limited ประเทศนิวซีแลนด์
หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีไทยและนิวซีแลนด์แถลงข่าวร่วมกัน โดยนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการแถลงข่าว ดังนี้
ที่ได้ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์และคณะ ในโอกาสซึ่งถือเป็นการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ในรอบ 11 ปี โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และครอบคลุม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น รวมถึงมีการหารือร่วมกับภาคเอกชนนิวซีแลนด์ และการลงนามความตกลงร่วมกัน 2 ฉบับ โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงผลลัพธ์สำคัญจากการหารือ ดังนี้
1) การยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ในปี 2569 หรือเร็วว่านั้น ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เพื่อผลักดันความร่วมมือในทุกมิติ และบรรลุความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างเต็มศักยภาพ
2) การส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง โดยเฉพาะความคืบหน้าของแผนความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ และการเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์และยาเสพติด ความมั่นคงทางไซเบอร์ รวมถึงการก่อการร้าย และแนวคิดสุดโต่ง
3) การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยไทยและนิวซีแลนด์ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 3 เท่า ภายในปี 2588 ซึ่งจะสอดคล้องกับความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ไทย – นิวซีแลนด์ (Thai – New Zealand Closer Economic Partnership Agreement: TNZCEP) ที่เพิ่มพูนการค้าทวิภาคีของทั้งฝ่ายมาตั้งแต่ปี 2548 ไทยและนิวซีแลนด์จะกระชับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีการเกษตร การเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีอาหาร พลังงานหมุนเวียน การแพทย์แม่นยำ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยนายกรัฐมนตรียังยินดีที่หารือร่วมกับคณะภาคเอกชนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ด้วย เชื่อมั่นว่าจะช่วยเสริมสร้างโอกาสการลงทุนในไทยได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมและโครงการเป้าหมายของไทย รวมถึงในโครงการ Landbridge
4) การส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยมีคนไทยอยู่ในนิวซีแลนด์ประมาณ 13,000 คน และยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านการศึกษายอดนิยมของนักเรียนไทย จึงเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านการศึกษา และวัฒนธรรมให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
สำหรับด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงการอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตรา และการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกัน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวนิวซีแลนด์มาไทยเป็น 100,000 คน และนักท่องเที่ยวชาวไทยไปนิวซีแลนด์เป็น 40,000 คน ภายในปี 2568 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายพร้อมแสวงหาความร่วมมือและเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีของกันและกัน ในด้านการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน การท่องเที่ยวฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน (Regenerative Tourism) รวมทั้งการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ (movie-induced tourism)
ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความยั่งยืน และความเจริญรุ่งเรืองในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยไทยยินดีต่อความตั้งใจของนิวซีแลนด์ในการเข้าเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของ ACMECS ซึ่งสอดคล้องกับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียน – นิวซีแลนด์ รวมถึงความตั้งใจของนิวซีแลนด์ในการผลักดันความสัมพันธ์อาเซียน-นิวซีแลนด์ สู่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ภายในปี 2568
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การเยือนในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ มั่นใจว่าความร่วมมือทวิภาคีและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จะเสริมสร้างมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ยินดีกับการจะฉลองการครบรอบ 70 ปีแห่งความสัมพันธ์ทวิภาคีในปี ค.ศ. 2026 ซึ่งถือว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานและแน่นแฟ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ด้านการค้า เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องจะยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) และตั้งเป้าที่จะเพิ่มการค้าระหว่างกันสามเท่าภายในปี 2045 ในตอนท้าย นายกฯ นิวซีแลนด์กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยที่ให้การต้อนรับคณะเป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพ และได้มีความเห็นร่วมกันว่ามีโอกาสที่ผู้นำทั้งสองจะได้ร่วมมือกันอีกมาก
“เศรษฐา” ลงพื้นที่ภูเก็ต 19 เม.ย. ตรวจราชการ แก้ปัญหาคมนาคม
ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดการตรวจราชการ ณ จังหวัดภูเก็ต ในวันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2567 เพื่อติดตามโครงการแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โครงการก่อสร้างสะพานยกระดับทางหลวงหมายเลข 4027 (ทางเลี่ยงเมือง) โครงการก่อสร้างสะพานสารสินแห่งใหม่ และโครงการทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 402 กับทางหลวงหมายเลข 4027
พร้อมติดตามผลการปฏิบัติงานของตำรวจในพื้นที่ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด-หนี้นอกระบบ-ตลาดนัดแก้หนี้-บ่อนการพนัน-การพนันออนไลน์-มาเฟียต่างประเทศ การกวดขันร้านจำหน่ายสุราที่คล้ายสถานบริการ การกวดขันปัญหายางพารา การลักลอบเข้าเมืองตามแนวชายแดน และการแก้ไขปัญหาที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ
ซึ่งมีกำหนดการดังนี้ เวลาประมาณ 09.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
โดยในเวลาประมาณ 10.30 น. ณ ห้องประชุมท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมติดตามและรับฟังการบรรยายสรุปโครงการแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วย
1) ทางหลวงหมายเลข 4027 (ทางเลี่ยงเมือง) (ทางแนวใหม่และสะพานยกระดับเชื่อมต่อสนามบิน) 2) ทางหลวงหมายเลข 4027 (ทางเลี่ยงเมือง) (ทางแนวเดิมช่วงขยายคอขวดเป็น 4 ช่องจราจร) 3) โครงการทางแยกต่างระดับ จุดตัดทางหลวงหมายเลข 402 กับทางหลวงหมายเลข 4027 (ทางเลี่ยงเมือง) และ 4) โครงการสะพานสารสินแห่งใหม่ ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะไปรับฟังรายงานสรุปโครงการก่อสร้างสะพานยกระดับ ทางหลวงหมายเลข 4027 (ทางเลี่ยงเมือง) ตอนบ้านเมืองใหม่ – แยกเข้าสนามบิน ระหว่างกม.18+850 – กม.20+800 ณ บริเวณพื้นที่โครงการก่อสร้างสะพานยกระดับฯ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เสร็จแล้วนายกรัฐมนตรีไปรับฟังรายงานสรุปโครงการก่อสร้างสะพานสารสินแห่งใหม่ ณ พื้นที่โครงการก่อสร้างสะพานสารสินแห่งใหม่ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
จากนั้นในช่วงบ่าย ณ อาคารชัยจินดา กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายกรัฐมนตรีติดตามผลการปฏิบัติงานของตำรวจในพื้นที่ ประกอบด้วย 1) การแก้ไขปัญหายาเสพติด 2) การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ-ตลาดนัดแก้หนี้ 3) การแก้ไขปัญหาบ่อนการพนัน การพนันออนไลน์ และมาเฟียต่างประเทศ 4) การกวดขันร้านจำหน่ายสุราที่คล้ายสถานบริการ 5) การกวดขันปัญหายางพาราและลักลอบเข้าเมืองตามแนวชายแดน และ 6) การแก้ไขปัญหาที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ
ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังพื้นที่โครงการทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 402 กับทางหลวงหมายเลข 4027 (ทางเลี่ยงเมือง) (แยกท่าเรือ) บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อรับฟังรายงานสรุปโครงการทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 402 กับทางหลวงหมายเลข 4027 (ทางเลี่ยงเมือง) (แยกท่าเรือ) ก่อนเดินทางไปยังจุดปิดทางแยกเกาะแก้ว และจุดกลับหน้าไทวัสดุ บนทางหลวงหมายเลข 402 เพื่อทดลองแก้ไขปัญหาจราจรในปัจจุบัน โดยนายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 16.40 น. ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
“สมศักดิ์” ชี้ ปรับครม. ให้ฟังจาก “นายกฯ” ชี้ต้องให้เกียรติผู้ใหญ่
สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีชื่อติดโผจะไปนั่งรมว.สาธารณสุข ว่า เรื่องนี้เราไม่ต้องมาพูดกันดีกว่า เพราะว่าพวกเราก็ฟังจากนายกรัฐมนตรีชัดเจนแล้ว อย่าให้ตนต้องไปให้ความเห็นเรื่องนี้เลย ถ้าเป็นเวลาอื่นตนพูดได้ แต่เวลานี้ต้องให้เกียรติผู้ใหญ่และทำงานดีกว่า ซึ่งนายกฯ ก็ให้ทุกคนเร่งทำงาน ตอนนี้ทุกคนก็กระตือรือร้นกันดี
เมื่อถามว่า ส่วนตัวพร้อมใช่หรือไม่ หากนายกฯ ให้ไปอยู่ตรงไหน สมศักดิ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม
เมื่อถามว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ใช่หรือไม่ สมศักดิ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เมื่อถามว่า หากไม่ได้อยู่ที่ทำเนียบฯ สื่อมวลชนจะเสียดาย นายสมศักดิ์กล่าวย้อนว่า รู้ได้ไงว่าไม่อยู่
เมื่อถามว่า กระทรวงกับที่ทำเนียบฯ อยากอยู่ตรงไหนมากกว่า สมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้พูดอะไรไม่ได้ เราต้องให้เกียรติผู้ใหญ่ ทั้งนี้สมศักดิ์เป็นตัวเต็งที่
“รทสช.” ปัดข่าวเปลี่ยนตัว 2 รมต. ในโควต้าพรรค
อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าในส่วนของ พรรครวมไทยสร้างชาติ ตนได้คุยกับเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค เมื่อ 16 เม.ย. ยันยันว่าไม่มีการปรับในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนในอนาคต เป็นเรื่องที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง กับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ฐานะหัวหน้าพรรคคุยกัน และเรายังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร หากมีความคืบหน้าก็จะแถลงให้ประชาชนได้รับทราบ
อัครเดช กล่าวตอบคำถามในกระแสข่าวที่จะปรับ 2 รัฐมนตรีออกเพื่อดึง ธนากร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค และ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรคเข้ามาแทน ว่า “ข่าวก็คือข่าว แต่ถ้าเป็นจริง ก็ต้องฟังจากหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือผมในฐานะโฆษกพรรค ที่ได้รับมอบหมาย แต่ข่าวที่ออกมาคิดว่าไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล และพรรคฯด้วย ยืนยันว่าเมื่อวันที่ 16 เม.ย.ตอนคุยกันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขอให้สบายใจได้โดยพรรคไม่มีปัญหาการปรับครม.”
เมื่อถามว่า มองการทำงานของ 4 รัฐมนตรี ของพรรคเป็นไปตามเป้าหรือไม่ อัครเดช กล่าวว่า รัฐมนตรีในโควต้าพรรค ทำงานด้วยความทุ่มเท
เมื่อถามถึงความกังวลกรณี ของพีระพันธุ์ ที่พบปัญหาราคาพลังงาน อาจถูกหยิบยกเป็นเหตุผลให้นายกฯพิจารณาปรับครม.ได้ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ ซึ่งเกิดจากปัญหาสงคราม นายพีระพันธุ์ก็พยายามทำอยู่สุดความสามารถ เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมัน
ส่วนสุดท้ายจะตรึงได้ถึงเมื่อไหร่ ก็อยู่ที่สถานการณ์ และอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่านายพีระพันธุ์ เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ปฏิรูปโครงสร้างเชื้อเพลิง อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ระยะสั้น เราเป็นห่วง เพราะมีเหตุการณ์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่คิดว่าท่านให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด
“ศาลรธน.” ไฟเขียว “ก้าวไกล” ขยายเวลาชี้แจงยุบพรรค 15 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารข่าวถึงผลการประชุมปรึกษาคดีที่สำคัญ โดยมีประเด็นคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยเพื่มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล
ทั้งนี้พรรคก้าวไกลได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญออกไป 30 วัน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้ขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน นับจากวันที่ 18 เม.ย. 2567 ซึ่งจะครบกำหนดยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 3 พ.ค. 2567.