'ป.ป.ท.' ลงพท.หาข้อมูลนักเรียนผีโผล่ยโสธร
จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 3 (ป.ป.ท.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายโรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบว่ามีโรงเรียนกว่า 10 แห่ง ตกแต่งบัญชีรายชื่อนักเรียน ด้วยการเพิ่มชื่อนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริง หรือนักเรียนผีเข้าไปในบัญชีรายชื่อให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่ออัพเกรดขนาดโรงเรียนจากขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีผลกับการโยกย้ายผอ.โรงเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็ก ไปดำรงตำแหน่งเป็นผอ.โรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษนั้น โดยในพื้นที่ยโสธรก็มีการตรวจพบโรงเรียนที่เข้าข่ายการตกแต่งบัญชีรายชื่อนักเรียนอยู่ คือโรงเรียนสอนแก้วว่องไววิทยา ต.เดิด อ.เมือง จ.ยโสธร ซึ่งมียอดของจำนวนนักเรียนที่เกินไปจากความเป็นจริง จำนวน 159 คน และไม่มีตัวตนจริงที่นั่งเรียนในชั้นเรียนแต่ทางโรงเรียนอ้างว่ารายชื่อนักเรียนที่ไม่มีตัวตนทั้งหมดนั้นเป็นรายชื่อนักเรียนที่ทางโรงเรียนได้มีการจัดการเรียนทางเลือก หรือการศึกษานอกระบบ ให้กับผู้ที่สนใจเรียนได้เข้าไปเรียนได้
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ต.ท. สามารถ ไชยณรงค์ ผอ.ป.ป.ท. เขต 3 ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เขต3 กว่า 10 คนลงพื้นที่ จ.ยโสธร เพื่อเข้าขอข้อมูลรายละเอียดของการจัดการศึกษานอกระบบกับสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยโสธร(กศน.)ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก นายสุรัติ วิภักดิ์ ผอ.กศน.ยโสธร พร้อมให้รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการศึกษานอกระบบว่า การจัดการศึกษานอกระบบเป็นภารกิจหลักของ กศน.ที่รับนักเรียนเข้าเรียนจะต้องเป็นบุคคลที่มีอายุผ่านการศึกษาภาคบังคับไปแล้วเท่านั้นและการรับสมัครนักเรียนจะต้องมีการกลั่นกรองและตรวจสอบผู้สมัครเข้าเรียนโดยตรวจเช็คจากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ว่าบุคคลดังกล่าวยังเป็นนักเรียนในระบบอยู่หรือไม่ ซึ่งถ้าหากตรวจพบว่ายังเป็นนักเรียนในระบบทาง กศน.ก็จะตัดรายชื่อออกทันทีและหากตามตัวได้ก็จะสอบถามว่ามีความต้องการที่จะเรียนในระบบหรือเรียนนอกระบบให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้รายชื่อนักเรียนไปซ้ำซ้อนกัน
จากนั้นเจ้าหน้าที่ ปปท.เขต3 ได้เดินทางไปที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดยโสธร เพื่อเข้าหารือเกี่ยวกับการจัดการศึกษาทางเลือกของโรงเรียนสอนแก้วว่องไววิทยา และขอตรวจสอบหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.โรงเรียนจากโรงเรียนสอนแก้วว่องไววิทยา ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนยโสธรพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ โดยมี นายธงชัย พาอ่อนตา นิติกรชำนาญการพิเศษสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดยโสธร พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ให้รายละเอียดกับคณะของ ป.ป.ท.เขต 3
นายธงชัย พาอ่อนตา กล่าวว่า ขณะนี้ทางศึกษาธิการจ.ยโสธร ได้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวอยู่พร้อมทั้งมีการตรวจสอบรายละเอียดว่าทางโรงเรียนสามารถที่จะดำเนินการจัดการเรียนทางเลือกตามที่โรงเรียนสอนแก้วว่องไววิทยาจัดอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่สามารถจัดการเรียนทางเลือกได้และมียอดนักเรียนไม่ตรงตามความเป็นจริงตามที่ข้อมูลของ สพม.28 ศรีสะเกษ รายงานให้ศึกษาธิการจังหวัดยโสธรทราบนั้น ก็จะสามารถให้มีการยกเลิกคำสั่งโยกย้ายตำแหน่งดังกล่าวได้ และขณะนี้ยังไม่มีการรับรองการประชุมของคณะกรรมการการศึกษาธิการ จ.ยโสธร(กศจ) ครั้งล่าสุดแต่อย่างใด เนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวอยู่ ซึ่งถ้ายังไม่มีการรับรองการประชุม กศจ.ครั้งล่าสุดก็ยังถือว่าคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.โรงเรียนยังไม่สมบูรณ์
พ.ต.ท.สามารถ ไชยณรงค์ ผอ.ป.ป.ท.เขต 3 กล่าวว่า ในวันนี้ได้มาขอข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการศึกษานอกระบบและการจัดการศึกษาทางเลือกกับ กศน.ยโสธร เนื่องจากมีข้อสงสัยว่ารายชื่อนักเรียนในโรงเรียนสอนแก้วว่องไววิทยา ที่เกินไป จำนวน 159 คน นั้นทางโรงเรียนอ้างว่าเป็นนักเรียนทางเลือก ซึ่งตนมีความสงสัยว่าทำไมนักเรียนเหล่านั้นถึงไม่ไปเรียนที่ กศน.โดยตรงเลยทั้งๆที่มีสวัสดิการที่ดีกว่าและเมื่อเรียนจบก็สามารถออกใบรับรองผลการเรียนได้ พร้อมกับจะได้หารือกับศึกษาธิการจังหวัดยโสธรว่าโรงเรียนสามารถจัดการเรียนทางเลือกได้ด้วยหรือ และจะขอทราบหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนด้วยว่าใช้หลักเกณฑ์แบบไหนและเชื่อถือในข้อมูลตรงไหนบ้างถึงมีการอนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว โดยตรวจพบว่าในพื้นที่จังหวัดยโสธรมีการใช้ข้อมูลจำนวนนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริงในการพิจารณาโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนสอนแก้วว่องไววิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนไม่ถึง 500 คนไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนยโสธรพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนมากกว่า 4,000 คน ทำให้ผู้อื่นเสียสิทธิ เนื่องจากตามหลักเกณฑ์การโยกย้ายนั้น ถ้าได้เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ที่มีนักเรียนตั้งแต่ 500 – 1,499 คน สามารถย้ายไปโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษได้ แต่กรณีนี้เป็นการเพิ่มจำนวนนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริงอันเป็นข้อมูลเท็จ เพื่ออัพเกรดให้เป็นโรงเรียนขนาดกลางให้เข้าเกณฑ์สามารถย้ายได้ จึงเหมือนเป็นการล็อคตัวบุคคลไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งที่มีผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนให้พิจารณาอยู่แล้วหลายคน แต่กลับไม่พิจารณาตามความเป็นจริง ดังนั้นกระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดความเสียหายทางการบริหาร และมีผู้ได้รับผลกระทบหลายคน ที่เกิดจากการเสียโอกาสโยกย้ายครั้งนี้ ซึ่งการที่จะโยกย้ายลักษณะนี้ได้ไม่สามารถทำคนเดียวได้แน่ แต่อาจจะมีขบวนการช่วยเหลือกัน เพราะโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษมีผลโยชน์แฝงอยู่มหาศาล ดังนั้น ป.ป.ท.เขต3 จึงต้องเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้อย่างเข้มงวด