โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

"โควิด" ยืดเยื้อ สู่ความโกลาหล มาตรการ "คลายล็อกดาวน์" ทำสับสน ชักเข้าชักออก ผลตกชาวบ้านแบกรับ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 ธ.ค. 2563 เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2563 เวลา 05.29 น.

สถานการณ์ “โควิด” ยืดเยื้อ สู่เดือนพฤษภาฯโกลาหล มาตรการ “คลายล็อกดาวน์” ทำสับสน-ชาวบ้านแบกรับ

หลายครั้งความสับสนในสังคมช่วงสถานการณ์โควิดระบาด

ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ชัดเจนทั้งจากรัฐบาลศูนย์กลางอำนาจบริหารประเทศและจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.

สถานการณ์ที่ว่าปะทุขึ้นอีกครั้ง

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ประกาศขยายเวลาการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

รวมถึงมาตรการเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน ช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี 4 ออกไปอีก 1 เดือน ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม

พร้อมการยอมผ่อนปรน “คลายล็อกดาวน์” ในบางกิจกรรม

อย่างไรก็ตาม การคลายล็อกหลายเรื่องเป็นไปในลักษณะชักเข้า-ชักออก สร้างความสับสนให้กับประชาชนผู้ปฏิบัติ

เริ่มจากกรณี 4 วันหยุดนักขัตฤกษ์เดือนพฤษภาคม

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรมแจ้งผลที่ประชุม ศบค. มีมติเลื่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์เดือนพฤษภาคมออกไปทั้งหมด ได้แก่ วันแรงงาน 1 พฤษภาคม วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา 6 พฤษภาคม และวันพืชมงคล 11 พฤษภาคม

เตรียมเสนอเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบ ให้เหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้มีวันหยุดยาวติดต่อกัน 6 วัน เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องการเดินทางของประชาชนข้ามพื้นที่จังหวัด อาจเพิ่มความเสี่ยงแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่

ประเด็นนี้เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนจำนวนไม่น้อย หลังจากรัฐบาลเคยประกาศเลื่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายนมาแล้ว ประกอบกับตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่

ลดลงต่อเนื่อง ต่ำกว่าหลักสิบ

สุดท้ายที่ประชุม ครม.ก็มีมติสวนทางกับ ศบค.

ให้คงวันหยุดพิเศษ 4 วันในเดือนพฤษภาคมตามเดิม เพิ่มเติมคือ ขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ งดเดินทางไปต่างจังหวัด

มติที่สวนทางกันสร้างความงุนงงให้ประชาชนพอสมควร เนื่องจากประธานที่ประชุม ครม.และที่ประชุม ศบค.เป็นคนเดียวกันคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ความไม่ชัดเจนต่อมาเป็นเรื่องประกาศ “คลายล็อก” มาตรการชุดแรก 6 กิจกรรม ประกอบด้วย

ตลาด ได้แก่ ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดน้ำ ตลาดชุมชน ถนนคนเดิน แผงลอย

ร้านอาหาร ได้แก่ ร้านอาหารทั่วไป ร้านเครื่องดื่ม ขนมหวาน ไอศกรีม (นอกห้าง) ร้านอาหารริมทาง รถเข็น และหาบเร่

กิจการค้าปลีก-ส่ง ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ รถเร่หรือรถวิ่งขายสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านค้าปลีกขนาดย่อย ร้านอาหารปลีกชุมชน ร้านขายปลีกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม

กีฬาสันทนาการ ได้แก่ กิจกรรมในสวนสาธารณะ ทั้งเดิน รำไทเก๊ก สนามกีฬากลางแจ้งที่เป็นการออกกำลังกาย โดยไม่เล่นเป็นทีมและไม่แข่งขัน ได้แก่ เทนนิส ยิงปืน ยิงธนู จักรยาน กอล์ฟ และสนามซ้อม

ร้านตัดผม-เสริมสวย ได้แก่ ร้านตัดผมเฉพาะตัด สระ ไดร์ผม

และอื่นๆ เช่น ร้านตัดขน-ร้านรับเลี้ยง รับฝากสัตว์

ศบค.ออกคู่มือและรายละเอียดการผ่อนล็อกดาวน์ แต่ก็ยังมีคำถามและข้อสงสัยจากผู้ประกอบการและประชาชนจำนวนมาก ทั้งในการกลับมาเปิดร้านค้า ร้านอาหาร ที่ในข้อกำหนดการผ่อนปรนยังขาดรายละเอียด ไม่ชัดเจนครอบคลุมเพียงพอ

รวมทั้งความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ที่สำคัญข้อจำกัดในการคลายล็อกบางส่วนไม่ต่างจากการโยนภาระและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ประกอบการ

แทนที่รัฐบาลจะหาทางสนับสนุนช่วยเหลือ ให้คำแนะนำและทำความเข้าใจในส่วนนี้

กลายเป็นว่าทั้งรัฐบาลและ ศบค. ต่างสลับกันออกมาข่มขู่เอาผิดร้านค้าผู้ประกอบการและประชาชนผู้บริโภค ว่าหากใครละเมิดคำสั่งหรือไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิด ทั้งอาจนำมาสู่การยกเลิกการผ่อนปรนทั้งหมด

กลับไปใส่ล็อกตามเดิม

ในความโกลาหลอลหม่าน รัฐบาลและ ศบค.ควรต้องเป็นฝ่ายให้คำแนะนำกับประชาชนและผู้ประกอบการ ถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นแบบ “ปกติใหม่” หรือนิวนอร์มอล (New Normal) อย่างละมุนละม่อม

ไม่ใช่ด้วยความกระโชกโฮกฮาก ขู่เอาผิดผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม

การแก้ไขปัญหาจะลุล่วงด้วยดี หากรัฐเปิดใจกว้างรับฟังเสียงจากประชาชน ถ้าทำเช่นนั้นได้เชื่อว่าทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ เพราะร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอยากป่วยติดเชื้อไวรัสร้ายแน่นอน

กับอีกเรื่องวุ่นวายที่มาพร้อมกับมาตรการใส่ล็อก-คลายล็อก คือการจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หลังรัฐบาลได้ออกประกาศห้ามจำหน่ายมาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ พร้อมกับเลื่อนวันหยุดยาว ด้วยเหตุผลเพื่อสกัดกั้นการรวมกลุ่มสังสรรค์ หยุดยั้งการเดินทางไปต่างจังหวัด จนเป็นเหตุให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายในวงกว้าง

ทำให้ทุกห้างร้านต้องหยุดขายเหล้า-เบียร์เกือบ 3 สัปดาห์

กระทั่งใกล้ถึงวันสิ้นสุดประกาศห้าม 30 เมษายน ก็มีข่าว ศบค.ชุดย่อยหารือพิจารณาเตรียมเสนอรัฐบาลใส่ล็อก ห้ามเปิดซื้อ-ขายเหล้า-เบียร์ต่อไป แต่ให้เริ่มนับใหม่วันที่ 3 พฤษภาคม เปิดช่องเว้นวรรคให้ซื้อขายได้ 2 วันคือ 1-2 พฤษภาคม

ทำเอาบรรดานักดื่มหูผึ่งไปตามๆ กัน

ต่อมาวันที่ 30 เมษายน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทยแถลง อ้างตามประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงนามในประกาศราชกิจจานุเบกษาต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวถึงวันที่ 31 พฤษภาคม

และให้ยืดการบังคับใช้คำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดเกี่ยวกับการควบคุมโควิด ให้มีผลต่อไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นหมายรวมถึงคำสั่งห้ามซื้อ-ขายเหล้า-เบียร์ด้วยเช่นกัน

แต่ปรากฏถัดจากนั้นวันเดียว สถานการณ์ก็พลิกอีกตลบ

เมื่อมีประกาศราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ฉบับที่ 6)

ตอนหนึ่งเรื่องกิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต

ให้จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มในโรงแรม ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง โรงพยาบาล ร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ รถเข็น หาบเร่ แผงลอย แต่ไม่รวมถึงสถานบริการผับบาร์

สำหรับร้านอาหารหรือเครื่องดื่มซึ่งจำหน่ายสุราให้เปิดได้ แต่ห้ามบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน

พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อธิบายชี้แจงว่า

รัฐบาลและ ศบค.ผ่อนปรนให้ซื้อสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากร้านจำหน่ายได้ แต่ไม่สามารถนั่งดื่มในร้าน ต้องซื้อกลับไปดื่มที่บ้านเท่านั้น และต้องไม่มั่วสุมหรือรวมกลุ่มอันอาจเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ

โดยในแต่ละจังหวัดให้เป็นอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาและอนุญาต

ประกาศนี้ให้กลับมาเปิดขายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในวันที่ 3 พฤษภาคมเป็นต้นไป

เมื่อวันนั้นมาถึง บรรดานักดื่มต่างเฮโลกันไปซื้อเหล้าเบียร์จนห้างร้านแทบแตก ไม่มีใครสนใจเรื่องการเว้นระยะห่าง หรือโซเชียล ดิสแทนซิ่ง

หลายคนเชื่อว่าภาพเหล่านั้นเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลและ ศบค.ไม่ประสานห้างร้านให้วางมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม

ที่สำคัญเนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลและ ศบค.ชักเข้า-ชักออกแนวทางคลายล็อกหลายครั้ง ทำให้ประชาชนทั้งที่เป็นนักดื่มและผู้จำหน่ายไม่มั่นใจ สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะสั่งห้ามจำหน่ายอีกหรือไม่ จึงตัดสินใจออกมาซื้อเก็บตุนไว้ก่อน

ต่อมาดันมีกรณีผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัด ประกอบด้วย พิษณุโลก นครพนม ปทุมธานี เพชรบุรี และบุรีรัมย์ ยังมีคำสั่งห้ามขายสุราเช่นเดิม

ทำให้ประชาชนในจังหวัดนั้นๆ เกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่า ระหว่างคำสั่งรัฐบาลกับคำสั่งผู้ว่าฯ เหตุใดจึงไม่สอดรับกัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวตำหนิพฤติกรรมการรุมแย่งซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมสั่งการต่อไปนี้ต้องมีมาตรการชัดเจนในเรื่องจำกัดปริมาณการซื้อ ต้องเปิด-ปิดตามเวลาที่กำหนด

“ไม่เช่นนั้นถือว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ ขอให้ภาคเอกชน ร้านค้าต่างๆ ที่ขายสุราปฏิบัติตามมาตรการที่ออกไป ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกปิด ไม่ให้ขายอีกต่อไป”

มาตรการเกี่ยวกับซื้อ-ขายเหล้าเบียร์ช่วงโควิด จะหักเหอีกหรือไม่ต้องรอดู แต่ที่ยังสับสนโกลาหลต่อเนื่องกรณีการจ่ายเงินเยียวยา 5 พันบาท แต่ละวันยังปรากฏภาพประชาชนจำนวนมากต่อแถวทวงสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง

ป้าชาว จ.กำแพงเพชร ร่ำไห้วิงวอนฝากถึงนายกฯ “โปรดดูแลคนยากคนจนบ้าง” เพราะกำลังจะอดตาย ข้าวสารจะหมด เงินก็ไม่มี ของก็ขายไม่ได้

“ท่านประยุทธ์ ท่านได้ยินหรือเปล่า นางทองสา ดาหา มาร้องเรียน ท่านไปดูบ้านฉัน อยู่ยังไงกินยังไง บ้านช่องเท่ารูหนู ข้าวจะกินก็ไม่มี หลานตัวเล็กๆ ไม่สบาย ต้องให้เลือด ยังไปหาหมอไม่ได้เลย ท่านโปรดทราบตรงนี้”

ท่ามกลางความทุกข์ร้อนของประชาชนแผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้าในช่วงสถานการณ์โควิด

คนได้รับผลกระทบไม่ใช่รัฐบาลผู้ออกนโยบายและมาตรการต่างๆ

แต่เป็นชาวบ้านที่ต้องแบกรับปัญหาอย่างไร้ทางออก

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...