โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เอาแล้ว! เพื่อไทย จ่อดัน "sex worker" ไม่ผิดกฎหมาย - เข้าถึงสวัสดิการพื้นฐาน

Khaosod

อัพเดต 17 ธ.ค. 2564 เวลา 09.30 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 09.06 น.

เพื่อไทย เสวนา วันยุติความรุนแรงผู้ค้าบริการทางเพศ ลั่น ทุกอาชีพต้องได้รับการคุ้มครองและมีศักดิ์ศรีเท่ากัน จ่อดัน "sex worker" อาชีพบริการทางเพศ ไม่ผิดกฎหมาย เข้าถึงสวัสดิการ

วันนี้ (17 ธ.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันยุติความรุนแรงผู้ค้าบริการทางเพศสากล พรรคเพื่อไทย จัดงานเสวนา หัวข้อ ‘Sex work is work : โสเภณีก็เสรีไปเลยสิค้า’ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่ออาชีพ sex worker, เสนอทางยุติความรุนแรงผ่านการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมาย และ ดูตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะเกิดหาก sex worker ถูกทำให้ถูกกฎหมาย

โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) ณฤดี จินตวิโรจน์ สมาชิก change maker ของพรรคเพื่อไทย จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ชานันท์ ยอดหงษ์ ผู้รับผิดชอบนโยบายด้านอัตลักษณ์และความหลากหลายทางเพศ พรรคเพื่อไทย พิธีกรและผู้ร่วมเสวนา

ชานันท์ ในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบายด้านอัตลักษณ์และความหลากหลายทางเพศ พรรคเพื่อไทย เริ่มเสวนาด้วยการรำลึกถึงวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันยุติความรุนแรงผู้ค้าบริการทางเพศสากล กำหนดขึ้นโดยกลุ่มผู้ค้าบริการทางเพศ เพื่อน ครอบครัว พันธมิตร และกลุ่มผู้สนับสนุนต่างๆ เพื่อรำลึกถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมของ ‘นักฆ่าแห่งกรีนริเวอร์’ ในปี ค.ศ.1982 ที่ซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยฆาตกรต่อเนื่องได้สังหารหญิงสาวโสเภณีจำนวน 4 ราย โดยการรัดคออย่างเหี้ยมโหดและนำศพมาทิ้งไว้ที่แม่น้ำกรีน จนสื่อตั้งสมญานามให้ว่า ‘นักฆ่าแห่งแม่น้ำกรีน’ (The Green River Killer) โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมาหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับกุมฆาตกรได้ และยอดผู้เสียชีวิตยังพุ่งสูงถึง 48 ศพ

วันนี้จึงเป็นวันที่ควรกลับมาทบทวนและพูดถึงการทำให้ ‘โสเภณีไม่ผิดกฎหมาย’ เพราะทุกอาชีพมีคุณค่าและศักดิ์ศรี แต่เงื่อนไขทางกฎหมายบางประการที่ทำให้คนทำงานในอาชีพนี้ยังอยู่ในพื้นที่มืด นอกจากนี้ยังควรทำความเข้าใจเรื่อง ‘ความรุนแรง’ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำให้อาชีพนี้ผิดกฎหมายด้วย

ชานันท์ อธิบายถึง ‘ความรุนแรง’ ไว้ 3 นิยามใหญ่คือ ความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงทางอ้อม และความรุนแรงในเชิงวัฒนธรรม

1) ความรุนแรงทางตรง (direct violence) : คือความรุนแรงในเชิงกายภาพที่มีผลในเชิงการทำร้ายร่างกาย อาจปรากฏเห็นได้ชัดเจน เช่น บาดแผลจากการต่อสู้ ร่องรอยการข่มขืน รอยกระสุนปืน ความพิการจากอาวุธหรือระเบิด การตายจากการลอบสังหาร ความรุนแรงทางตรงเน้นที่อวัยวะร่างกายตัวบุคคลและจิตใจ สร้างปัญหาในทางจิตวิทยา แม้จะไม่ปรากฏบาดแผลแต่ก็ถือว่าเป็นความรุนแรงทางตรงเช่นกัน เช่น กักขังหน่วงเหนี่ยว ลวนลาม ล้อเลียน ด่าทอ ใช้สายตาอากัปกิริยาดูแคลน

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ง่ายดายที่สุด บ่อยที่สุด และดูเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด คือการใช้คำพูดที่สร้างความเกลียดชัง หรือ Hate speech Hate speech ที่ถูกผลิตซ้ำอย่างยาวนาน ต่อเนื่อง ก็สามารถถูกทำให้กลายเป็นเรื่องคุ้นชินในชีวิตประจำวัน กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ยอมรับได้ ซึ่งแม้ผู้พูดจะไม่ได้ออกไปทำร้ายร่างกายหรือลุกไปฆ่าผู้อื่น หากแต่มันกำลังสนับสนุนให้เกิดความรุนแรงทางร่างกายได้ในท้ายที่สุด

เช่น การนำอาชีพ “กะหรี่” เป็นคำด่า หรือคำว่า “อีตัว” ความรุนแรงประเภทนี้กลับมีองค์กรและอุดมการณ์เข้ามารองรับ เช่น องค์กรทหาร หรืออุดมการณ์ชาตินิยม แบ่งแยกกลุ่มตนออกจากฝ่ายตรงข้ามชัดเจน หรืออ้างระเบียบสังคมชุดหนึ่งไปครอบงำอีกชุดด้วยกองกำลังทหาร

2) ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) นั่นคือสถาบันทางสังคมต่างๆ ที่กดทับศักยภาพ เป็นการเอาเปรียบทางสังคมที่ส่งผลต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำให้เกิดการเอาเปรียบ ทำให้คุณค่าความเป็นคนไม่เท่ากัน เกิดความลำเอียงและการเลือกปฏิบัติต่างๆ โดยการเลือกปฏิบัติหลายอย่างนำไปสู่การจำกัดทำลายศักยภาพของมนุษย์  การเข้าถึงทรัพยากรทางสังคม การกระจายรายได้ ทรัพยากร เช่นความยากจน โรคระบาด การศึกษา อันเกิดจากการระบบสังคมไปจนถึงระบอบทางการเมือง

โดยความรุนแรงทั้งทางตรงและเชิงโครงสร้าง ได้สร้างความชอบธรรมในการกระทำนั้นๆ จนนำไปสู่อีกหนึ่งความรุนแรง นั่นคือความรุนแรงทางวัฒนธรรม และยิ่งทำให้ sex worker ยังถูกลดทอนศักดิ์ศรีลดลงไป

3) ความรุนแรงทางวัฒนธรรม (cultural violence) : ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องเป็นในรูปแบบ 2 ข้างต้นเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ‘กะหรี่’ คำที่มาพร้อมกับความรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม สิ่งนี้คือความรุนแรงทางวัฒนธรรมในรูปแบบ ‘ภาษา’ เนื่องจากภาษา (language) เป็นสิ่งเดียวกับตรรกะ (logic) ซึ่งมีรากศัพท์มาจาก logos เช่นเดียวกับกฎหมาย (legal) ภาษาที่ถูกใช้ก็เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในการสร้างความรุนแรง เช่น การใช้ ‘ความรุนแรงทางวัฒนธรรม’ กับความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ สีผิว เพศ

ด้านณฤดี ในฐานะสมาชิก The Change Maker ผู้ทำและเสนอนโยบายการค้าบริการถูกกฎหมาย อธิบายถึงผลจากการไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของ SEX WORKER ใน 4 ประเด็นดังนี้

1) ประเด็นการค้ามนุษย์ : ปัจจุบันยังมีการตระเวนตามหาเด็กสาวจำนวนมากจากบริเวณชายแดนเพื่อส่งไปขายตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นใน กทม. หรือในเมืองท่องเที่ยว รวมถึงการหลอกไปทำงานขายบริการด้วยการใช้คำพูดหว่านล้อมและอ้างว่าไปทำงานบริการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การขายบริการทางเพศด้วยจำนวนเงินที่สูง มีการโอนเงินให้ก่อนและบังคับให้ไปทำงานใช้หนี้ในภายหลังทั้งในและนอกประเทศ

2) ประเด็นหนี้นอกระบบ : เนื่องจากการค้าบริการยังไม่ใช่อาชีพที่ถูกขึ้นทะเบียนว่าเป็น “อาชีพที่ถูกกฎหมาย” ทำให้ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เช่น การซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือแม้แต่การเปิดบัตรเครดิตกับบางธนาคาร ทำให้ผู้ประกอบอาชีพบางคนต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงก่อให้เกิดปัญหาหนี้นอกระบบตามมาและยากจะแก้ไข

3) ประเด็นการถูกทำร้ายร่างกาย ถูกบังคับให้ทำนอกเหนือข้อต้องลง : เนื่องจากไม่ได้เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายทำให้เมื่อถูกลูกค้าเบี้ยวค่าจ้าง ทำร้ายร่างกาย หรือถูกบังคับให้ปฏิบัติเกิดข้อตกลงนั้น ผู้ค้าบริการไม่สามารถแจ้งความเอาผิดลูกค้าได้ เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีผู้ค้าบริการไปแจ้งความก็จะถูกแจ้งความกลับและต้องเสียค่าปรับในข้อหาค้าประเวณี

4) ประเด็นสวัสดิการ : ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้ที่ประกอบอาชีพเหล่านี้ไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการใด ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม เนื่องจากที่ทราบกันว่าไม่สามารถจดทะเบียนเป็นอาชีพที่ถูกต้องได้ ทำให้เมื่อเกิดความเจ็บป่วยไม่ว่าจะเพราะจากการให้บริการหรือปัญหาสุขภาพส่วนตัวจะไม่สามารถใช้บริการจากสิทธิประกันสังคมเหมือนกับอาชีพอื่นได้ หรือเมื่อเกิดปัญหาทำให้การประกอบอาชีพต้องสะดุดหยุดลงชั่วคราว เช่น สถานการณการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ก็จะไม่ได้รับเงินเยียวยาหรือเข้าสู่กระบวนการเยียวยาเหมือนกันอาชีพอื่น นอกจากนี้ยังไม่สามารถได้รับการบริการตรวจสุขภาพประจำปีอีกด้วย

“ในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน มีความเท่าเทียมกัน การที่คนๆหนึ่ง ได้รับสวัสดิการครบถ้วนทุกอย่างเพียงเพราะเขาทำงานอีกแบบหนึ่ง กับอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้สวัสดิการอะไรเลย ไม่สามารถเรียกร้องขอความเป็นธรรมอะไรได้ ทั้งในด้านการประกอบอาชีพและสวัสดิการ สิ่งที่เขาต้องการจากสังคมคือเขาคือมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น” ณฤดี ระบุ

ขณะที่ จักรพล ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย และผู้ที่เสนอแนวคิด การค้าบริการไม่ผิดกฎหมาย ทั้งในสภา และ บนเวที ‘พรุ่งนี้เพื่อไทย : เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน’ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา   แม้ติดภารกิจสำคัญอยู่ที่สภา แต่ได้ส่งมุมมองทางเศรษฐกิจต่อประเด็นนี้ว่าเห็นด้วยกับการผลักดันโสเภณีถูกกฎหมาย เพราะนอกจากจะมีกฎหมายคุ้มครอง รัฐสามารถเข้ามาดูแลได้โดยตรง มีบริการสาธารสุขเบื้องต้น ลดปัญหาการค้ามนุษย์ ลดการเก็บส่วยหรือภาษีเถื่อน การลักลอบเข้าเมืองแล้วยังมีประโยชน์ต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกด้วย

จักรพล กล่าวต่อว่า ในอดีตแม้ธุรกิจโสเภณีจะให้บริการกับคนส่วนใหญ่ในประเทศแต่ก็มีงานวิจัยชี้ว่า การบริการดังกล่าวมีไว้ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศอีกด้วย ทำให้ในปี พ.ศ.2531 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 ซึ่งการบริการดังกล่าวก็เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของมูลค่าดังกล่าว ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันก็เป็นตัวแปรหลักเช่นกัน

และหากผลักดันให้ให้โสเภณีถูกกฎหมายจะทำให้มูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ GDP ซึ่งรายได้ในช่วงปี 2536-2538 พบว่าอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท หากนำตัวเลขเหล่านี้มาพิจาณาถึงอัตราเงินเฟ้อ การเติบโตของธุรกิจ และจำนวนแรงงานที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันอาจจะมีค่าถึง 2-2.5% ของ GDP คือมีค่าประมาณ 3 แสนล้านถึง 3.75 แสนล้านบาท นอกจากนี้คาดการณ์ว่าในปัจจุบันอาจจะมีจำนวนโสเภณีประมาณ 2 แสน – 2.5 แสนคน ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องดูแลแรงงานในภาคบริการเหล่านี้

แปลว่าประเทศจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่หากยังมีการพิจารณาว่าการค้าประเวณีในไทยที่ผิดกฎหมาย ย่อมเป็นการปิดประตูโอกาสในการจัดเก็บภาษีดังกล่าวไปโดยปริยาย นับว่าน่าเสียดายไม่น้อยเพราะอุตสาหกรรมขายบริการน่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาทในแต่ละปี ซึ่งตัวเลขเงินหมุนเวียนดังกล่าวมีมูลค่าถึง 10% ของมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

นอกจากนี้ จักรพล ยังมองว่า ‘โสเภณี’ คือมนุษย์ ที่ต้องได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย โดยจากตัวนโยบายทะเล 5 สี ซึ่งสีสุดท้ายที่จักรพลได้นำเสนอไปคือ ‘สีรุ้ง’ ที่มีการผลักดันเรื่องของ Soft power และศักยภาพของประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นการค้าบริการถูกกฎหมาย เพราะการบริการดังกล่าวจะนำมาสู่รายได้ต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม

มองว่าคนทำงานบริการนี้ต้องได้รับการยอมรับให้มีเสรีในการประกอบอาชีพและเท่าเทียมกับอาชีพอื่น ตามทฤษฎี Free Will หรือเจตจำนงเสรี ซึ่งมนุษย์ควรมีอิสระและความสามารถในการเลือกระหว่างการกระทำมากกว่าหนึ่งอย่าง โดยไม่ต้องมีใครหรืออะไรมาบังคับและกำหนดการกระทำ  Free will เป็นอิสระในการมีความคิดและการมีเจตจำนงเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นตามเหตุผลแล้ว ยิ่งเรามีอิสระมากเท่าไหร่ เราก็ควรที่จะมีความสุขมากเท่านั้น ซึ่งจักรพลเน้นย้ำถึงเรื่องของความสุขมวลรวมโดยตลอด และให้ความเคารพกับทฤษฎีดังกล่าวและเคารพการตัดสินใจของทุกคนบนพื้นฐานสิทธิเสรีภาพ เคารพในการการตัดสินบนร่างกายของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การได้รับความยอมรับจากบุคคลยังไม่พอเพียงแน่นอน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและเป็นก้าวสำคัญซึ่งนำไปสู่โสเภณีเสรี คือ การได้รับการยอมรับจากกฎหมาย หากแรงงานในภาคบริการดังกล่าวไม่ได้รับความยอมรับจากกฎหมาย ผลลัพธ์ที่ได้จะรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการบริการด้านสาธารณสุขที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ไม่มีสวัสดิการทางสังคมที่ควรจะได้รับ ความปลอดภัยในการทำงานทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการก็จะไม่มี ทั้งหมดนี้ชี้ไปถึงแม่กุญแจที่ต้องได้รับการปลดล็อคคือ กฎหมาย หากแม่กุญแจตัวนี้ยังปลดล็อคไม่ได้จุดมุ่งหมายของโสเภณีเสรีก็จะเป็นแค่ทฤษฎีที่มีคุณค่าแต่ไม่เคยได้นำมาปฎิบัติ

ในส่วนท่าทีของพรรคต่อ ‘โสเภณีเสรี’ นั้น จักรพล มองว่า พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะทำให้การบริหารดังกล่าวได้รับการยอมรับทางกฎหมาย โดยจะเป็นไปตามความต้องการของภาคประชาชนและ NGO พรรคเพื่อไทยพร้อมเปิดพื้นที่รับปัญหาและรับฟังเสียงความต้องการของ Sex worker และผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงว่ามีต้องการการยอมรับทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ในระดับใด ซึ่งช่องทางแรกจะดำเนินการผ่านทาง มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING ก่อน ในการหาข้อมูล แล้วเริ่มทำวิจัยเพื่อผลักเป็นนโยบายของพรรค

โดยขั้นตอนวิจัยจะต้องรวมรวมข้อมูลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านจำนวน รายได้ ความเป็นอยู่ การได้รับบริการจากภาครัฐ ปัญหาที่พบ เพื่อทำไปสู่ขั้นตอนวิจัยต่อไป เชื่อว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะมีการออกแบบนโยบายบริการด้านนี้ให้เหมาะสมและสร้างประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยหลังจากวิจัยแล้วจะทำเป็นร่าง พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายเพื่อ Decriminalize อาชีพนี้ แต่ทั้งนี้จะคำนึงถึงประโยชน์ด้านสิทธิ สวัสดิการของ Sex worker เป็นหลัก

สุดท้าย สุรางค์ ในฐานะที่ทำงานเคลื่อนไหวด้านสวัสดิการของผู้ค้าบริการทางเพศ และผลักดันการแก้กฎหมายมานานกว่า 30 ปี เล่าให้ฟังถึงประวัติศาสตร์ของอาชีพนี้ว่า อาชีพนี้เพิ่งถูกทำให้ผิดกฎหมายเมื่อปี 2503 เท่านั้น

เมื่อมี พ.ร.บ. ปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 กำหนดโทษทั้งจำและปรับ รวมทั้งข้อความในนั้นอ่านได้ว่ารัฐไม่ต้องการให้การค้าบริการอยู่เลย การมีอยู่ของกฎหมายนี้ทำให้คนทำงานถูกมอง 3 เรื่องคือ มุมมองว่าคนทำงานเป็นอาชญากร, มุมมองในมิติทางศาสนาที่ว่าอาชีพนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี บาป ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจึงไม่ควรมีสิ่งนี้ , และมุมมองในมิติสังคมที่ว่านี่เป็นอาชีพที่ไม่ดี โดยมุมมองใน 3 กรอบนี้เป็นกรอบที่แข็งแรงมาก นำมาสู่การเลือกปฏิบัติ และผลัก sex woker ออกจากความเป็นคนและมนุษย์ เช่น มีคำศัพท์เรียกผู้ค้าบริการว่า ‘ปีขนุน’ ‘ผีมะขาม’ ทำให้สังคมถูกสะกดจิต ตามมาด้วยความรุนแรง

ประเทศเราใช้กฎหมายนี้เรื่อยมาและมีการแก้กฎหมายอีกครั้งในปี 2539 นั่นคือ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 เนื่องจากมองว่าการค้าประเวณีนั้นเกิดจากสภาพเศรษฐกิจ และเขียนไว้ว่า “ผู้ทำการค้าประเวณีส่วนมากเป็นผู้ซึ่งด้อยสติปัญญาและการศึกษา สมควรลดโทษผู้กระทำการค้าประเวณี และเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นได้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ” แต่เมื่อไล่ดูกฎหมายทั้งฉบับกลับพบว่าไม่มีมาตราไหนเลยที่คุ้มครอง มีแต่การบอกว่าให้ไปพัฒนาอาชีพ

อย่างไรก็ตาม สุรางค์ มองว่า การมีอยู่ของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการค้าบริการทางเพศอย่างตรงจุด แต่ไม่ได้เสนอให้ทำกฎหมายใหม่ แต่ให้คว่ำกฎหมายที่มีอยู่ไปเลย แล้วหันไปใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่าง พ.ร.บ. สถานบริการ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๖ แทน อันจะทำให้ผู้ให้บริการที่จดทะเบียนเป็นสถานบริการเป็นนายจ้าง และผู้ให้บริการเป็นลูกจ้าง เข้าสู่ระบบต่อไปได้ และผู้ที่ให้บริการอิสระ ก็ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน เช่น ฟรีแลนซ์ ทั่วไป

“นี่คือสิ่งที่มีอยู่ตลอด 67 ปี เราเชื่อว่าการมีกฎหมายที่จะมาเอาผิดผู้ให้บริการนั้นจะทำให้การค้าประเวณีมันหมดหรือลดไป แต่ความจริงมันไม่ใช่ เพราะคนที่มาทำอาชีพนี้มีปัญหาเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ แต่กฎหมายเหล่านี้กลับไม่ได้ปัญหาเรื่องเหล่านี้  67 ปี มันเป็นเวลาที่ยาวนานพอที่สังคมเรียนรู้แล้วว่ากฎหมายนี้มันแก้ไม่ได้ ทำให้คนหลักแสนที่อยู่ในอาชีพนี้ออกจากปัญหาได้ เราเลยเสนอว่า คว่ำกฎหมายเหล่านี้ไปเลยก็ได้” สุรางค์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...