33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (117)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (117)
จับเรือขนน้ำมัน-เรื่องเล็กแต่ ‘ข่าว’ ใหญ่
ในปี พ.ศ.2534 ที่กำลังจะผ่านไป ผมรับผิดชอบงานสืบสวนและงานสอบสวน และมีช่วงคาบเกี่ยวกันระหว่างย้ายมาใหม่ และมีสารวัตรสืบสวน ตำแหน่งใหม่เกิดขึ้น แต่โดยรวมแล้ว ผมรับผิดชอบคดีอาญารวมทั้งสิ้น 691 คดี เป็นคดีอุกฉกรรจ์ จำนวน 15 คดี คดีเปรียบเทียบปรับ 4,632 คดี เงินที่เปรียบเทียบส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 614,986 บาท และควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองสตูล กับชุดสืบสวน สภ.อ.เมืองสตูล
วันขึ้นปีใหม่ ตรงกับวันพุธที่ 1 มกราคม 2535 ผมพร้อมกับ ร.ต.อ.สัมบูรณ์ บัวสิงห์ สารวัตรสืบสวน ได้เดินทางไปจวนผู้ว่าฯ และกราบสวัสดีปีใหม่ ร.ต.หิรัญ ศิษฏิโกวิท ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และคุณนาย คือ พี่เล็ก ซึ่งทำงานที่สาธารณสุขจังหวัด ในภายหลังผมมีความสนิทสนมกับครอบครัวท่านมาก เพราะทั้งสองท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถืออย่างยิ่ง โดยเฉพาะพี่เล็ก มารยาทงดงาม และห่วงใยครอบครัวผมเสมอ
วันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2535 สว.ส.ภ.จ.สตูล ได้ร่วมกับผู้ช่วย ผบช.ภ.4 มาจับกุมเรือที่ใช้ขนส่งสินค้าวิ่งระหว่างประเทศ ซึ่งตามปกติต้องมีน้ำมันไว้ใช้กับเครื่องยนต์ในเรือ คนจับแจ้งว่าเป็นเรือที่ลักลอบขนน้ำมันหลบหนีภาษี เรือลำนี้ไม่ถือว่าเป็นเรือลำใหญ่มากนัก และเป็นเรือขนสินค้าทั่วๆ ไป
แต่ออกข่าวทีวีช่อง 7 ใหญ่โตมาก จากเรือขนสินค้าเป็นเรือที่ลักลอบขนน้ำมันเถื่อน และกลายเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อ เหมือนรามเกียรติ์
สุดท้ายเป็นการประจานความไม่เอาไหนของคนจับ ยิ่งไปดึงนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งเละเทะออกทะเล และกู่ไม่กลับ
เป็นการจับที่ไร้ประโยชน์ ทำให้สิ้นเปลืองบประมาณแผ่นดิน ทำให้ต้องมาเสียเวลาในการสอบสวน
วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2535 ผมเดินทางไปราชการที่ ศอ.บต. จังหวัดยะลา โดยเดินทางไปกับ ด.ต.มณฑล จุลิวรรณลีย์ ไปพบนายนิพนธ์ บุญญภัทโร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็น ผอ.ศอ.บต. และเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เมื่อครั้งที่ผมเป็นตำรวจหาดใหญ่
นายนิพนธ์เรียกผมมาพบเพื่อต้องการทราบรายละเอียดข้อมูลการจับเรือบรรทุกน้ำมันที่เป็นข่าวครึกโครมทางทีวีช่อง 7 ชี้แจงเสร็จ ผมได้แวะเยี่ยมรอง ผบก.ภ.12 คือ พ.ต.อ.ปรีชา แสงวรรณ กับ พ.ต.อ.ธรรมนูญ ทับเคลียว ผมยังได้เจอ ร.ต.อ.วันชัย หิรัญวัฒน์ ซึ่งย้ายมาอยู่ ที่ บก.ภ.12 แล้ว
วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 ผมเดินทางไปพบ พล.ต.ต.สรรเพชร ธรรมาธิกุล ผู้ช่วย ผบช.ภ.4 โดยไปพร้อมกับ ร.ต.อ.จักรพร แท่นทอง, ร.ต.อ.ธเนศ แสงทอง, จ.ส.ต.ประชา หนูอินทร์ ที่ บช.ภ.4 จังหวัดสงขลา เพื่อชี้แจงคดี พ.ร.บ.ศุลกากร (น้ำมันโซลาร์) อีกตามเคย
วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2535 จ.ส.ต.สมนึก สุวรรณเจริญ กับพวกได้จับกุมผู้ต้องหาชื่อ นายสมศักดิ์หรือศักดิ์ เซ่งตัน ได้ โดยได้ร่วมกับผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 2 คน คือ นายเหย็น ละมาด กับนายเล๊าะ แม่น้ำ ทั้ง 3 คนใช้อาวุธปืนเป็นอาวุธปล้นทรัพย์สินของนายมนตรี สิวลักษณ์ นายฉะปัน มีนจาด และนางมาโหรม นุ้ยไฉน เหตุเกิดที่บริเวณเกาะโต๊ะเส็น หมู่ 7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น.ของวันที่ 1 มีนาคม 2535 แล้วส่งตัวผู้ต้องหามาให้ผมดำเนินคดีในความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดเพื่อพาทรัพย์นั้นไป
เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วได้สั่งฟ้อง ส่งพนักงานอัยการจังหวัดสตูล เพื่อฟ้องศาลต่อไป และศาลจังหวัดสตูลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 12 ปี
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2535
มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงคดีน้ำมันขึ้นมา ซึ่งคณะกรรมการมีรายชื่อตามนี้
1. พ.ต.อ.ศุภชัย ลิ่วเฉลิมวงศ์ รอง ผบก.ภ.12 เป็นประธาน
2. พ.ต.ท.กมล ภู่เอี่ยม รอง ผกก.ภ.จ.ปัตตานี เป็นกรรมการ
3.พ.ต.ต.ถวัลย์ มั่งคั่ง สวส.สภ.อ.เมืองปัตตานี เป็นกรรมการ
4. พ.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ สวส.สภ.อ.เมืองสตูล เป็นกรรมการ
5. พ.ต.ต.ดำรัส วิริยะกุล สวส.สภ.อ.หาดใหญ่ เป็นกรรมการ
และวันนี้คณะกรรมการทั้งหมดได้เดินทางมาสตูล และเรียก ร.ต.อ.วิชัย เกษมวงศ์ ผบ.ร้อย ตชด.436 มาสอบปากคำ
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2535
เวลา 00.30 น. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ เนื่องจากประชาชนลุกฮือขึ้นประท้วงรัฐบาลทั่วประเทศ
วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2535
ประชาชนชาวจังหวัดสตูล ได้รวมตัวกันเป็นจำนวนมากและเดินทางไปที่สี่แยกเจ๊ะบิลัง ตั้งเวทีและปราศรัยเรียกร้องประชาธิปไตย ผมได้เดินทางไปร่วมด้วย
วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2535
การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ผ่านการลงมติวาระที่ 3 เป็นที่เรียบร้อย โดยคะแนนเอกฉันท์ มีเสียงคัดค้าน 1 เสียง คือ พล.อ.เลิศ พึ่งพักตร์
และในตอนค่ำ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 20
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2535
ได้รับแจ้งมีผู้พบศพอยู่ในป่าโกงกาง บริเวณสามแยกเข้าแพหอยและทางเข้าแพ ป.อุดมทรัพย์ หมู่ที่ 2 ต.ตำมะลัง อ.เมือง จ.สตูล ผมจึงได้เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ จึงทราบว่า ผู้ตายคือ นายอุดม ประเสริฐ สภาพศพถูกแทงด้วยเหล็กขูดชาฟต์ บริเวณหน้าอก และมือ 40 กว่าแผล และบริเวณศีรษะผู้ตายถูกตีด้วยของแข็ง พบหมวกถักไหมพรมสีน้ำเงิน 1 ใบ ห่างจากศพผู้ตาย 15 เมตร พบรองเท้าแตะ 1 คู่
นางพเยาว์ เกิดผล ซึ่งได้มาแจ้งต่อพนักงานสอบสวนตั้งแต่เมื่อคืนว่า ผู้ตายเป็นสามี ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปส่งเพื่อนที่ตลาดในเมืองสตูล เมื่อเวลา 18.00 น.ของวันที่ 2 สิงหาคม 2535 จากนั้นก็หายไป ไม่กลับบ้าน นางพเยาว์ ภรรยาผู้ตายสงสัย ทำไมสามีไม่กลับบ้าน เพราะตามปกติไม่เคยเถลไถล จึงออกติดตามหา เพราะเกรงว่ารถอาจจะเสียกลางทางแต่ไม่พบ และบอกเพื่อนๆ ช่วยตามหา จนเที่ยงคืนก็ไม่มีใครพบ จึงได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน
สำหรับหมวกถักไหมพรม นางพเยาว์ยืนยันว่าไม่ใช่ของสามี จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นของคนร้ายทำตกไว้ในบริเวณที่เกิดเหตุ ผมและฝ่ายสืบสวนจึงได้นำหมวกถักไหมพรมสีน้ำเงินที่ตรวจพบนั้น ไปสอบถามที่แพปลา จนมีพยานให้การยืนยันว่า ในคืนที่เกิดเหตุ มีลูกเรือโชคบันดาล 5 ไม่ได้ออกเรือหาปลา คือ นายสุชาติหรือเขียว เอียดสุดรักษ์ นายสุนทรหรือทอน ช่วยหนู นายอำพลหรือเอียด แก้วอ่อน และนายวิเชียร ไม่ทราบนามสกุล และยังได้ร่วมเล่นสนุ้กเกอร์กัน ระหว่างที่เล่นอยู่นั้น นายสุชาติหรือเขียว สวมหมวกถักไหมพรมสีน้ำเงิน ที่ยึดได้บริเวณที่เกิดเหตุนี้อยู่ตลอดเวลา พยานจึงจำได้ ในการสืบสวนติดตามหาตัวเพื่อจับกุม
จนกระทั่งวันที่ 1 กันยายน 2535 ร.ต.อ.สุเทพ กุหลาบทอง รองสารวัตรสืบสวน สภ.อ.เมืองสตูล กับชุดสืบสวน ก็สามารถจับกุมนายสุชาติหรือเขียวได้ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา และให้การรับสารภาพว่าร่วมกันกับนายสุนทร นายอำพล นายวิเชียร ปล้นทรัพย์และฆ่าเจ้าทรัพย์ โดยใช้เหล็กขูดชาฟต์แทงผู้ตาย และใช้ท่อนไม้ตีผู้ตาย แล้วนำรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปขายให้นายเจ๊ะหมุด สะเอ็น ที่ อ.ควนกาหลง จ.สตูล
นายสุชาติหรือเขียวยอมรับว่า หมวกถักไหมพรมสีน้ำเงินที่ตรวจพบบริเวณที่เกิดเหตุนั้นเป็นของตนเอง และใช้ใส่ในเวลาทำงาน
ต่อมา ร.ต.อ.สุเทพกับพวก ได้จับกุมตัวนายเจ๊ะหมุด สะเอ็น พร้อมกับยึดรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ที่นายเจ๊ะหมุดรับซื้อไว้จากนายสุชาติ แล้วนำตัวมาดำเนินคดี ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือหลบหนี
ผมได้ดำเนินการสอบสวนจนคดีเสร็จสิ้นแล้วส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องต่อไป
ศาลจังหวัดสตูล ได้มีคำพิพากษาในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 นายสุชาติหรือเขียว เอียดสุดรักษ์ มีความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต ฐานย้ายและซ่อนเร้นศพผู้ตายเพื่อปิดบังการตายและเหตุแห่งการตาย จำคุก 6 เดือน
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และมาตรา 52 ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต
ส่วนนายเจ๊ะหมุด สะเอ็น ศาลจังหวัดสตูล มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2536 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม
คงลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (117)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com