โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เข้าใจความรักแบบนักปรัชญา (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ก.พ. 2568 เวลา 02.53 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2568 เวลา 02.53 น.

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

เข้าใจความรักแบบนักปรัชญา (จบ)

บทความตอนที่แล้วกล่าวถึง “เกวน แนลลี” (Gwen Nally) นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยมิสซูรีที่แคนซัสซิตี้ สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำความเข้าใจ “ความรัก” ด้วยการสำรวจประวัติศาสตร์ปรัชญา แล้วพิจารณาทัศนะของนักปรัชญาจำนวนหนึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าลำพังคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียวมิอาจช่วยให้เข้าใจความรักอย่างแท้จริงได้ เนื่องจากวิทยาศาสตร์อธิบายได้แค่ในระดับของ “ความรู้สึก” เท่านั้น ทว่า ความรักเป็นยิ่งกว่าแค่ความรู้สึก หากแต่ยังมีขอบเขตที่กว้างไกลไปกว่านั้นมาก

แนลลีเผยแพร่เรื่องนี้ในบทความชื่อ What Is Love? A Philosopher Explains It’s Not A Choice Or A Feeling ? It’s A Practice ทางเว็บไซต์ The Conversation ตามลิงก์ https://theconversation.com/what-is-love-a-philosopher-explains-its-not-a-choice-or-a-feeling-its-a-practice-231785 และเว็บไซต์ของนิตยสาร Discover Magazine ทางลิงก์ https://www.discovermagazine.com/mind/what-is-love-a-philosopher-explains-its-not-a-choice-or-a-feeling-its-a โดยยกนักปรัชญาขึ้นมาหลายคน คนแรกคือ “เพลโต” (Plato) นักปรัชญากรีกโบราณ ส่วนคนต่อมาก็คือ “อริสโตเติล” (Aristotle) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเพลโต

แนลลีเห็นว่าทัศนะเรื่องความรักของทั้งเพลโตและอริสโตเติลเป็นไปในทิศทางเดียวกันแต่แตกต่างในรายละเอียด

เพลโตกับอริสโตเติลคิดว่าความรักเป็นมากกว่าความรู้สึก โดยที่เพลโตคิดว่ามนุษย์สามารถเลือกสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้อื่นเพื่อพัฒนาไปสู่ตัวตนที่ดีที่สุดของแต่ละคนได้

ในขณะที่อริสโตเติลคิดว่าความรู้สึกรักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติก็จริง แต่ความรักบนพื้นฐานของอารมณ์ความรู้สึกนั้นมีคุณค่าต่อมนุษยชาติน้อยกว่าความรักที่สร้างขึ้นบนฐานของการยึดถือคุณค่าบางอย่างร่วมกัน ซึ่งแนลลียกตัวอย่างว่าคือ goodwill (เจตจำนงที่ดี) และ shared virtues (คุณธรรมร่วมกัน)

ทั้งนี้ แนวคิดของอริสโตเติลเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางปรัชญาที่มีความหมายเฉพาะ แต่บทความนี้มุ่งสื่อสารกับคนทั่วไปเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงไม่ได้ลงลึกเนื้อหาหรือเทคนิคทางปรัชญาและไม่ได้เคร่งครัดทางวิชาการมากนัก

ผู้สนใจแนวคิดพื้นฐานของอริสโตเติลสามารถอ่านบทความอีกชิ้นหนึ่งชื่อว่า “ทำความเข้าใจเรื่องยูไดโมเนียและ Virtue Ethics ของอริสโตเติล” ได้ทางลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_754211

แนลลีอธิบายความคิดของอริสโตเติลว่าความรักเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวที่ก้าวผ่านช่วงเวลาสั้นๆ ของความรู้สึกไปได้ หากความรักตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีอารมณ์ความรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินด้วยกัน เมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกนั้นจบลง ความรักก็จะหมดสิ้นลงไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หากคนสองคนชอบเล่นวิดีโอเกมด้วยกัน พวกเขาก็จะอยู่ด้วยกันในยามเล่นวิดีโอเกม แต่พลันที่คนใดคนหนึ่งหมดสนุกกับการเล่นเกมเสียแล้ว สิ่งที่ผูกทั้งคู่เข้าด้วยกันก็เป็นอันถึงกาลอวสาน

ความสัมพันธ์ที่อาศัยอารมณ์สนุกสุขสันต์เท่านั้นจึงไม่ได้ยั่งยืนอะไร และมันก็ไม่น่าเรียกว่าเป็นความรักที่แท้จริงได้

ความรักที่แท้จริงไม่ควรเป็นเพียงชั่วขณะของความสุขร่วมกันเท่านั้น

หากแต่ต้องอยู่ร่วมกันในยามทุกข์ด้วย ความรักควรจะเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่สร้างพันธะผูกพัน ยอมรับ ชื่นชมตัวตนของกันและกัน ซึ่งทำให้พวกเขาก้าวผ่านวันเวลาอันยาวนานไปด้วยกันได้ พร้อมทั้งช่วยเหลือเกื้อกูล ส่งเสริม เติมเต็ม สนับสนุนแต่ละคนให้พัฒนาชีวิตต่อไป โดยยังคงอยู่เคียงข้างกันเสมอไม่ว่าในยามสุขหรือยามทุกข์

ดังนั้น แนลลีจึงคิดว่าความรักไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์โดยสิ้นเชิง แต่อยู่ในวิสัยที่สามารถควบคุมกำหนดได้ไม่มากก็น้อย

นักปรัชญาร่วมสมัยหลายคนก็คิดในทำนองนี้เช่นกัน อย่างเช่น “เจ เดวิด เวลเลแมน” (J. David Velleman) ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กและมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปส์กินส์ ที่มองว่าต้องแยกความรักออกจากความชอบพอและความปรารถนา ความรู้สึกชอบใจนั้นมีผลต่อมนุษย์ทำให้ปั่นป่วนโหยหารุนแรง

ทว่า สิ่งเหล่านี้เป็นอาการที่มากับความรักเท่านั้น หาใช่เป็นความรักที่แท้จริงไม่ แต่ความรักเป็นการเอาใจใส่หรือให้ความสำคัญต่อสิ่งอื่นเป็นพิเศษ ซึ่งดำเนินควบคู่ไปกับการส่งเสริมศักยภาพของตัวตน หรือ “ปัจเจกภาพ” (individuality) ของแต่ละคนด้วย กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือความรักไม่ใช่แค่ความชอบพอ แต่คือการยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น

นักจิตวิทยาสังคมชาวเยอรมัน “เอริค ฟรอมม์” (Erich Fromm) ก็คิดแบบนี้เช่นกันคือมองว่าความรักเป็นคนละอย่างกับความรู้สึก ความรักเลือกได้แต่ความรู้สึกเลือกไม่ได้ แนวคิดเรื่องความรักของฟรอมม์คือ “การยืนหยัดในความรัก” (Standing in Love) โดยเปรียบความรักกับการฝึกฝนดนตรีว่ากว่าจะเล่นได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนทักษะมาอย่างยาวนาน

ความรักก็เช่นกัน เพราะความรักต้องเลือก เรียนรู้ พัฒนา และปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

เวลารักใครสักคนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาการรับฟัง เข้าอกเข้าใจ เอาใจใส่ และอยู่เคียงคู่กันยามยาก การล้มลุกคลุกคลานครั้งเริ่มเลือกเล่นดนตรีและฝึกหัดปฏิบัติก็คือการปรับปรุงทักษะหลายประการให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

การฝึกฝนทำให้ทักษะการเล่นดนตรีดีขึ้นได้ฉันใด การเรียนรู้และเข้าใจก็ช่วยพัฒนาความรักของแต่ละคนได้ฉันนั้น

แต่แม้มนุษย์จะเลือกรักได้ก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเลือกรักหรือเกลียดใครก็ได้ตามใจชอบ

ในประเด็นนี้แนลลียกทัศนะของนักปรัชญาสตรีอีกคนหนึ่งขึ้นมาคือ “เวอร์จิเนีย เฮลด์” (Virginia Held) ชาวอเมริกันวัย 95 ปี ซึ่งแยก “การทำกิจกรรม” (doing an activity) กับ “การมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมภาคปฏิบัติ” (participating in a practice) ออกจากกัน

การทำกิจกรรมเป็นเพียงแค่ใช้แรงงานเฉยๆ แต่การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมภาคปฏิบัติคือใช้แรงงานโดยปฏิบัติตามค่านิยมและมาตรฐานต่างๆ ระหว่างการทำกิจกรรมด้วย

หากเปรียบกับการสอนคณิตศาสตร์ ครูที่สอนด้วยการแก้โจทย์ให้นักเรียนดูเฉยๆ ย่อมต่างกับครูที่พยายามอธิบายและสรรหาวิธีการต่างๆ ให้เด็กเข้าใจในระหว่างแก้โจทย์ด้วย

ครูแบบแรกแค่ทำกิจกรรมไปอย่างนั้นเอง ในขณะที่ครูแบบที่สองมีส่วนร่วมกับกิจกรรมภาคปฏิบัติซึ่งคำนึงถึงนักเรียนอยู่ตลอดว่าวิธีสอนแบบใดจึงเหมาะสม

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของเวลเลแมน ฟรอมม์ และเฮลด์ นั้นคล้ายคลึงกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นการยืนหยัดในความรักหรือกิจกรรมการฝึกฝนก็ต้องผ่านการทำกิจกรรมภาคปฏิบัติไปพร้อมกับมาตรฐานและชุดคุณค่าต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ ความเคารพ การเอาใจใส่ ฯลฯ

อันนำไปสู่การบรรลุถึงตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคนได้

แนลลีทิ้งท้ายบทความด้วยคำถามว่าความรักเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้แค่ไหน และความรักเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองหรือว่าเป็นตัวเลือกกันแน่ เขาสรุปและตอบคำถามนี้ไปพร้อมกันในทีเดียว ด้วยการแยกระหว่าง “ความรู้สึกรัก” กับ “ความรัก” ออกจากกัน ความรู้สึกเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับความรัก ความรู้สึกรักอยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ ดังนั้น จึง “เลือกไม่ได้” ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก นอกจากปล่อยให้วันเวลาผ่านไป เมื่อใดที่เงื่อนไขแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นความรู้สึกก็ผันแปรตาม

ทว่า ความรักที่แท้จริงกินความหมายมากกว่าเพียงแค่ความรู้สึก แต่คือ “กิจกรรมภาคปฏิบัติ” (practice) ที่เลือกได้ว่าจะทำอย่างไร กำหนดให้ดำเนินไปตามทิศทางไหน เหมือนที่เลือกว่าจะออกไปเที่ยวหรือไม่ ไปเที่ยวที่ไหน ไปเที่ยวอย่างไร วิถีทางที่แต่ละคนเลือกปฏิบัติต่อกิจกรรมความรักเป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้การควบคุม เพราะฉะนั้น จึงเป็นตัวเลือกที่มนุษย์ “เลือกได้” ความรู้สึกรักดำรงอยู่ชั่วคราว เกิดขึ้นวูบวาบ และสิ้นสุดลงเมื่อเวลาแปรเปลี่ยนไป ในขณะที่ความรักคือคุณค่าของพันธะความสัมพันธ์ระหว่างกัน ที่เกื้อหนุนให้ผู้คนบรรลุไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม ดังนั้นจึงทานทนข้ามกาลเวลา ที่แม้จะผ่านวันคืนไปนานเพียงใด

ความรักก็ยังคงอยู่

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เข้าใจความรักแบบนักปรัชญา (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...