โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 ม.ค. 2567 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2567 เวลา 11.50 น. • Ink Stone
'คิดจะใช้งานต่างวัวต่างควาย ฝันไปเถอะ! ไหนๆ ข้าก็มาแล้ว จะใช้วิชาหมอที่มี สร้างชีวิตดีๆ ที่นี่ให้ได้!’

ข้อมูลเบื้องต้น

คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา [นิยายแปล]

จู่ๆ แพทย์หญิงยอดฝีมือจากยุคปัจจุบัน ดันตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กสาวชาวบ้านยุคโบราณที่ถูกย่าและป้าสะใภ้ตีจนตายทั้งเป็น

ครั้นรอดชีวิตมาได้ ก็ถูกโขกสับไม่ต่างกับสาวใช้ในบ้าน ทั้งยังจะถูกจับขายแลกเงินให้แต่งกับบุรุษอายุคราวพ่อ

แต่ไป๋จื่อคนใหม่นี้จะไม่ปล่อยให้พวกนางใช้งานข่มเหงรังแกได้ตามใจชอบอีกต่อไปแล้ว

ให้ตายอย่างไรก็ต้องออกจากบ้านที่เหมือนกับขุมนรกแห่งนี้ไปให้ได้ จึงตัดสินใจสร้างอุบายทำให้ตนเองเสียชื่อ

เพื่อแยกบ้านกับเหล่าคนสกุลไป๋ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพื่อให้มีข้าวกินอิ่มท้องสักมื้อ

หญิงสาวที่เคยมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งประเทศในยุคปัจจุบันต้องถกแขนเสื้อทำไร่ทำนา ใช้วิชาแพทย์แผนปัจจุบันรักษาคนไข้

และจัดการกับเหล่าคนในหมู่บ้านที่เข้ามาเอารัดเอาเปรียบนางด้วย

แต่ขณะเดียวกัน… ก็ต้องรักษาโรคความจำเสื่อมให้ชายหนุ่มกล้ามโตขี้น้อยใจอีก!

เดิมทีคิดจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หาเช้ากินค่ำ เลี้ยงชีพให้ตนและท่านแม่มีชีวิตที่ดี

แต่ความหวังพรรค์นั้นน่าจะไม่มีทางเป็นจริงได้ หนทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเอาเสียเลย!

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature

เรื่อง : คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา

ผู้เขียน : เสี่ยวเสี่ยวมู่ถง

ผู้แปล : Zonore

---

[神医农女的致富指南] / [小小牧童]

©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.

Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

ตอนที่ 1 บ้านเจ้าเกิดเรื่องแล้ว

“แม่จื่อเอ๋อร์ เจ้ายังทำอะไรอยู่ที่นี่ บ้านเจ้าเกิดเรื่องแล้ว ยังไม่รีบกลับไปอีก”

จ้าวซื่อยืดเอวที่กำลังปวดเมื่อยขึ้น ในมือถือต้นกล้าข้าวสาลีกำหนึ่ง “ยังเหลืองานต้องทำอีกเล็กน้อย ทำเสร็จแล้วจะกลับไป บ้านข้าเกิดเรื่องอะไรหรือ”

“ยังจะทำงานอยู่อีก ลูกสาวเจ้าจะถูกคนตีตายอยู่แล้ว รีบกลับไปดูเร็วเข้าเถิด” ลุงหูมีสีหน้าเร่งร้อน

จ้าวซื่อพลันชะงักงัน ก่อนจะโยนต้นกล้าข้าวสาลีในมือทิ้งไปอย่างรวดเร็ว และกระโดดขึ้นไปบนคันนา “เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะ”

ลุงหูถอนใจ “แม่สามีและพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า พวกนางถือโอกาสที่เจ้ามาทำนา บังคับมัดลูกสาวของเจ้า เพราะต้องการขายนางให้บ้านคหบดีอู๋ เพื่อจัดงานแต่งงานขจัดเสนียดให้กับบุตรชายที่กำลังจะป่วยตายผู้นั้น ทว่าลูกสาวเจ้าไม่ยอม พวกนางสองจึงลงมือทุบตี ตอนข้าไปถึงได้ยินว่าไม่มีลมหายใจแล้ว ก็เลย…”

เขายังพูดไม่ทันจบ จ้าวซื่อก็รีบร้อนวิ่งไปแล้ว

ด้านนอกรั้วลานบ้านสกุลไป๋มีคนมุงอยู่ไม่น้อย ทุกคนกำลังชี้ไม้ชี้มือไปในลานบ้าน

จ้าวซื่อพุ่งเข้าไปในรั้วบ้านตนเองทันที และเห็นบุตรสาวนอนอยู่บนเสื่อกก ไร้ลมหายใจ

นางเข่าอ่อนโดยพลัน โซซัดโซเซมาถึงด้านหน้าของบุตรสาว แล้วดึงมืออันเย็นเฉียบของเด็กสาวมา พลางมองบาดแผลทั่วทั้งใบหน้าและลำตัวนั้น เจ็บปวดเจียนจะขาดใจ อยากจะร้องไห้ออกมา แต่ไม่ว่าทำอย่างไรก็ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่อ้าปาก น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย

หลิวซื่อ สะใภ้ใหญ่ของสกุลไป๋เดินออกมาจากในเรือน นางเห็นว่าสะใภ้สามกลับมาแล้ว ก็เลิกคิ้วขึ้นทันที บนใบหน้าอำมหิตมีแต่ความไม่พอใจ “เหตุใดเจ้าถึงกลับมา ทำงานในทุ่งนาเสร็จแล้วหรือ หากยังทำงานไม่เสร็จ เย็นนี้เจ้าก็อย่าได้คิดจะกินข้าวเลย”

จ้าวซื่อดวงตาแดงก่ำทั้งสองข้าง ทั่วใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดขีด นางหันไปตะคอกใส่หลิวซื่อ “ใครตีลูกสาวข้าจนเป็นเช่นนี้ ใครกัน”

สะใภ้ใหญ่ตะลึง จ้าวซื่อเป็นคนซื่อๆ มาแต่ไหนแต่ไร ปล่อยให้ผู้อื่นรังแกจนเคยชิน ไม่ว่าจะด่าว่าหรือสั่งให้ไปทำงานอย่างไร นางล้วนไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตะคอกเสียงดังใส่เช่นตอนนี้เลย

“ตะคอกอะไรของเจ้า เป็นข้ากับท่านแม่ที่ตีนางเอง แล้วอย่างไร ใครใช้ให้นางไม่เชื่อฟังเล่า กินข้าวสกุลไป๋ ใช้ของสกุลไป๋ สกุลเราสิ้นเปลืองอาหารเลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ตั้งเท่าไร นางต่างหากที่โตขึ้นมากลับปีกกล้าขาแข็ง แม้แต่คำพูดของท่านย่าและท่านป้าใหญ่ตนเองยังกล้าจะไม่เชื่อฟัง ก็สมควรแล้ว”

สีหน้าสมน้ำหน้าของหลิวซื่อ ทำเอาจ้าวซื่อต้องตะกายลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะพุ่งเข้าไปตบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรง “ข้าทำงานต่างวัวต่างม้าทั้งวัน หรือว่าแม้แต่ข้าวสักคำก็แลกมาให้ลูกสาวข้าไม่ได้ ครอบครัวเจ้ามีกันสี่คน แล้วทำงานได้จริงๆ กี่คนกัน ข้าเคยรังเกียจที่พวกเจ้ามากปากหรือ”

“นางเพิ่งอายุสิบสอง นางเพิ่งอายุได้สิบสองเท่านั้น!”

หลิวซื่อถูกตบหน้าจนมึนงง ตั้งแต่นางแต่งเข้าสกุลไป๋นี้ ก็ไม่เคยถูกผู้ใดตบเช่นนี้มาก่อน ทั้งยังเป็นการตบหน้าต่อหน้าคนในหมู่บ้านมากมายเช่นนี้ นางนั่งลงกับพื้น ร้องไห้โฮเสียงดังขึ้นมา “นางตีข้า น้องสะใภ้ตีพี่สะใภ้ นางจะตีข้าจนตายแล้ว ใครก็ได้มานี่เร็ว!”

ชาวบ้านที่กำลังมุงดูอยู่นอกรั้วพากันส่ายหน้า “จ้าวซื่อโชคร้ายนัก ต้องมาเจอกับพี่สะใภ้และแม่สามีเช่นนี้ โชคร้ายเสียจริงๆ”

“ถูกต้อง สกุลไป๋ของพวกเขาแม้จะมีบุตรชายถึงสามคน ทว่าคนที่ทำงานมากที่สุดจริงๆ ก็มีแต่เจ้าสาม หลังจากเจ้าสามตายไป ก็มีเพียงสะใภ้สามเท่านั้นที่ทำไร่ทำนา ไหนเลยจะขาดนางได้ สตรีคนหนึ่งทำงานหนักยิ่งกว่าบุตรชายสองคนของบ้านพวกเขาเสียอีก อีกอย่าง บุตรชายคนโตมีลูกสองคน บุตรชายคนรองมีลูกสองคน คนไหนมีลูกน้อยคนกว่าเจ้าสามบ้าง? เหตุใดนางไม่ขายบุตรของตนเองเล่า”

“แต่บุตรสาวเจ้าสามที่ถูกรังแก ก็เป็นแค่เด็กที่เก็บเลี้ยงมาเท่านั้นนี่นา”

……….

ตอนที่ 2 แย่เสียยิ่งกว่าหมูหรือสุนัข

“ถึงแม้จะเป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยง ทว่าก็เลี้ยงดูจนอายุสิบสองแล้ว ต่างอะไรกับลูกสาวแท้ๆ กันเล่า คนเราไม่อาจไร้ศีลธรรมจนเกินไปได้” คนที่กำลังพูดก็คือลุงหูที่เพิ่งไปเรียกจ้าวซื่อกลับบ้านจากทุ่งนา

เสียงตะโกนโวยวายของหลิวซื่อ ทำให้แม่สามีที่เดิมทีตากเสื้อผ้าอยู่ด้านหลังได้ยินเสียงสะใภ้ใหญ่ จึงรีบทิ้งเสื้อผ้าในมือ แล้วหยิบท่อนไม้สำหรับทุบผ้าพุ่งออกมา

“ใครตีเจ้า” ทันทีที่แม่สามีออกมาที่หน้าประตูใหญ่ ก็เห็นหลิวซื่อนั่งร้องไห้ตะโกนเสียงดังอยู่บนพื้น

หลิวซื่อชี้ไปที่จ้าวซื่อ พลางกล่าวว่า “จ้าวหลานนางตีข้า ท่านแม่ ท่านต้องจัดการให้ข้านะเจ้าคะ”

ครั้นแม่สามีเห็นจ้าวซื่อ นางพลันนึกถึงนางเด็กไป๋จื่อ ที่ตายตอนไหนไม่ตาย ดันมาตายเอาเสียตอนนี้ ทำเอาสิบตำลึงเงินที่กำลังจะถึงมือนางต้องหายไป คิดๆ ดูแล้วก็เจ็บใจ เจ็บไปทั่วทั้งตัวเลยทีเดียว

นางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถือไม้ทุบผ้าก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะตีจ้าวซื่ออย่างแรงสองสามไม้

จ้าวซื่อเสียใจจนแทบใจสลาย นางสนใจแค่เพียงบุตรสาว ไม่รู้เลยว่าแม่สามีห้อตะบึงเข้ามาหา เมื่อไม้ลงบนร่างสองสามครั้งแล้ว นางก็ล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นทันที เป็นลมสลบไป

ลุงหูที่ยืนอยู่นอกประตูลานบ้านเห็นดังนั้น ก็กล่าวด้วยความตกใจ “ยายแก่น่าตายผู้นี้ ตีหลานสาวจนตายแล้ว แม้แต่สะใภ้ก็จะไม่ปล่อยไป เร็ว รีบไปเรียกหัวหน้าหมู่บ้านมา”

เขาดันคนที่อยู่ด้านข้างครั้งหนึ่ง ส่วนตนเองพุ่งเข้าไปในลานบ้าน ตะคอกใส่สตรีสูงอายุว่า “ยายแก่ผู้นี้ เหตุใดเจ้าถึงใจร้ายนัก เจ้าจะตีจ้าวหลานให้ตายไปเลยหรืออย่างไร”

ฝ่ายแม่สามีก็คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะตีไปสองสามไม้ ลูกสะใภ้จะสลบไปเช่นนี้ ปกตินางก็ถูกตีไม่ใช่น้อยๆ ผิวหยาบหนังหนา เหตุใดตีแค่นี้ก็สลบไปเลยเล่า

หลิวซื่อที่อยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์ก็ไม่ร้องไห้แล้ว นางรีบเข้ามาใกล้ พลางกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ท่านแม่ หากท่านตีจ้าวหลานจนตาย ต่อไปใครจะทำนาเล่า”

บัดนี้จู่ๆ เด็กสาวที่นอนอยู่บนเสื่อกกก็ลืมตาขึ้นมา ความจริงนางตื่นตั้งนานแล้ว เพียงแต่ในสมองสับสนวุ่นวายนัก ไม่อาจรับเรื่องจริงที่ว่าตนเองซึ่งเป็นแพทย์หญิงชื่อดังจากศตวรรษที่ยี่สิบสาม กลับกลายเป็นเด็กคนหนึ่งในยุคโบราณได้

นางลุกขึ้นนั่ง บาดแผลและความเจ็บปวดทั่วร่างทำให้นางต้องย่นคิ้ว สตรีสองคนนี้โหดร้ายจริงๆ คาดไม่ถึงเลยว่าจะตีเด็กสาวอายุสิบสองปีตายทั้งเป็นได้

“ศพฟื้น ศพฟื้น…” ชาวบ้านที่มุงดูด้านนอกพลันร้องขึ้นมา

แม่สามีและหลิวซื่อก็มองเห็นไป๋จื่อ ที่เดิมทีตายไปแล้วลุกขึ้นนั่งเช่นกัน ทั้งคู่ตกใจจนคุกเข่ากับพื้น

ฝ่ายแม่สามีดันหลิวซื่อไปข้างหน้า ร้องว่า “เป็นนาง นางบอกว่าต้องการขายเจ้า จะได้นำสิบสองตำลึงเงินนี้ให้ต้าเป่าใช้แต่งงาน ไม่เกี่ยวกับข้า ไม่เกี่ยวกับข้า”

ไป๋จื่อชำเลืองมองพวกนางครั้งหนึ่ง สายตาของนางเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง คนเช่นนี้แย่ยิ่งกว่าหมูหรือสุนัขเสียอีก

เดิมทีนางปวดหัว ผนวกกับบาดแผลทั่วร่างกาย ทีแรกจึงคิดจะหลับตาแกล้งตายสักพัก ทว่าได้ยินสิ่งที่พวกนางเพิ่งพูดเมื่อครู่แล้ว นางก็อดรนทนไม่ไหว กัดฟันลุกขึ้นมาเช่นนี้

นางคร้านจะพูดจาไร้สาระกับพวกนาง จึงเข้าไปตรวจดูอาการบาดเจ็บของจ้าวซื่อโดยตรง กระดูกไหล่ขวาแตก ท้ายทอยบวมปูด ผิวหนังแตกจนมีเลือดไหลจำนวนหนึ่ง บาดแผลไม่สาหัส เพียงแค่สลบไปชั่วคราวเท่านั้น ไม่นานก็คงฟื้นขึ้นมา

ขณะนี้หัวหน้าหมู่บ้านเบียดฝูงชนข้างนอกเข้ามา เขาเห็นไป๋จื่อยังมีชีวิตอยู่ ทว่ามีบาดแผลเต็มตัว ทั้งบวม ทั้งช้ำ ไม่ต้องกล่าวเลยว่าน่าเวทนาเพียงใด

จ้าวซื่อเป็นลมสลบอยู่บนพื้น ข้างกายมีไม้สำหรับทุบผ้าวางอยู่

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ผู้ใดเป็นคนทำ”

ตอนที่ 3 ช่วยแม่ของข้า

หัวหน้าหมู่บ้านมองตาขวางใส่สตรีสูงวัยและหลิวซื่อ

ทั้งสองคนก็ดูออกว่าไป๋จื่อไม่ใช่ศพฟื้น และนางไม่ได้ตายจริงๆ ย่อมไม่รู้สึกหวาดกลัวแล้ว พวกนางจึงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น

ฝ่ายแม่สามีกล่าวกับหัวหน้าหมู่บ้าน “นี่เป็นเรื่องของสกุลไป๋ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่ต้องลำบากหัวหน้าหมู่บ้านหรอก”

หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวด้วยความโมโห “นี่ยังเรียกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอีกหรือ? เกือบจะมีคนผู้หนึ่งตายแล้ว พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าฆ่าคนตายต้องชดใช้ด้วยชีวิต วันนี้โชคดีที่ไป๋จื่อยังไม่ตาย ถ้าหากมีอันเป็นไปจริง พวกเจ้าสองคนก็จงรอเข้าไปอยู่ในคุกเฉยๆ เสียเถอะ”

หญิงชรารู้สึกกลัวขึ้นมาบ้าง นางรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “หัวหน้าหมู่บ้านช่างพูดล้อเล่นเหลือเกิน ลูกบ้านไหนยังไม่ป่วยออดๆ แอดๆ บ้าง เช่นนั้นครอบครอบของเด็กที่ตายไปต้องเข้าคุกอย่างนั้นหรือ”

ไป๋จื่อที่อยู่ข้างๆ ลุกขึ้นยืน กล่าวด้วยเสียงเย็นชา “นั่นเป็นเพราะยังไม่มีใครแจ้งความ อย่าเพิ่งไปสนใจพวกข้าราชการ หากข้าตายจริง เมื่อท่านแม่ไปฟ้องร้องที่อำเภอ พวกท่านสองคนจะหนีพ้นหรือ”

หัวหน้าหมู่บ้านเลิกคิ้วมองไป๋จื่อครั้งหนึ่ง ‘เด็กคนนี้ รู้เรื่องไม่น้อยเลย’

“ไป๋จื่อพูดถูกต้อง มีเหตุผล” หัวหน้าหมู่บ้านพยักหน้า

แม่สามีและหลิวซื่อสบตากันครั้งหนึ่ง ในแววตามีความขลาดกลัว ในใจคิดว่าโชคดีที่เด็กคนนี้ฟื้นขึ้นมา ไม่เช่นนั้นพวกนางต่างหากที่จะเป็นฝ่ายดูน่าสมเพช

ไป๋จื่อเห็นว่าจ้าวซื่อที่นอนอยู่บนพื้นคล้ายจะขยับตัว ทว่ายังไม่ฟื้นขึ้นมา

นางกลอกตา ก่อนจะฉุกคิดอะไรขึ้นได้ จึงรีบเงยใบหน้าเล็กน่าสงสารขึ้น แล้วกล่าวกับหญิงชราสกุลไป๋ว่า “ท่านย่า แม่ของข้าบาดเจ็บหนักนัก ท่านได้โปรดตามหมอมาให้แม่ของข้าด้วย”

หญิงชราขมวดคิ้ว ทำหน้าหงิกงอ “ตามหมอ? หากสกุลไป๋มีเงินเย็นถึงเพียงนั้น แล้วบิดาเจ้าจะตายได้อย่างไร เด็กอย่างเจ้านี่คิดเพ้อฝันทีเดียวนะ สันดานเลวนัก แค่ตีไปไม่กี่ไม้ ยังคิดจะเสียเงินเชิญหมอมา ฝันไปเสียเถอะ!”

คำตอบนี้อยู่ในความคาดหมายของทุกคน ในอดีตลูกชายคนสุดท้องได้รับบาดเจ็บ หญิงชราผู้นี้ก็ไม่ตัดใจเสียเงินเชิญหมอ ปล่อยให้แผลเล็กลุกลามเป็นแผลใหญ่ ผลสุดท้ายแม้แต่ชีวิตก็ไม่เหลือเช่นกัน

กับลูกชายตนเองยังใจไม้ไส้ระกำถึงเพียงนี้ กับสะใภ้นอกตระกูลและหลานสาวที่เก็บมาเลี้ยง นางจะใจดีด้วยได้อย่างไร

ไป๋จื่อหันไป ‘อ้อนวอน’ หัวหน้าหมู่บ้าน “หัวหน้าหมู่บ้านเจ้าคะ แม่ของข้าเกือบจะไม่ไหวแล้ว ท่านโปรดช่วยแม่ของข้าด้วย”

หัวหน้าหมู่บ้านสงสารจื่อยาโถวจับใจ เขาเห็นเจ้าสามเก็บเด็กคนนี้มาจากในป่าด้วยตาของเขาเอง ทีแรกยายแก่ไป๋ไม่ยินยอมรับเลี้ยง และเขาเองก็เป็นคนให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เสียแรงและเปลืองน้ำลายไปไม่น้อย นี่ถึงทำให้เจ้าสามและภรรยาสมดังใจหวัง

กลับไม่คิดเลยว่านานวันเข้าหญิงชราคนนี้ยิ่งทำเกินไป หากไม่ถือโอกาสนี้สั่งสอนนางสักครั้ง นางอาจจะก่อเรื่องใหญ่มากกว่านี้ก็เป็นได้

หัวหน้าหมู่บ้านตัดสินใจ กล่าวกับสตรีสูงวัยสกุลไป๋ว่า “รีบตามหมอให้สองแม่ลูก ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พวกเจ้าแม่สามีและลูกสะใภ้สองคน ก็ต้องชดใช้หนี้ก้อนนี้ทั้งหมด!”

หญิงชราชะงักค้าง ฝ่ายหัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าเคร่ง “ตรงนี้มีคนอยู่มากมาย ล้วนเห็นกับตาว่าเจ้าตีคนปางตาย พวกเจ้าสองคน สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ไม่อาจรอดไปได้ เรื่องทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับพวกเจ้า ถึงเวลาที่ศาลาว่าการพาคนมา พวกข้าทั้งหมดจะเป็นพยานรู้เห็น”

บัดนี้แม่สามีทั้งโกรธ ทั้งแค้น โกรธที่หัวหน้าหมู่บ้านผู้นี้จุ้นจ้านจนเกินไป แค้นที่สองแม่ลูกนี้ไม่ตกตาย นางไม่มีกะใจอยากจะตีใครแล้วเช่นกัน เด็กสาววัยสิบสองที่เกือบจะขายได้ราคาดี สตรีวัยกลางคนที่ทำงานเก่งทั้งในและนอกบ้าน หากขาดสองแม่ลูกนี้ไป เช่นนั้นนางก็ไม่มีข้อดีอะไรแล้ว

……….

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...