โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

"เหมย" เด็กสาวเมียนมาที่ต้องลี้ภัยจากบ้านเกิด มาเป็นเฟรชชี่ลาดกระบัง

Dek-D.com

อัพเดต 17 พ.ย. 2566 เวลา 08.28 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2566 เวลา 09.05 น. • DEK-D.com
เรื่องราวของ

. . . . . . . . .

สวัสดีค่าชาว SparkD ทุกคน เชื่อว่าทุกคนย่อมมีช่วงวัยเรียนหรือวัยรั้วมหาลัยที่แตกต่างกันออกไปใช่มั้ย ?

วันนี้เราอยากพาทุกคนมารู้จักกับชาวเมียนมาคนนี้

“เหมย” เด็กสาวที่มีทัศนคติ “เป็นเพื่อนสนิท กับทุกเหตุการณ์ชีวิต” ผ่านการเดินทางอันหลากหลาย ท่ามกลางความโกลาหลของสังคมที่ต้องจากมา

พี่เนตร : แนะนำตัวสั้น ๆ ให้เพื่อน ๆ รู้จักกันนิดนึง

เหมย: สวัสดีค่ะ ชื่อเหมยค่ะ ชื่อจริง Nann Yee Yee Win (นาน ยียี วิน) ตอนนี้เรียนบริหารธุรกิจ ปีหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง เหมยมีคุณพ่อเป็นคนจีน คุณแม่เป็นคนไทยค่ะ แต่ครอบครัวย้ายมาอยู่เมียนมาก็เลยได้สัญชาติเมียนมา เพื่อนจะมองว่าเราเป็นคนเก็บตัวแต่ก็มีความ Alert นิดนึง คำที่นิยามตัวหนูได้ เหมยใช้คำว่า แตกต่างแต่ลงตัวค่ะ เพราะจะว่าหนูเป็นคนจีนก็ไม่ใช่ คนเมียนมาก็ไม่เชิง จะว่าคนไทยก็ไม่ใช่อีก แต่ก็พูดภาษาไทยได้นะคะ เหมือนมีหลายเชื้อชาติรวมอยู่ในตัวหนู

พี่เนตร: ฝึกเรียนภาษาไทยยังไง

เหมย: หนูฝึกผ่านการดูละครเอาค่ะ ก็อยู่ในแวดวงของญาติฝั่งแม่ที่เป็นคนไทยด้วย แต่ตอนนั้นได้แค่พูดเฉย ๆ ค่ะ ยังอ่าน เขียนไม่ได้ แต่เหมยก็มาเรียนอ่าน เขียน ช่วงกำลังจะจบมัธยมก่อนเข้ามหาลัยค่ะ แม่มีครูที่รู้จัก เลยได้เรียนไทยตั้งแต่ตอนนั้นและเป็นคนชอบอ่านนิยายด้วย เว็บ Dek-D ก็เป็นหนึ่งในเว็บที่เข้าไปอ่านนิยายค่ะ

พี่เนตร: น้องเหมยใช้ชีวิตที่ไทยยังไง ครอบครัวมาด้วยไหม

เหมย: อาจจะต้องปูก่อนว่าที่นู้นเหมยจะอยู่กับครอบครัวมาตลอด ตอนแรกพ่อกับแม่ก็ยังไม่ยอมให้ไปเรียนต่างประเทศค่ะ เขาเป็นห่วง หนูก็ไปเที่ยว ให้ทางบ้านเขาชินกับการไม่มีหนู และไว้ใจว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้นะ พอถึงเวลาแม่ก็มาสำรวจสถานที่เราก็ให้ข้อมูลจริง ๆ ให้แม่เห็นว่าเราอยู่แบบไหน เราจะจบเมื่อไหร่ ใช้เวลากี่ปี เรามาเรียนมันดียังไง มีเหตุผลรองรับ เขาก็เลยวางใจว่าเราจะอยู่ได้ค่ะ

พี่เนตร: ตอนที่เรียนที่เมียนมาเป็นยังไงบ้าง

เหมย: ที่เมียนมาจะมีความคิดแบบเรียนคือเรียนค่ะ หรือบางคนก็ต้องเรียนเพื่อพ่อแม่ให้เขาภูมิใจ เรียนให้ได้ใบปริญญามา หนูอยู่ที่เมียนวดี แถวชายแดนแม่สอดเขาจะไม่เน้นการเรียนเท่าไหร่ จะเน้นทำธุรกิจ ที่นู้นสามารถทำธุรกิจได้ง่ายมาก พ่อก็สนับสนุนให้ทำธุรกิจค่ะ แต่แม่ก็ขอให้ได้ใบปริญญาเถอะ แล้วถ้าอยากทำธุรกิจค่อยออกมาทำก็ได้ เด็กที่นู้นจะติวตั้งแต่เกรด 9 แล้วค่ะ (ม.5 ของไทย) เพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ประเทศเมียนมาจะใช้ข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศ เช่น ถ้าใครจะเรียนหมอก็ต้องได้คะแนน 90 เต็มร้อยทั้ง 6 ตัว ที่นู้นเขาไม่นิยมเรียนเอกชนเพราะบริษัทไม่ค่อยยอมรับคนที่จบเอกชน คนก็เลยสู้กันสุดไปเรียนรัฐบาลแต่เรียนจบออกมาก็ไม่ค่อยมีงานเท่าไหร่เพราะคนแย่งกันเยอะ บริษัทเขาก็เลยขอคุณสมบัติที่มีประสบการณ์ 2 ปีค่ะ ส่วนเพื่อนหนูหลายคนก็แยกย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียนต่างประเทศก็สนิทกันมากค่ะ เพราะบ้านใกล้กัน เจอกันบ่อย ทุกคนที่นู้นจะสนิทกันอยู่ไม่กี่คนค่ะเวลาไปค็อบ (ม็อบ) ก็จะไปด้วยกันตลอด

เหตุการณ์ทางบ้านเมืองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น บังคับให้ต้องหาทางไปต่อกับอนาคตของตัวเองด้วยตัวเอง น้องเหมยก็เป็นหนึ่งในนั้น การเดินทางของเหมยได้เริ่มจากจุดที่พอทนไหว ไปจนถึงจุดที่มองว่า อยู่ต่อไปก็ไม่มีอนาคตแล้ว

การตัดสินใจย้ายมาเรียนต่อที่ไทย ความท้าทาย และเพื่อนใหม่

พี่เนตร: อะไรคือจุดตัดสินใจที่บอกตัวเองว่า ฉันต้องไปที่ไทยเดี๋ยวนี้

เหมย: หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เมียนมา หนูกับเพื่อนก็ตัดสินใจกันว่าไม่ไปแล้ว และพวกเราก็หยุดเรียนไปค่ะ ตอนแรกที่เศรษฐกิจยังไม่แย่ขนาดนี้ พวกหนูวางแผนกันไว้ว่าจะไปเรียนแคนาดา ออสเตรเลีย หรืออเมริกากันค่ะ แต่สุดท้าย ค่าเงินมันเฟ้อแล้วกระโดดไปมาก อย่างตอนแรก 1 ดอลล่า ประมาณ 1,200 kyat (จ๊าด) ตอนนี้ประมาณ เกือบๆ 4,000 kyat มันขึ้นไปหลายเท่ามาก ทุกคนก็เลยมีแผนสองกันว่า ถ้าไม่ใช่ประเทศที่เราอยากไป เราสามารถหาประเทศใกล้บ้านที่ค่าครองชีพไม่สูงมาก และเราจะไม่ culture shock ขนาดนั้นค่ะ

พี่เนตร: จากเรื่องรัฐประหารที่เมียนมา ทำไมถึงต้องย้ายมาเรียนที่ไทยในฐานะเด็กซิ่ว

เหมย: ตอนแรกยังชิว ๆ กันอยู่ค่ะ หนูอยู่แถวชายแดนมันก็จะมีเหตุการณ์ที่ไม่สงบอยู่บ้าง พอหยุดไปหลายปี มันก็กลับมาเป็นอีกเรื่อย ๆ หนูเลยไม่ตื่นตระหนกมาก เพราะความชิน แต่เหตุการณ์มันค่อนข้างเข้มงวดขึ้นแบบออกจากบ้านตอนกลางคืนไม่ได้แล้ว เพราะอาจจะโดนทำร้าย ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า 24 ชั่วโมงประมาณครึ่งปี ต้องไปซื้อโซลาร์เซลมาใช้ และก็มีเรื่องความรุนแรงถึงแก่ชีวิตที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าทำธุรกิจก็จะล้มเหลวอยู่ดี สังคมมันวุ่นวายตลอดเวลา ไม่มีทางที่ทำธุรกิจแล้วจะรอดได้ คนก็ไม่ออกจากบ้านและรัดเข็มขัดเรื่องการเงินมาก ๆ เลยคิดว่าเราจะอยู่ในเหตุการณ์นี้ดีไหม แล้วจะทำธุรกิจจริงหรือเปล่า ถ้าทำจะรอดไหม แต่สุดท้ายก็คิดว่าถ้าทำยังไงก็ไม่รอดค่ะ

พี่เนตร: การมาใช้ชีวิตเป็นเรื่องยากไหม

เหมย: ไม่ได้ยากขนาดนั้นค่ะ เพราะก่อนมาก็รีเสริชมาบ้าง คุณลุง ๆ ป้า ๆ เขาใจดีกับหนูมาก มีแต่วัยรุ่นที่อยู่กันเอง ไม่ค่อยมายุ่งกัน ตอนหนูมาแรก ๆ หนูจะเป็นคนเก็บตัวนิดนึง ไม่ค่อยยุ่งกับใคร เพราะหนูยังพูดไทยไม่ค่อยคล่องด้วยมั้งคะ เลยไม่มีใครคุยกับหนูเลย แล้วลาดกระบังมันกว้าง หนูสามารถเดินไปไหนได้คนเดียว ก็เลยคิดว่าตอบโจทย์แล้ว เราเลือกไม่ผิดหรอก และก็จะมี KMITL community myanmar student ที่เป็นกลุ่มให้คำปรึกษาสำหรับนักเรียนเมียนมาในไทย มีพี่คนนึงคอยตอบตลอดเวลา เราก็อุ่นใจขึ้นค่ะ

พี่เนตร: เล่าเรื่องการเป็น Ambassador ของ KBS หน่อย

เหมย: ตอนแรกหนูไม่ได้อยากเข้ากิจกรรมขนาดนั้น แต่มีรุ่นพี่ชาวเมียนมาบอกว่าอย่าอยู่แต่ในจุด ๆ นี้เลย ตอนที่เราอยากมาก็เพราะประสบการณ์ไม่ใช่หรอ เราก็ตัดสินใจลองดู เราไปคัดคทากรด้วย ไปงาน MC คือไปทุกงานจนรุ่นพี่จำหน้าได้ (หัวเราะ) การประกวด Ambassador นั่นมันมีความคิดนึงเข้ามาคือ เราในฐานะเด็กต่างชาติเราก็อยากให้เด็กใหม่ ๆ ที่เข้ามาได้ภูมิใจว่าเขามีเด็กเมียนมาที่ทำอะไรแบบนี้ ได้เป็นคนธรรมดาใช้ชีวิตปกติได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้มาตรฐานการเป็นอยู่ของเด็กเมียมาร์จะดูปกติ แต่บางครั้งพวกเขาไม่สามารถพูดไทยได้ พวกเขาไม่เข้าใจอะไรต่าง ๆ อย่างในห้องเรียนเวลาใครเล่นมุกอะไร เพื่อน ๆ คนไทยก็จะขำกัน เราก็มีเข้าใจเราก็ขำไปด้วย แต่พวกเขาก็จะมองมาหาเราแล้วถามว่า “เขาพูดอะไรกันหรอ” “ช่วยแปลหน่อยสิ” เราก็จะมีความคิดว่าทำไมกันนะ คนเมียนมาเขาเหมือนรู้สึกแปลกแยก เรามีความรู้สึกเข้าใจว่า เออจริงวะ เราสามารถเป็นกระบอกเสียงให้พวกเขาได้นะ หรือถ้ามีน้อง ๆ เข้ามาใหม่เราก็จะเป็นรุ่นพี่ที่คอยบอกว่า เออน้องเข้ามาได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนสนับสนุน เพราะตอนนี้เด็กเมียนมาที่อยู่นี่ พอเขาฟังไทยไม่ออก เขาก็ไม่ได้ถูกเรียกให้เข้าร่วมกิจกรรมเท่าไหร่ เราเลยตัดสินใจมาคัดดีกว่า ถึงจะได้ไม่ได้ เราก็ได้ลองค่ะ

พี่เนตร: ทำไมสนใจเรียนบริหารธุรกิจ และสนใจเรียนที่ลาดกระบัง

เหมย: ตอนแรกเลยหนูมองไปที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงใหม่ ขอนแก่น แล้วก็ที่ลาดกระบังค่ะ แต่ตอนแรกหนูไม่รู้ว่าที่ลาดกระบังมีบริหารธุรกิจ คิดว่าเขาดังเรื่องเทคโนโลยี จริง ๆ เชียงใหม่ก็ชอบ ตอนแรกกะจะไปกับเพื่อนค่ะ แต่ว่าเพื่อนเทก่อน แล้วก็หาข้อมูลของคนเมียนมาที่เชียงใหม่ยากด้วยค่ะ เชียงใหม่เขาไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษถ้าเราไปใช้ชีวิตจริง ๆ มันจะยากมาก แล้วก็เรื่องเทคโนโลยีที่ลาดกระบังจะดังมากที่เมียนมาค่ะ หนูเลือกเรียนธุรกิจเพราะว่าชอบการทำธุรกิจอยู่แล้วตั้งแต่เด็กค่ะ แต่เรายังไม่ได้เข้าใจกลยุทธ์ เรากลัวว่าทำไปแล้วจะพลาด และแม่ก็เปิดร้านอาหารที่เมียนมา ทำให้เราสนใจธุรกิจตั้งแต่เด็กด้วยค่ะ

พี่เนตร: น้องเหมยช่วยแชร์หน่อยว่า การปรับตัวกับสังคมใหม่ กับการเรียนและเพื่อนใหม่ ที่ไทย น้องเหมยทำยังไง

เหมย: ปรับตัวเยอะอยู่ค่ะ เพราะไม่ได้เป็นคนชอบคุยกับใครเท่าไหร่ หมายถึงเป็นคนที่ชอบฟังมากกว่าแต่พอมาเรียนที่ใหม่เราต้องเปลี่ยนทัศนคติ ถ้าเราจะไปคนเดียวเราต้องเลือกว่าเราจะปรับอะไร ตอนแรกเลือกที่จะอยู่คนเดียวนิดนึงแต่อยู่ไปก็คิดว่าต้องมีเพื่อนบ้าง ก็เลยมีเพื่อนต่างชาติมากกว่า เหมือนคนไทยบางกลุ่มเขามาจากที่เดียวกันแล้วเขาก็อยู่กันเป็นกลุ่ม ตอนแรกหนูไม่ได้พูดไทยกับเขา เวลาเจอกันก็ทักทายเฉย ๆ ไม่ใช่เขาไม่ต้อนรับนะคะ แต่ไม่ได้คุยกันรู้เรื่องขนาดนั้น

พี่เนตร: แล้วน้องเหมยมองว่าเรื่องสังคมการเรียนที่เมียนมาฝกับที่ไทยอะไรที่มันต่างกันบ้าง

เหมย: น่าจะเป็นเรื่องการสอบเข้าค่ะ คือขั้นตอนที่ไทยมันเยอะมาก โอกาสเข้าเรียนเยอะมากจริงๆ ที่เมียนมาจะเป็นสอบข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศอะค่ะ ถ้าไม่ผ่านคือจบเลย ต้องรอสอบใหม่ปีหน้า ช่วงวันที่ 1 ของเดือนมิถุนายน ที่ผลสอบออกมาทุกคนก็จะไปดู บางคนได้ 5D จาก 6D (D คือได้คะแนน 91-100) บางคนก็จะมองว่าทำไมได้ 5D คือครอบครัวเขาเข้มงวดมาก ถ้าคิดว่าลูกทำไม่ได้บางคนก็จะฉีกข้อสอบทิ้งเลยแล้วไปติวใหม่กับติวเตอร์สองต่อสอง 1 ปี แต่บางคนก็เอาคะแนนไปเข้าสาขาที่สามารถเข้าได้ แต่ด้วยความที่เมียนมามันมีโอกาสเลือกน้อย ถึงแม้ว่าจะจบมา ถ้าทำงานจริง ๆ รายได้ก็น้อย เขาเลยเข้มงวดตั้งแต่การทำคะแนนให้สูงเพื่อเข้าเรียนสาขาที่จบมาแล้วได้งานดี ๆ ค่ะ

แม้ว่าการตามหาความฝันจะดูไม่ง่ายจากสังคมที่น้องเหมยจากมา แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ไม่ควรยอมให้ตัวเองไม่มีฝัน เหมยจึงต้องรับมือกับความท้าทายที่ต้องเผชิญจะมีอะไรบ้างนะ ?

พี่เนตร: การค้นหาตัวเองของเด็กที่เมียนมา เค้าทำยังไงกันบ้าง

เหมย: จริง ๆ มันไม่สามารถค้นหาได้ขนาดนั้น ที่นู้นไม่ได้มี education media มากมายเอาจริงที่นู้นเราต้องเอาตัวรอดเป็นหลัก

เลือกไม่ได้หรอกความฝันอะ ที่นู้นคือถ้ายูเลือกความฝัน ยูก็ทำอะไรไม่ได้

เราต้องคิดว่าทำยังไงถึงจะอิ่มท้อง หรือบางคนก็เรียนไปก่อนแล้วถ้ามีพลัง support จากครอบครัวก็ทำตามความฝันได้ แต่ยังดีส่วนมากที่บ้านเขาจะมีธุรกิจเล็ก ๆ กัน อย่างร้านอาหาร ธุรกิจโรงสี หรือว่าพวกนำเข้า ส่งออกอะไรแบบนี้ ส่วนใหญ่จบไปก็ไปทำงานต่อกับที่บ้านค่ะ

พี่เนตร: เราอยากให้ประเทศเมียนมาเป็นยังไง

เหมย:จริง ๆ หนูมองว่าประเทศหนูสามารถเติบโตได้อีกหลายด้าน อย่างการท่องเที่ยวก็มีคนต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวตลอด เรื่องเศรษฐกิจก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น ทุกอย่างมันกำลังไปได้ดีเพราะว่าหลักสูตรการศึกษากำลังเปลี่ยน เขาไม่อยากให้เด็กเครียด กดดันขนาดนั้น คือเขาอยากให้เด็ก ๆ ทุกคนมีทางเลือกในการทำตามความฝันมากกว่านี้

พี่เนตร: ถ้าตอนนี้สามารถทำความฝันได้สำเร็จแล้ว คิดว่าตัวเองจะเป็นยังไงและจะทำอะไรต่อ

เหมย: ถ้าเป็นที่คิดไว้อยากทำเป็นร้านอาหารที่ผสมกับบาร์แล้วก็มี community ให้เด็กด้วยค่ะ เพราะการที่ครอบครัวนึงไปทานอาหาร เขาก็อาจจะมีความกังวลและเป็นห่วง เราเลยอยากทำเป็นโซนของเด็กที่พ่อแม่ไว้ใจได้ว่าลูก ๆ ของเขาจะปลอดภัย และวัยรุ่นก็สามารถขึ้นไป Rooftop bar ข้างบนได้ เป็น 3 in 1 ค่ะ

พี่เนตร: ความท้าทายที่เราอยากแชร์ให้เพื่อน ๆ ฟังคืออะไร

เหมย:น่าจะตรงที่เราออกจาก safe zone ของเราได้ ตอนแรกเราจะจำกัดตัวเองว่าเราไม่ชอบเจอคนใหม่ ๆ เรามีความกังวล และแอบกลัว แต่พอมาอยู่ เพื่อนเราบอกว่า ถ้ายูไม่ทำแล้วยูจะได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ยังไง มันทำให้เราคิดได้ว่า ก็จริง เราไม่ลองทำเราก็จะไม่รู้เลย ตอนแรกที่มาทำก็ไม่ได้คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ จะได้มีโอกาสมาคุยอะไรแบบนี้ (ยิ้ม)

พี่เนตร: อยากบอกอะไรกับครอบครัวหรือเพื่อนที่กำลังตามหาเส้นทางของตัวเองอยู่ไหม

เหมย: อยากขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ครอบครัวให้การสนับสนุนที่ดีแล้วก็ผลักดันความฝันของเรา จริง ๆ เขาก็มีคำถามบ้างกับความฝันเราแต่เขาก็ไม่ได้ปิดกั้นเราเลย ส่วนเพื่อน ๆ หรือน้อง ๆ ที่กำลังต่อสู้อยู่ ขอให้ได้ค้นหาตัวเองให้ได้ค่ะ แล้วตอนนี้ก็มีทุนหลายประเทศมากเพราะตอนนี้เกิดเหตุการณ์ที่เมียนมา ต่างประเทศเขาก็เลยมีทุนสำหรับเด็กเมียนมาโดยเฉพาะ แต่ก็แน่นอนว่าต้องแย่งกับคนอื่น ๆ ด้วย เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมและมีอุปสรรคต่าง ๆ ที่เราต้องเจอ อย่าไปคิดว่าพอเจออุปสรรคแล้วเราจะพอเราจะกลับประเทศ สุดท้ายแล้วพอเรามาถึงจุดนี้ได้คือเราเก่งมากแล้วจริง ๆ :)

การเปลี่ยนแปลงย่อมดีเสมอ เมื่อเรามีใจฮึดสู้ ก้าวขาออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง เราอาจได้พบประตูบานใหม่ที่นำพาผู้คน ประสบการณ์ใหม่ ๆ มาให้เราได้เรียนรู้ น้องเหมย เป็นอีกคนที่ทำให้เราเห็นว่าการที่คน ๆ หนึ่งมีทัศนคติ ความฝัน มีเส้นทางที่อยากจะเดินไปข้างหน้า สิ่งเหล่านั้นสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนตัวเราจากความโกลหลที่ไม่สามารถควบคุมได้

ขอบคุณน้องเหมยที่ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์และขอเป็นกำลังในการตามหาความฝันของทุก ๆ คนเลยนะ

. . . . . . . . .

พี่เนตร SparkD เขียน/สัมภาษณ์
พี่นีนี่ SparkD ถ่ายภาพ
พี่ฟิวส์ พี่ตาน พี่แอล SparkD บรรณาธิการ
ขอขอบคุณสถานที่สวนป่าเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...