โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

บรูนี่ อะโวกาโดพันธุ์เด่น ที่ปากช่อง ผลดกเรี่ยดิน ทนทานแมลงวันทองได้ดี

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 23 มิ.ย. 2565 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 23.00 น.

ผลไม้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยหลายชนิด บางชนิดก็นำมาปลูกนานเป็นร้อยปี จนรู้สึกเหมือนว่าเป็นพืชพื้นบ้าน เพราะนำมาเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่น มะละกอ มะเขือเทศ พืชเหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูเด็ดบนจานอาหารในชีวิตประจำวันเราแทบทุกวัน เราได้นำมาดัดแปลงเป็นอาหารจนกลายเป็นอัตลักษณ์แบบไทยๆ จนเจ้าของเดิมคิดไม่ถึง

อะโวกาโด เป็นพืชดั้งเดิมจากประเทศเม็กซิโก ได้ถูกนำมาปลูกในประเทศไทยหลายสิบปีแล้ว โดยปลูกครั้งแรกที่จังหวัดน่าน และได้ขยายไปยังจังหวัดอื่น แต่ก็ถือว่ายังไม่นานสักเท่าไร จึงยังไม่ถึงกับมีการนำมารับประทานเป็นอาหารในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน แต่ในสถานะของอาหารที่มีวัฒนธรรมของฝั่งตะวันตกก็มีการนำมาประกอบเป็นอาหารมานาน แต่ในเมนูที่อยู่ในปัจจุบันเรายังไม่คุ้นชินกับอาหารที่มีส่วนผสมของอะโวกาโด

อะโวกาโด ในปัจจุบันจึงเป็นแค่ผลไม้สุขภาพ

ประเทศทางฝั่งตะวันตกนิยมนำเนื้ออะโวกาโดมาปรุงอาหารแทนเนย หรือปรุงเป็นนมปั่น ใส่ไอศกรีมและขนมหลายอย่าง บ้างก็ทำเป็นส่วนของผสมของเครื่องดื่มต่างๆ ในประเทศไทยมักนำมาปั่นเป็นน้ำอะโว กาโดปั่น หรือเติมลงในน้ำสลัดเพื่อเพิ่มความเข้มข้น บางครั้งก็นำผลสดๆ หั่นเป็นชิ้นเล็กสี่เหลี่ยมลูกเต๋าใส่ในจานสลัด ถ้าจะรับประทานแบบง่ายๆ เลย ก็ผ่าอะโวกาโดเป็นสองซีก โรยน้ำตาล นม น้ำผึ้ง หรือเกลือ อย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถรับประทานแบบที่จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของอะโวกาโดได้อย่างดี

อำเภอปากช่อง เป็นอำเภอหนึ่งที่นิยมปลูกอะโวกาโด เนื่องจากดินและสภาพอากาศเหมาะสม

คุณสำเริง กลั่นกลิ่น เป็นคนปากช่องโดยกำเนิด และจบปริญญาตรีทางด้านการเกษตร ได้ทำสวนบนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ อยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหนองอีเหลอ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา แต่เดิมชาวปากช่องนิยมทำสวนน้อยหน่า โดยแรกเริ่มที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมือง คือ พันธุ์น้อยหน่าหนัง กับพันธุ์น้อยหน่าฝ้าย ต่อมาเมื่อทางสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ปากช่องได้ปรับปรุงสายพันธุ์น้อยหน่าเพชรปากช่องขึ้นมา ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นน้อยหน่าเพชรปากช่อง แต่การทำสวนน้อยหน่าจะต้องใช้แรงงานพอสมควร จึงมีปัญหาในการหาคนงานมาทำ

แต่คุณสำเริงเห็นว่า อะโวกาโดที่นำมาปลูกแซมไว้ในสวนน้อยหน่า ไม่ต้องการดูแลมากนัก จึงนำต้นอะโวกาโดมาปลูกแซมไปเรื่อยๆ ต่อมาได้ตัดต้นน้อยหน่าทิ้ง และปลูกต้นอะโวกาโดเต็มทั้งแปลง จนกระทั่งปัจจุบันมีต้นอะโวกาโดทั้งแปลง ประมาณ 1,000 ต้น โดยในเริ่มแรกซื้อพันธุ์ที่สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปากช่อง ซึ่งได้ปรับปรุงพันธุ์พืชหลายอย่างที่ประสบความสำเร็จมาก เช่น น้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50

ลักษณะของผล ปีเตอร์สัน และ บูท 7

ในช่วงแรก อะโวกาโดที่ปลูกในสวนของคุณสำเริงจะเป็นพันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) และพันธุ์บูท (Booth) 7 ซึ่งได้มาจากสถาบันวิจัยปากช่อง ลักษณะผลของปีเตอร์สันจะค่อนข้างกลม มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม ลักษณะผลที่แก่เก็บเกี่ยวได้สีของผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเล็กน้อย เกิดจุดประสีน้ำตาลบนผลและเยื่อหุ้มเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อข้างในสีจะออกเขียวเหลือง เป็นพันธุ์เบา ส่วนพันธุ์บูท 7 เป็นพันธุ์หนัก ลักษณะผลค่อนข้างกลม มีขนาดใหญ่กว่าปีเตอร์สันต์ มีขนาดกลางถึงใหญ่ น้ำหนัก 300-500 กรัม ลักษณะผลแก่ที่เก็บเกี่ยวได้จะมีนวลลบออกได้ ผิวสีเขียว เกิดจุดสีน้ำตาลบนผล และเยื่อหุ้มเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อในสีจะออกเขียวเหลือง เหมาะปลูกในประเทศไทย ค่อนข้างทนต่อโรค ดูแลรักษาง่าย ออกผลดก มีไขมัน

บรูนี่ สายพันธุ์ใหม่

ในตอนที่มีการขยายสวนใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนให้รวดเร็ว ก็ได้เอาเมล็ดของแต่ละพันธุ์มาปลูก ประมาณ 500 ต้น โดยไม่ได้มีการเสียบยอด หลังจากนั้น ประมาณ 6 ปี ผลผลิตของต้นเหล่านั้นเริ่มออก พบว่า มีอยู่ต้นหนึ่งซึ่งให้ผลดกและมีรสชาติดีกว่าต้นอื่น จึงตั้งชื่อว่า บรูนี่ (Bruni) สันนิษฐานว่าเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์ปีเตอร์สัน และ บูท 7 เมื่อปีที่แล้วเริ่มมีผลผลิต แต่จำนวนไม่มาก เมื่อชิมแล้วปรากฏว่ามีรสชาติอร่อยกว่าพันธุ์อื่น

ลักษณะของต้นบรูนี่คล้าย บูท 7 คือ มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปีเตอร์สัน ใบก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน ผลคล้ายกึ่งๆบูท 7 แต่สีไม่เข้มเท่า จะดูใสกว่า และลูกมีขนาดใหญ่กลม เนื้อจะเหนียวกว่าทุกพันธุ์และมีติดรสหวานเล็กน้อย มีความมันมากกว่า เนื้อข้างในมีสีเหลือง เปลือกค่อนข้างหนา ซึ่งจะทนทานในการขนส่ง ทนทานแมลงวันทองได้ดี มีความดกตามมาตรฐาน และเหมาะสำหรับรับประทานสดมาก

ขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด

ต้นอะโวกาโดขยายพันธุ์โดยวิธีใช้เมล็ด และเสียบยอด ทั้งในถุงและในแปลง แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือ การเสียบยอดในถุง เนื่องจากจะใช้วิธีควบแน่นโดยถุงพลาสติก จึงทำให้ได้ผลผลิตต้นสูง นอกจากนี้ สามารถออกผลได้ไวกว่าการใช้เมล็ด โดยวิธีการนี้ถ้าเป็นพันธุ์เบา จะใช้เวลา 3 ปี ถ้าเป็นพันธุ์หนัก จะใช้เวลา 5 ปี ส่วนเมล็ดจะใช้เวลา 5-8 ปี

วิธีเสียบยอด จะใช้เมล็ดที่สมบูรณ์มาเพาะใส่ถุง โดยแกะเปลือกบางๆ ออกก่อน หันด้านก้นที่จะเกิดรากลงดิน จะสังเกตได้จากมีเส้นๆ อยู่ ใช้ดินปลูกธรรมดาก็ได้ หรือเป็นดินผสมแกลบดำ เมล็ดที่ใช้เพาะจะวางให้โพล่จากดินเล็กน้อย ไม่ต้องกดให้จม วางไว้ในที่ร่มรำไร รดน้ำทุกวัน แต่อย่าให้แฉะ ใช้เวลาประมาณ 5-8 เดือน เมื่อโคนต้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอเล็กน้อย ตัดยอดที่สูงกว่าโคน ประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้มีดคมๆ ผ่าเป็นลิ่มที่ต้นตอ ลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วนำยอดพันธุ์ดีที่ตัดใบทิ้งไปครึ่งหนึ่งแล้วมาปาดเป็นปากฉลามทั้งสองด้าน เสียบลึกลงไปในต้นตอที่บากไว้ มัดด้วยพลาสติกใสให้แน่น เอาถุงพลาสติกคลุมไว้ให้เลยแผลหรือจะคลุมทั้งต้นก็ได้ ในช่วงนี้ต้องรดน้ำให้วัสดุปลูกชุ่มก่อน เพราะหลังจากคลุมพลาสติกแล้วจะไม่ต้องแกะเลย ใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน จึงจะแกะถุงออก และต้องดูแลอีกประมาณ 3-4 เดือน ต้นจึงจะสมบูรณ์พร้อมนำไปปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 6 เมตร คูณ 7 เมตร หรือถ้าไว้ทรงพุ่มใหญ่ จะเพิ่มระยะก็ได้ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 25 ต้น

การปลูกอะโวกาโดจะขุดหลุมลึกอย่างน้อย กว้าง ยาว ลึก 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า ผสมดินปลูก ปลูกแล้วกลบโคนพอแน่น ปิดด้วยฟางหรือเศษใบไม้ที่มี ช่วงแรกต้องรดน้ำ 3-4 วันครั้ง ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ต้นละ 1 กำมือ เดือนละครั้ง และเพิ่มปริมาณตามขนาดของทรงพุ่ม จะใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี ต้นจะเริ่มให้ผลผลิต ก่อนการเก็บผลผลิต 2 เดือน จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ย สูตร 13-13-21 ต้นละประมาณ 1-2 กิโลกรัม ในฤดูแล้งควรรดน้ำสัปดาห์ละครั้ง หลังจากเก็บผลก็จะมีการตัดแต่งกิ่ง ไม่ให้สูง โดยให้แผ่ไปด้านข้างเพื่อสะดวกในการเก็บ อะโวกาโดจะมีอายุเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่ 30-35 ปี

ผลผลิตของสวนจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม เดือนที่ให้ผลผลิตมากสุดคือ ช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ผลผลิตโดยเฉลี่ย 150 กิโลกรัม ต่อต้น

โรคของอะโวกาโด ไม่ค่อยมีรบกวน ยกเว้นตอนช่วงแตกยอดใหม่ จะมีเพลี้ยอ่อนรบกวน เนื่องจากอะโว กาโดเป็นพืชพื้นเมืองของเม็กซิโก ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นคล้ายบ้านเรา ชอบดินเหนียวแดงร่วน ไม่อุ้มน้ำ สำหรับปากช่องจึงเหมาะกับการปลูกพืชชนิดนี้ ผลผลิตของสวนในปัจจุบันเมื่อปีก่อน 40,000 กิโลกรัม ส่วนปีนี้กระทบแล้งยาวนานทำให้ผลผลิตเหลือแค่ครึ่งเดียว คือ 20,000 กิโลกรัม

ปัจจุบัน มีแม่ค้าจำนวนประมาณสิบกว่าราย หมุนเวียนกันมารับซื้อที่สวน โดยผู้ซื้อจะต้องเป็นคนสอยเอง เนื่องจากคนงานมีน้อย ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ผลผลิตออกจากสวน วันละ 500-1,000 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ทุกสายพันธุ์ ส่วนพันธุ์บรูนี่จำหน่ายกิโลกรัมละ 300 บาท เพราะเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีรสชาติดี ต้นพันธุ์บรูนี่จำหน่าย ต้นละ 2,000-3,000 บาท และในอนาคตทางสวนจะเปลี่ยนเป็นสายพันธุ์บรูนี่ให้หมดทั้งสวน ปัจจุบันได้ปลูกไว้จำนวนประมาณ 500 ต้นแล้ว คาดว่าจะสามารถเปลี่ยนเป็นบรูนี่ทั้งหมดภายใน 3 ปี

สนใจ อะโวกาโดสายพันธุ์บรูนี่ ติดต่อได้ที่ คุณสำเริง กลั่นกลิ่น และ คุณรุ่งทิวา หล้าชิตร์ เบอร์โทร. 094-965-8625

…………………………

เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...