‘ไพศาล’ ชำแหละความล้มเหลวรัฐบาล ประเทศไทยถังแตก เจ๊งทั้งแผ่นดิน
The Bangkok Insight
อัพเดต 08 พ.ค. 2565 เวลา 05.05 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2565 เวลา 05.05 น. • The Bangkok Insight"ไพศาล" ลั่นประเทศไทยถังแตก จากรัฐราชการล้าหลัง คอร์รัปชั่นโกงกินมหาศาล แจกจนเจ๊งทั้งแผ่นดิน
นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ในนามปากกา สิริอัญญา ไล่เรียงความล้มเหลวของรัฐบาล จนประเทศไทยถังแตก ก่อหนี้สินสูงสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยระบุว่า
ประเทศไทยถังแตกแล้ว
โดย สิริอัญญา
ประเทศไทยประสบกับวิกฤติถังแตก ครั้งร้ายแรงที่สุดช่วงปี 2474 ถึงขนาดไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ต้องปลดข้าราชการจำนวนมาก และต้องลดเงินเดือนข้าราชการลงโดยทั่วไป ทำให้ความขัดแย้งภายในประเทศขึ้นสู่กระแสสูง และในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
วิกฤติดังกล่าวเกิดขึ้นจากวิกฤติทางเศรษฐกิจทั่วโลก และวิกฤตการณ์จากสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งส่งผลกระทบกับประเทศไทยโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ต่างกับบรรดาประเทศยุโรปทั้งหลายที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงครามยูเครนในขณะนี้
บัดนี้วิกฤติทางเศรษฐกิจที่ใหญ่โตที่สุด และร้ายแรงที่สุด กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยและเป็นสถานการณ์เผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้
ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันนี้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ มิหนำซ้ำนอกจากเป็นผู้สร้างปัญหาขึ้นแล้ว ยังซ้ำเติมความหนักหน่วงของปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ระยะเวลา 7-8 ปีมานี้ รัฐราชการได้ขยายตัวครั้งใหญ่ที่สุด จำนวนข้าราชการลูกจ้างของรัฐ และจำนวนเงินที่จ่ายเงินเดือนค่าจ้างและค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด จนรายได้แผ่นดินเติบโตไม่ทัน
ที่สำคัญ ความเติบโตของรัฐราชการนั้น ได้ถ่วงรั้งทำลายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาของประเทศชาติอย่างยับเยิน ด้วยการเติบโตของการคอร์รัปชั่นที่ถึงขั้นโกงบ้านกินเมือง ที่ไม่เคยมียุคใดสมัยใด มีการคอร์รัปชั่นกว้างไกลยิ่งใหญ่เท่ายุคนี้
รัฐราชการที่ล้าหลังและคอร์รัปชั่น ได้ทำร้ายประเทศชาติอย่างร้ายแรงที่สุด โดยเฉพาะได้อาศัยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคบ้า ทำให้การพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ และการดำเนินธุรกิจภายในประเทศพังพินาศย่อยยับจนหมดสิ้น
ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจต้องปิดกิจการ ต้องล้มละลายทั่วทั้งประเทศ เพราะการออกมาตรการผิด ๆ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ดำเนินมาสองปีเศษแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนล้มละลาย ขาดทุน ดังที่เรียกว่าเจ๊งทั้งแผ่นดิน ในขณะนี้ประชาชนก็เต็มไปด้วยหนี้สิน
ขณะเดียวกัน รายได้แผ่นดินก็ไม่พอกับรายจ่าย ต้องกู้เงินกู้แล้วกู้เล่า จนล่าสุดรายได้แผ่นดินจัดเก็บได้เพียงครึ่งเดียวของรายจ่าย และต้องนำเงินคงคลังมาใช้จนเกือบหมดแล้ว ล่าสุดเงินคงคลังคงเหลือเพียง 300,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น
ประเทศไทยเป็นหนี้สาธารณะที่เป็นตัวเลขทางการ 10 ล้านล้านบาท และที่ซุกหนี้ไว้อยู่นอกระบบอีกกว่า 1 ล้านล้านบาท รวมแล้วเกือบ 12 ล้านบาท เกินกว่า 60% ของ GDP ทำให้ไม่สามารถก่อหนี้ได้อีกต่อไป และนับเป็นการก่อหนี้สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ
แม้ขนาดนั้นแล้ว ณ เวลานี้รัฐก็ไม่มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จะกู้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะติดปัญหาเพดานหนี้สาธารณะ และติดด้วยปัญหาทางการเมือง ที่ถ้าหากเสนอกฎหมายสร้างหนี้เมื่อใดก็จะถูกคว่ำเมื่อนั้น
ดังนั้นจึงใช้มาตรการเฉพาะหน้าขายผ้าเอาหน้ารอด ผัดผ่อนหนี้ของภาครัฐ แม้กระทั่งหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายแก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ในการรักษาโคบ้า ก็ค้างจ่ายเป็นจำนวนมาก และกำลังเริ่มการลดจำนวนลูกจ้างภาครัฐลง ซึ่งก่อเค้าให้เห็นแล้วว่า อีกไม่นานนัก อาจกระทบต่อการจ่ายเงินเดือนให้กับข้าราชการ
เพราะเหตุไร้ปัญญาความสามารถในทางเศรษฐกิจ เพราะแม้ถึงขณะนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่ามีใครรับผิดชอบทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคือ นายกรัฐมนตรี นั้นก็รู้ ๆ กันอยู่ว่ามีความรู้ทางเศรษฐกิจแค่ไหน
แค่ให้ประชาชนไปปลูกมะนาว ไปเลี้ยงไก่ ก็เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจของชาติแล้ว
เศรษฐกิจของชาติล่มสลายลงอย่างทั่วด้าน และไม่มีใครคิดอ่านแก้ไขฟื้นฟู จะค้าขายกับต่างประเทศทั่วไปก็ทำไม่ได้ เพราะตั้งตนอยู่ในอาณัติของนักล่าอาณานิคม
ข้าวของแพงก็แก้ไม่ได้ น้ำมันแพงก็แก้ไม่ได้ เพราะเจ้าอาณานิคมไม่ยอมให้ซื้อน้ำมันราคาถูก ๆ มาช่วยเหลือประชาชน
ดังนั้น มาตรการทางเศรษฐกิจจึงมีแต่กู้มาแจก และในที่สุดก็แจกไม่ไหว จากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเบียดเบียนทรัพย์สินของราษฎร ให้มาสมทบจ่ายอีกครึ่งหนึ่งนั้น ไม่เพียงแต่รัฐบาลเจ๊ง ผู้เข้าร่วมโครงการก็เจ๊งด้วย เพราะต้องไปควักกระเป๋าเอาเงินก้นถุง หรือไม่ก็กู้ยืมมาสมทบจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง
เป็นการจ่ายในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์ เพราะเป็นการจ่ายในเชิงฟุ่มเฟือยและเที่ยวเตร่เฮฮา จึงพากันเจ๊งทั้งรัฐและราษฎร
เมื่อกู้มาแจกคนละครึ่งไม่ไหวก็ปรับโครงการเป็นรัฐออกเสี้ยวหนึ่ง ประชาชนออก 3 ใน 4 ซึ่งประชาชนก็จ่ายไม่ไหว
เดชะบุญที่จะกู้มาแจกเสี้ยวหนึ่งนั้นทำไม่ได้แล้ว เพราะถูกจับได้ว่าเป็นการซุกหนี้สาธารณะ จะออกกฎหมายเพิ่มเติมงบประมาณก็ทำไม่ได้ จึงคาราคาซังอยู่จนถึงทุกวันนี้
เพราะความผิดพลาดล้มเหลวเช่นนี้ จึงทำให้หนี้ครัวเรือน หรือหนี้ของประชาชนเพิ่มขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ คือมีจำนวนถึง 14.5 ล้านล้านบาท
และว่ากันว่าจำนวนนี้ยังไม่รวมถึงหนี้ในภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน ที่เป็นหนี้พะรุงพะรัง จนคิดสรตะแล้วมากมายมหาศาลชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ แต่รัฐบาลปัจจุบันนี้คงไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ใครจะมาเป็นรัฐบาลใหม่จะต้องรับภาระอันหนักอึ้ง หากไม่มีสติปัญญาความสามารถแท้จริงแล้วก็บอกได้คำเดียวว่าชาติล่มจม ประชาชนย่อยยับ
ดังนั้น ประชาชนชาวไทยจึงต้องทำความเข้าใจสถานการณ์นี้ให้ดี และต้องไม่อนุญาตให้นักการเมืองเส็งเคร็งขี้ฉ้อตอแหล เข้ามามีอำนาจในบ้านเมืองอีกต่อไป เพราะวิกฤติใหญ่หากแก้ไขไม่ได้คนไทยทั้งชาติก็จะต้องรับชะตากรรมร่วมกัน
อ่านข่าวเพิ่มเติม