โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

[บทความ] หนังจากเกม เทรนด์ใหม่ที่จะมาแรงหรือแค่กระแสชั่วคราว

BT Beartai

อัพเดต 04 พ.ค. 2566 เวลา 01.04 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2566 เวลา 15.55 น.
[บทความ] หนังจากเกม เทรนด์ใหม่ที่จะมาแรงหรือแค่กระแสชั่วคราว

หลังจากความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของหนัง The Super Mario Bros. Movie ที่เดินหน้าทำเงินเกิน 1,000 ล้านเหรียญ ทั่วโลกทำให้กระแสหนังจากวิดีโอเกมกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาพยนตร์จากเกมทำเงิน แต่การทำเงินมากมายขนาดนี้นั้นไม่ธรรมดา

เพราะหากย้อนเวลาไปเกือบ 30 ปีที่มีการสร้างหนังที่อ้างอิงจากเกมมาตลอด แม้ว่าช่วงแรก ๆ ส่วนใหญ่จะล้มเหลวและโดนแฟนเกมสาปส่งแต่ดูเหมือนว่าค่ายหนังจะไม่เข็ด ยังคงดื้อเข็นออกมาให้ชมกันตลอด วันนี้ทีมงาน Beartai ได้รวบรวมเอาความเป็นมาของการดัดแปลงเกมเป็นภาพยนตร์ และทำไมช่วงหลังมันถึงทำเงินแบบถล่มทลายแซงหนังซูเปอร์ฮีโร

เริ่มตั้งไข่ในยุค 90S

จุดกำเนิดหนังจากเกมเรื่องแรกคือ Super Mario Bros. ฉบับที่ฉายในปี 1993 ที่ถือว่าเป็นการดัดแปลงเกมลุงหนวดแบบแทบไม่เหลือความเป็นวิดีโอเกม เพราะมันเปลี่ยนเป็นหนังไซไฟที่ดูแปลกตาและน่ากลัวมากกว่าน่ารักแบบต้นฉบับ อีกทั้งเนื้อเรื่องก็ไม่สนุกไม่แปลกที่มันจะล้มเหลวอย่างหนัก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทำให้ผู้สร้างเข็ด

เพราะในยุค 90S ยังมีการนำเกมมาดัดแปลงอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Double Dragon, Street Fighter ที่ล้มเหลวทั้งคู่ เพราะมันออกมาดูตลกและแปลกเกินแถมยังไม่สนุก แต่แล้วในปี 1995 ก็มีการนำ Mortal Kombat มาสร้างเป็นหนังคนแสดงแถมยังประสบความสำเร็จในระดับที่ทำกำไรให้ผู้สร้างได้ ซึ่งสาเหตุที่มันทำเงินเพราะมันมีความคล้ายกับเกมแม้ว่าจะไม่ได้โหดเท่า แต่หลังจากนั้นก็มีการเข็นภาคต่อออกมาซึ่งก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะความห่วยของบทและทุนสร้างที่ลดลงจนกลายเป็นหนังทุนต่ำ

ยุค 2000S เริ่มเข้าที่เข้าทางแต่ยังต้องพัฒนา

ในยุค 2000S วงการหนังเริ่มคึกคักกับการมาของหนัง Lara Croft: Tomb Raider ภาคที่แสดงโดย แอนเจลีน่า โจลี่ (Angelina Jolie) ที่ประสบความสำเร็จมากทำเงินเกิน 270 ล้านเหรียญ แต่หากมองตัวหนังถือว่ายังทำออกมาได้ไม่ดีนักแม้ว่าจะพยายามจะใส่ความเป็นเกมที่มีความแฟนตาซีเข้ามา แต่ก็ถือว่าผู้สร้างเริ่มเข้าใจแล้วว่าจะดัดแปลงอย่างไรถึงจะได้เงิน

อีกหนึ่งพระเอกที่สามารถดัดแปลงเกมเป็นหนังแล้วทำเงินคือ Paul W. S. Anderson กับการหยิบเอาเกมดังของ Capcom อย่าง Resident Evil ไปสร้างเป็นหนังและมีแนวคิดในการสร้างที่แหวกแนวกว่าชาวบ้าน เพราะ Resident Evil ของเขาจะมีเรื่องราวที่ฉีกออกจากเกมมากเพื่อให้เข้าถึงคนให้มากที่สุดแบบไม่แคร์แฟนเกม แต่ยังเสริมตัวละครจากเกมใส่เข้าไปแม้ว่าจะโดนวิจารณ์ในแง่ลบแต่ Resident Evil ก็ทำเงินมากพอและถูกสร้างออกมามากถึง 6 ภาค

ยุคที่ค่ายเกมและผู้สร้างเกมเข้ามามีส่วนร่วม

หลังจากนั้นภาพยนตร์ที่นำเกมไปเป็นต้นแบบจะถูกสร้างออกมาตลอดหลังจากยุค 2000S ที่ส่วนใหญ่จะล้มเหลว แต่ก็มีบางเรื่องที่จับจุดแฟนเกมได้และทำเงินอย่างไม่น่าเชื่อเช่นหนังจากเกม Warcraft ที่ทำรายได้ไปได้มากกว่า 439 ล้านเพราะถูกใจชาวจีน จนกระทั้งค่ายเกมเริ่มเข้าสู่ตลาดภาพยนตร์ด้วยการเปิดค่ายเองทำให้มันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

เพราะ Sony ได้ก่อตั้ง PlayStation Productions เพื่อนำโลกของเกมเข้าสู่จอภาพยนตร์ และมีผลงานออกมาให้ชมแล้วอย่าง Uncharted หนังล่าสมบัติของหนุ่ม ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) ที่แม้ว่าจะไม่ได้เหมือนกับเวอร์ชันเกมเพราะเป็นการเล่าเรื่องในช่วงวัยหนุ่มของตัวละครหลัก แต่กลับโดนใจแฟนเกมจนทำเงินไปมากกว่า 400 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ค่าย Square Enix ก็มีส่วนร่วมในการสร้าง Tomb Raider ฉบับที่ฉายปี 2018 แม้ว่าหนังล้มเหลวเรื่องรายได้แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนเกมเพราะมันเล่าเรื่องตามเกมต้นฉบับได้ลงตัว

ส่วนซีรีส์ The Last of Us ทางช่อง HBO ที่แม้ไม่ได้สร้างจาก Sony โดยตรงแต่ก็ได้ นีล ดรักแมน (Neil Druckmann) ผู้สร้างเกมต้นฉบับมากำกับและเขียนเรื่องราว ทำให้มันมีฉากจากเกมมาเซอร์วิสแฟน ๆ แต่ยังเสริมด้วยเรื่องราวใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่ช่วยเสริมเนื้อเรื่องให้เข้มข้นกว่าเดิมเข้าไป จนมันกลายเป็นซีรีส์ที่แฟนเกมก็ชอบและต่อให้ไม่เคยเล่นเกมมาก่อนก็ดูสนุกจนทำให้ยอดผู้ชมถล่มทลายทำลายสถิติ

ปิดท้ายกับ The Super Mario Bros. Movie ที่เพิ่งจะทำเงินเกิน 1,000 ล้านเหรียญไป ที่หากไปชมมาแล้วจะพบว่ามันแทบจะเหมือนกับเกม แต่เป็นเวอร์ชันขยายความเพิ่มเรื่องราวที่ไม่เคยได้เล่ามาก่อน และส่วนของเกมก็ใส่มาแบบเต็ม ๆ เพื่อเอาใจแฟนลุงหนวดทั่วโลก แน่นอนว่าเคล็ดลับที่ออกมาโดนใจแฟนเกมเพราะหนังได้ ชิเงรุ มิยาโมโตะ (Shigeru Miyamoto) ผู้ให้กำเนิดลุงหนวดมาเป็นโปรดิวเซอร์ ทำให้มันแตกต่างจากเวอร์ชัน 1993 ที่ในตอนนั้น Nintendo ไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเลย

ทำให้แนวทางการสร้างหนังจากเกมยุคใหม่คือการฟังความเห็นของผู้สร้างเกมโดยการให้มาร่วมงาน และฟังเสียงแฟนเกมว่าชอบอะไร เพื่อนำมาดัดแปลงให้เข้ากับสื่อใหม่แต่ยังเคารพต้นฉบับให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยังเสริมสิ่งใหม่ ๆ เข้าไปเพื่อให้มีอะไรให้ผู้ชมแปลกใจ และเข้ากับสื่อภาพยนตร์ที่มีเวลาการเล่าเรื่องน้อยกว่าในเกม ทำให้เชื่อว่าต่อจากนี้เราอาจจะได้เห็นหนังจากเกมที่สนุกกว่าเดิมหรือไม่แน่ว่าอาจจะออกมายอดเยี่ยมจนได้ชิงรางวัลก็เป็นไปได้

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...