โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

TOG เลนส์สายตาโต ตั้งฐานผลิตเวียดนาม

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 17.53 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 12.00 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น – TOG ตลาดเลนส์สายตาทั่วโลกยังโตต่อเนื่อง ผู้มีปัญหาสายตากว่า 4 พันล้านคน ดันดีมานด์พุ่ง รักษารายได้ปีนี้ทรงตัวจากปีก่อนที่ 3.5 พันล้านบาท เล็งตั้งโรงงานเวียดนามลดภาษีสหรัฐฯ เสริมศักยภาพแข่งขัน โบรกชี้ ราคาหุ้น P/E ต่ำสุดในรอบปี หุ้นมีอัพไซด์ แถมเงินปันผลจูงใจกว่า 6% ราคาเป้าหมายที่ 10.50 บาท

นายธรณ์ ประจักษ์ธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TOG เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดเลนส์สายตาทั่วโลกอยู่ในระดับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดใหญ่ที่สุดคือสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของตลาดทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องราว 7-8% ต่อปีทั้งนี้ หากพิจารณาจากข้อมูลประชากรศาสตร์ พบว่าจากประชากรโลกกว่า 8,000 ล้านคน มีผู้ที่มีปัญหาสายตาสูงถึง 4,000 ล้านคน ในจำนวนนี้ราว 2,500 ล้านคนสามารถเข้าถึงเลนส์สายตาที่ถูกต้องได้แล้ว แต่ยังมีประชากรอีกกว่า 1,000-1,500 ล้านคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการเติบโตของตลาดเลนส์สายตาทั่วโลกในอนาคต

ปัจจุบัน บริษัทมีการส่งออกเลนส์สายตาไปยังกว่า 95% ของยอดขายทั้งหมด ครอบคลุมกว่า 50 ประเทศทั่วโลกใน 6 ทวีป โดยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาประมาณ 20% ซึ่งทำให้บริษัทไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ ได้

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการบริหารเพื่อทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว โดยบริษัทประเมินว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มใช้มาตรการภาษีเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศอย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้มีการประกาศอัตราภาษีแล้ว โดยประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ จะถูกจัดเก็บในอัตราที่ต่ำกว่า สำหรับประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม มีอัตราการจัดเก็บภาษีที่ 20% ขณะที่ประเทศไทยได้รับหนังสือแจ้งอัตราการจัดเก็บภาษีในระดับกว่า 36% อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มสินค้าที่อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งหากประเทศไทยสามารถปรับตัวและเจรจาได้สำเร็จ อัตราการจัดเก็บภาษีอาจลดลง แม้อาจจะไม่ต่ำเท่ากับเวียดนามก็ตาม

โดย บริษัทจึงมีแผนขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ โดยมองว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในการลงทุน เนื่องจากเวียดนามมีอัตราการจัดเก็บภาษีจากสหรัฐฯ ในระดับที่ต่ำกว่าไทย ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่น ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและบริหารพอร์ตรายได้ โดยมองว่าประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกามีศักยภาพในการเติบโตสูง และจะเป็นตลาดสำคัญในการขยายฐานลูกค้าของบริษัทในอนาคต ซึ่งส่วนนี้จะแผนระยะถัดไป

ดังนั้น ในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะรักษาระดับรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3,516.50 ล้านบาท โดยในไตรมาส 1/2568 บริษัทมีรายได้แล้วกว่า 901.47 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมองว่าสถานการณ์ภาษีในสหรัฐฯ เป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น และเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการได้ พร้อมคาดว่าการเติบโตของรายได้จะกลับมาอยู่ในระดับปกติราว 5-8% ต่อปีสำหรับระยะยาว บริษัทมองว่าการมีฐานการผลิตในต่างประเทศเพิ่มเติมจะช่วยเสริมความมั่นคงและเพิ่มศักยภาพการเติบโต จากโอกาสในตลาดโลกที่ยังมีอยู่มาก

นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัท ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองอุตสาหกรรมเลนส์สายตาในประเทศไทย ภาพของการแข่งขันไม่รุนแรง เนื่องด้วยเป็นลักษณะการช่วยเหลือกันและกัน เช่น ใครเก่งผลิตเลนส์รูปแบบไหนก็ผลิตอันนั้น แต่หากมองในระดับโลก คาดว่าการแข่งขันที่ปัจจุบันมี เพียงประเทศจีน กับไทย ที่มีฐานการผลิตเลนส์ใหญ่ๆ ก็อาจจะมีเวียดนามเข้ามาแข่งขันเพิ่มด้วย หลังจากที่เวียดนามโดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 20% ซึ่งไทยอาจจะต้องย้ายฐานการผลิตไปที่เวียดนาม เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

ด้านตัวเลขทางการเงินของ TOG ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20% และอัตรากำไรสุทธิที่ 10% ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี เนื่องด้วยบริษัทมีกำลังการผลิตประมาณ 50% มาจากเลนส์ RX ที่มีมาร์จิ้นอยู่ราว 30% ขณะที่มาร์จิ้นของเลนส์ทั่วไป อยู่ประมาณไม่เกิน 20%

ทั้งนี้ได้คาดการณ์ผลการดำเนินงานของ TOG ในปี 25568 จะมีรายได้เติบโตราว 6% จากปีก่อน และปี 2569 คาดโตราว 9% โดยอยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายรายได้และกำไรใหม่ เนื่องจากประมาณการณ์ดังกล่าวยังไม่รวมผลกระทบจากเรื่องของภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งต้องไปดูในเรื่องของการผลักภาระภาษีเป็นอย่างไร หากไทยโดนเรียกเก็บภาษีที่ 36% แล้วมีการแบ่งภาระภาษีกันคนละครึ่ง เบื้องต้นคาดว่าจะกระทบต่อกำไรราว 3-4% นอกจากนี้ยังต้องดูในเรื่องของยอดขายจะปรับลดลงหรือไม่ ตลอดจนภาพการแข่งขันด้วย

อย่างไรก็ตามมองผลกระทบจากเรื่องของภาษีสหรัฐ คาดมีน้อยกว่า ผลกระทบที่เกิดจากยอดขายจะเพิ่มหรือลดลง หาก TOG สามารถแข่งขันได้ ยอดขายไม่ลด ผลกระทบจากภาษีคาดจะจำกัด หรือกระทบไม่เกิน 20 ล้านบาท หากเทียบกับกำไรที่ระดับ 400 ล้านบาท

“ในปี 2566-2567 เราเริ่มเห็นพัฒนาการในด้านรายได้ และกำไรของ TOG รวมถึงราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปกว่า 10 บาท โดยจากการศึกษาตัวเลขทางการเงินต่างๆ ถือว่าสอบผ่าน แต่จะมีปัญหาในช่วงปีที่ผ่านมา จากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ที่กระทบต่อราคาหุ้น และผลประกอบการ อย่างไตรมาส 1/2568 ที่ปรับตัวลงมาเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้ว เรายังเชื่อว่า ผลประกอบการยังดี” นายมงคล กล่าว

ด้านราคาหุ้น TOG มีการปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยมีราคาหุ้นซื้อขายที่ P/E ค่อนข้างต่ำ คือ 8 เท่า หรือแทบจะต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับอดีต ทำให้มองว่าราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ในโซนที่ไม่แพง หรือที่ประมาณ 7 บาท/หุ้น ยังมีอัพไซด์ จากราคาเป้าหมายที่ 10.50 บาท หากตลาดดี หรือสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น ราคาหุ้นก็น่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นมาได้ นอกจากนี้ผลตอบแทนด้านเงินปันผล ก็ค่อนข้างดีที่ 0.50-0.60 บาท/ปี หรือ Yield ประมาณ 6%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...