เตียงที่รอ กับคนที่ไม่อาจรอ ความเหลื่อมล้ำเชิงสุขภาพในประเทศที่เรากำลังรักษาอยู่
ค่ำคืนหนึ่งกลางฤดูฝน เด็กหนุ่มประสบอุบัติเหตุจากการขี่มอเตอร์ไซค์ล้มเพราะถนนลื่น เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลรัฐประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นมีคนไข้ฉุกเฉินรอเตียงอยู่แล้วกว่า 14 ราย ในขณะที่เตียงว่างเหลือเพียง 3 เตียง หมอเวรประจำแผนกศัลยกรรมคนเดียวกำลังผ่าตัดอยู่ห้องข้าง ๆ เขาจึงต้องรอ รอด้วยความเจ็บ รอด้วยคำถามในใจว่า “ถ้าเกิดผมเป็นลูกเจ้าของบริษัท ผมจะยังต้องรออยู่ไหม?”
แต่ในอีกมุมหนึ่งของเมืองหลวง ที่โรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียม แผนกฉุกเฉินไม่ลังเลที่จะโทรเรียกหมอศัลยกรรมพลาสติกตอนตีสองเพื่อมาเย็บแผลขนาดเพียงหนึ่งนิ้วอย่างประณีตชนิดที่มั่นใจได้เลยว่าจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นในห้องแอร์ปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ พร้อมยาฆ่าเชื้อเกรดดีที่สุดและ follow-up plan แบบรายสัปดาห์ ไม่มีคิวรอ ไม่มีเสียงแอมบูแลนซ์ให้ปวดหัว มีเพียงเสียงเบา ๆ ของดนตรีคลาสสิกที่เปิดกล่อมข้างหู
เราอาจจะยังไม่กล้าพูดเต็มปากว่าระบบสุขภาพไทยเป็นธรรม แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธว่า “เรากำลังพยายามไปให้ถึงความเป็นธรรม”
เพราะความไม่เท่าทัน ไม่ใช่ความไม่ตั้งใจ
ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในประเทศไทยไม่ได้เกิดจากความเฉยเมย แต่เกิดจากระบบที่เติบโตภายใต้ความฝันที่ขัดแย้งกันระหว่าง “การครอบคลุมทั่วถึง” กับ “ความเร็วทันใจ” คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงกับการได้ใช้ทันเวลา กลับกลายเป็นคนละเรื่อง
ระบบสาธารณสุขไทยไม่เคยหยุดพัฒนา กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในหลายทิศทาง โดยเฉพาะในช่วงไม่กีเดือนที่ผ่านมา การรณรงค์ด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขชุดปัจจุบัน ได้เปลี่ยนจากการให้ความรู้เชิงรณรงค์ เป็นการลงมือปฏิบัติจริง
ทั้งการจัดตั้งศูนย์สุขภาพชุมชนที่คัดกรองความเสี่ยง การบูรณาการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการทำแคมเปญ “ลดหวาน มัน เค็ม” ที่ไม่ได้หวังให้คนไทยผอมลงในเชิงสถิติ แต่ต้องการให้คนไทย “ไม่ต้องเจ็บก่อนจะได้รักษา”
และในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงฯ ก็เริ่มกระจายทรัพยากรบุคลากรทางการแพทย์สู่ชนบทมากขึ้น ผ่านระบบ Matching ใหม่ที่ผูกกับแผนพัฒนาอำเภอสุขภาพดี และกำลังศึกษารูปแบบ Hybrid ระบบสุขภาพ ที่ให้โรงพยาบาลเอกชนเข้ามารับช่วงบริการในกรณีที่ภาครัฐมีทรัพยากรไม่เพียงพอ โดยยังยึดหลักความเป็นธรรมและภาระงบประมาณที่เหมาะสม
โครงสร้างที่เป็นมิตรกับทุน แต่ไม่ควรลืมคน
นักทฤษฎีอย่าง Nancy Fraser เคยเสนอว่า ความยุติธรรมทางสังคมต้องอาศัยทั้ง “Redistribution” (การกระจายทรัพยากร) และ “Recognition” (การรับรู้ความแตกต่าง) ในขณะที่ทุนสามารถสร้างทางลัดให้สุขภาพ กลไกของรัฐจำเป็นต้องสร้างทางหลักให้มั่นคง ไม่ใช่ปล่อยให้คนที่ไม่มีเงินต้องเดินบนสะพานไม้ผุ ๆ แห่งความหวัง
แน่นอนว่าเรายังมีปัญหาการรอนาน เตียงไม่พอ ยาขาดสต็อกในบางพื้นที่ แต่สิ่งที่ควรชื่นชมคือ ระบบได้พยายาม “รู้ตัว” และ “ยอมรับความบกพร่อง” อย่างเป็นทางการมากขึ้น โครงการ Feedback from Patient, ระบบติดตามประสิทธิภาพการรักษาผ่าน HDC และการเปิดเผยข้อมูลคิวรอในโรงพยาบาลรัฐผ่านเว็บไซต์กลาง ล้วนเป็นก้าวสำคัญของความโปร่งใส
ความเท่าเทียมที่ไม่เหมือนกัน แต่ต้องเป็นธรรม
ไม่มีระบบใดในโลกที่ทำให้คนทุกคนได้รับบริการแบบเดียวกันในเวลาเดียวกัน แต่ระบบที่ดีต้องมีมาตรการชดเชย และยอมรับว่า “คนบางกลุ่มอาจต้องได้มากกว่า เพื่อให้สุดท้ายเรายืนในระดับเดียวกัน” โรงพยาบาลที่มีศัลยแพทย์ประจำ 24 ชั่วโมงไม่ใช่ปัญหา หากโรงพยาบาลรัฐสามารถส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินโดยไม่ติดขั้นตอนงบประมาณ หรือคำว่า “สิทธิไม่ครอบคลุม”
นโยบายการเพิ่มรถพยาบาลฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล การเชื่อมโยงระบบ Refer กับโรงพยาบาลเอกชนที่พร้อมให้บริการ และการออกแบบงบฉุกเฉินที่ให้แพทย์ตัดสินใจได้หน้างาน โดยไม่ต้องรออนุมัติจากสำนักงานใหญ่ ล้วนเป็นสิ่งที่เรากำลังทดลอง และต้องการแรงสนับสนุนจากสังคมเพื่อผลักดันให้สำเร็จ
แล้วเราจะรักษาระบบสุขภาพอย่างไร…ในวันที่เรายังต้องรักษาผู้คน?
คำถามไม่ใช่ว่าเราควรมีโรงพยาบาลเอกชนหรือไม่ แต่ควรอยู่ในระบบสุขภาพเดียวกันได้หรือไม่ คำถามไม่ใช่ว่า ทำไมคนจนต้องรอ แต่คือ เราจะทำให้ “การรอ” นั้นไม่เป็นเครื่องบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร
หากเราต้องการให้สุขภาพเป็นสิทธิ ไม่ใช่สิ่งของที่แลกด้วยเงิน เราอาจต้องเลิกถามว่า “หมออยู่ไหน?” แล้วหันไปถามว่า “ระบบให้หมออยู่ตรงไหน?”
เพราะสุดท้าย ระบบที่ดี ไม่ใช่ระบบที่รักษาโรคได้ไวที่สุด แต่คือระบบที่ไม่ปล่อยให้ใครป่วยแล้วรู้สึกว่าเขาไม่มีค่าเพียงพอจะถูกรักษา
และเรากำลังเดินไปในทางนั้นหรือไม่?
อาจไม่เร็วพอสำหรับทุกคน แต่หากมีคนพาย เรือก็จะไม่ลอยคออยู่กับที่
เราจะเป็นคนพาย หรือจะรออยู่ที่ฝั่ง… ให้ใครอื่นรักษาเรา?
ดร.ณพรรษธ์สรฌ์ เสมสันต์
นักวิชาการอิสระ
#TheStructure
#TheStructureEssay
#สาธารณสุข #ความเหลื่อมล้ำ