สำรวจ 4 หุ้น SET50 พื้นฐานแน่นปั๊ก! ESG Rating เกิน A -ยีลด์ทะลุ 5%
ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญกับความผันผวน ท่ามกลางภาวะไร้ปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศ ทำให้การลงทุนในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ดี หนึ่งในธีมที่น่าจับตาคือ หุ้นในกลุ่ม SET50 ที่มี ESG Rating ระดับ A ขึ้นไป และให้ Dividend Yield สูงกว่า 5% ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวน แต่ยังมีโอกาส Outperform ได้จากพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในระยะกลางถึงยาว
โดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด มอง SET มีโอกาสแกว่งลงเพื่อรอปัจจัยใหม่ และการเจรจาภาษีสหรัฐฯ อาจมีผลกระทบต่อแนวโน้มงบครึ่งหลังปี 2568 ขณะที่การเมืองเกิดความไม่แน่นอนอีกครั้งในช่วงก่อนพิจารณางบฯ ปี 2569 กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”
ซึ่งหนึ่งในธีมที่แนะนำ คือ หุ้น SET50 ที่มี SET ESG Rating A ขึ้นไป คาดให้ Dividend Yield 5 % ขึ้นไป และบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะนํา “Outperform” ได้แก่ PTT, KTB, BBL, HMPRO
เริ่มที่คำแนะนำ “Outperform” บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ด้วยราคาเป้าหมาย 41.00 บาท โดยกําไรสุทธิไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 2.33 หมื่นลบ. ลดลง 19.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นถึง 150% จากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อกําไรไตรมาส 2/68 แต่โมเดลธุรกิจแบบครบวงจรของ PTT จะช่วยปกป้องกําไรจากความผันผวนของราคาน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง โดย PTT มี SET ESG Rating ที่ระดับ AAA และมี Dividend Yield ปี 2568 อยู่ที่ 6.7%
เช่นเดียวกับคำแนะนำ “Outperform” ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ด้วยราคาเป้าหมาย 25.00 บาท โดย KTB ถือเป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก 1) ประเมินว่า KTB มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ตmากว่าธนาคารอื่น ๆ เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกโดยตรงไปสหรัฐฯ น้อยที่สุดในบรรดาธนาคาร ขนาดใหญ่
2) KTB มี LLR coverage สูงเป็นอันดับสองในกลุ่มธนาคารที่ 182% และ 3) KTB มี valuation ถูกที่ PBV 0.6 เท่า และ PE 6.8 เท่า และ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจที่ 7.7% สําหรับปี 2568 ทั้งนี้ KTB มี SET ESG Rating ที่ระดับ AAA
อีกทั้งแนะนำ “Outperform” ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ด้วยราคาเป้าหมาย 167.00 บาท เนื่องจาก Valuation ถูกที่สุดในกลุ่มธนาคาร BBL โดยคาดว่า 1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากสงครามการค้าจะสามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากธนาคารมีฐานลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ที่แข็งแกร่ง และ LLR coverage สูงที่สุด
2.NIM จะหดตัวน้อยลงในช่วงที่เหลือของปี 2568 3. ยังคงมีการเติบโตของสินเชื่อในปี 2568 (เป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีการเติบโตของสินเชื่อ) 4. ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานลงได้อีกเพื่อรักษาผลกําไร 5. มีโอกาสได้กําไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนมากขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง และ 6. รักษาระดับการจ่ายเงินปันผล อย่างไรก็ดี BBL มี SET ESG Rating ที่ระดับ AAA และมี Dividend Yield ปี 2568 อยู่ที่ 6.25%
นอกจากนี้ยังแนะนำ “Outperform” บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ด้วยราคาเป้าหมาย 10.00 บาท โดยในเดือนเม.ย. เชื่อว่า SSS ที่ร้านโฮมโปรจะชะลอตัวลงจากไตรมาส 1/68 ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (เทียบกับ -3.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาส 1/68) หลัก ๆ ได้รับผลกระทบจาก Sentiment ที่อ่อนแอและอากาศที่เอื้ออํานวยน้อยลง เช่นเดียวกับบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มพาณิชย์
ทั้งนี้ เมื่อมองต่อไปข้างหน้า คาดว่า SSS จะหดตัวลง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในอัตราที่น้อยลง ด้วยฐานสภาพอากาศที่เป็นปกติและความต้องการปรับปรุง/ซ่อมแซมที่มากขึ้น HMPRO ยังคงเป้าหมายปี 2568 ในการเร่งขยายสาขาไว้เช่นเดิมท่ามกลางมาร์จิ้นในระดับทรงตัว โครงการซื้อหุ้นคืน (ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ถึง 30 ก.ย.) จะช่วยจํากัด Downside ของราคาหุ้น HMPRO โดยบริษัทซื้อหุ้นคืนไปแล้วเพียง 2% ของเป้าที่วางไว้ทั้งหมดที่ราคาเฉลี่ย 8.15 บาท/หุ้น อย่างไรก็ตาม โดย HMPRO มี SET ESG Rating ที่ระดับ AA และมี Dividend Yield ปี 2568 อยู่ที่ 5.4%