AIS ย้ำ ภารกิจอุ่นใจ ตัดสายโจร มุ่งสู่ “ปีแห่งความปลอดภัยไซเบอร์”
AIS ยกข้อมูลจากศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 มีนาคม 2565 – 30 พฤศจิกายน 2567 ที่มีข้อมูลน่าเศร้าว่า ภัยร้ายจากโลกไซเบอร์ มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 7 หมื่นล้านบาท ในช่วงเวลาราวๆ 2 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยแล้วคนไทยโดนหลอกลวงจากคดีออนไลน์ สร้างเสียหายสูงถึง 77 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งข้อมูลนี้ สอดคล้องกับผลการศึกษาของ ดัชนีชี้วัดสุขภาวะทางดิจิทัลของคนไทย Thailand Cyber Wellness Index 2024 ที่พบว่า คนไทยกว่า 61.57% ยังขาดทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะในช่วยวัยเด็กและเยาวชน ช่วงอายุ 10-15 ปี และกลุ่มผู้สูงอายุ อายุ 60 ปี ขึ้นไป มีความเสี่ยงมากที่สุด ต่อความปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้งยังพบพฤติกรรมเสี่ยง ที่ประชาชนยังขาดความเข้าใจ ทำให้มีโอกาสตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ อาทิ ยังไม่รู้จัก และเข้าใจ Ransomware, ยังเข้าเว็บไซต์ http โดยไม่รู้ว่าเป็นการเข้าใช้งานเว็ปไซต์ที่ไม่ปลอดภัย, ใช้มือถือบนเครือข่ายที่ไม่มีความปลอดภัย เช่น การใช้ WiFi สาธารณะ ในการทำธุรกรรมทางการเงิน, ตั้ง วันเดือนปี เกิด เป็นรหัสผ่าน และไม่ลบไฟล์สำคัญจากถังขยะ
นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า การทำงานของ AIS ที่มุ่งเสริมสร้างทักษะและความปลอดภัยทุกการใช้งานให้กับลูกค้าและคนไทยผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในหลากหลายภาคส่วน ทำให้เห็นถึงรูปแบบการหลอกลวง พัฒนาการกลโกงต่างๆ ของมิจฉาชีพ อันจะนำไปสู่การต่อยอดหาวิธีป้องกัน และรับมืออย่างตรงจุดเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืนสังคมต่อไป
ปัญหา SMS หลอกลวง ที่เกิดจากกลุ่มมิจฉาชีพใช้เครือข่ายปลอม ด้วยอุปกรณ์ผิดกฎหมาย ส่งไปยังมือถือประชาชน เรียกกระบวนการนี้ว่า False Base Station (FBS) หรือ Fake Base Station โดยใช้ชื่อผู้ส่ง (Sender name) ปลอมแปลงในนามขององค์กรต่างๆ อาทิ ธนาคาร, บริการประเภทต่างๆ หรือ ผู้ให้บริการมือถือ เพื่อหลอกให้ประชาชนที่ได้รับข้อความหลงเชื่อว่าเป็น SMS จากหน่วยงานนั้นๆจริง และล่อลวงให้กดลิงก์, แอดไลน์ หรือ รูปแบบอื่นๆ จนก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือแม้แต่การส่ง SMS หลอกลวงจากมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อผู้ส่งหลากหลายรูปแบบ ทั้งเป็นเบอร์มือถือ หรือ ชื่อต่างๆ ในลักษณะของการกระตุ้นให้คลิก เช่น คะแนนสะสมกำลังหมดอายุ เพื่อให้ลูกค้าหลงเชื่อ โดยมิจฉาชีพจะมีลิงก์ไปยังเว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกให้กดเข้าไปกรอกข้อมูลสำคัญอันอาจนำสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สิน ความเสียหายอื่นๆ หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล
การหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย มิจฉาชีพพัฒนารูปแบบการหลอกที่หลากหลาย เช่น ใช้แอคเคาท์ปลอมแอบอ้างเป็นแอดมินเพจเฟสบุ๊ค Official ของบริการต่างๆ มาหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการเข้าไปโต้ตอบคอมเมนท์ในช่องแสดงความคิดเห็น จากนั้นหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ทั้งเบอร์โทรศัพท์, หมายเลขสมาชิกอินเทอร์เน็ตบ้าน หรือ รายละเอียดทางการเงิน, หลอกเชิญชวนลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการแอบอ้างนำโลโก้ หรือ ภาพผู้บริหารขององค์กรต่างๆไปชักชวนการลงทุน ก่อนจะหลอกให้เข้า LINE Open Chat เพื่อให้ตามจับไม่ได้, ปลอมบัญชี LINE Official Account ขององค์กรต่างๆ แล้วหลอกลวงประชาชนให้ชำระค่าบริการ หรือ โอนซื้อ/ขาย สินค้าที่ไม่มีอยู่จริง
การโทรแอบอ้าง หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพกลุ่มนี้จะแอบอ้างเป็นพนักงานองค์กรต่างๆ โทรผ่าน SIM Box หลอกลวงผู้ใช้งาน โดยแสดงเป็นทั้งเบอร์มือถือ 0XX-XXXXXXX หรือ เบอร์ 02-XXXXXXX หรือ VoiP เบอร์ที่มีเลขมากกว่า 10 หลัก แล้วแจ้งว่า มีข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า อาทิ ชื่อ ที่อยู่ บัตรประชาชน ไปเปิดเบอร์และดำเนินการผิดกฎหมาย จากนั้นมิจฉาชีพจะหลอกว่า ต้องโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลของลูกค้า เป็นต้น ซึ่งถือเป็นจุดที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อลูกค้าทั้งในแง่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และ สูญเสียทรัพย์สิน
การส่งจดหมายอีเมล์ หรือ เอกสารแอบอ้างองค์กรและผู้บริหาร ปลอมแปลงเอกสารบริษัทต่างๆ พร้อมมีการลงนามโดยผู้บริหารสูงสุด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วแจ้งไปยังประชาชนว่า มีเบาะแสการกระผิดกฎหมาย จากนั้นจะหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคล หรือ หลอกให้โอนเงิน
นางสายชล อธิบายว่า จากข้อมูลและผลการศึกษาที่ AIS ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราต้องยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของการทำงานเพื่อยกระดับสู่การเป็นปีแห่งความปลอดภัยไซเบอร์ โดยยังคงมุ่งเน้นทั้ง การให้ความรู้ การป้องกัน และแก้ไข ภายใต้การสนับสนุนการทำงานของฝ่ายความมั่นคงและภาครัฐอย่างเต็มกำลัง
การให้ความรู้ การพัฒนาหลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ ที่ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย สามารถเรียนรู้ทักษะดิจิทัลได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย, การสร้างดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index เพื่อให้เห็นถึงระดับทักษะการรับรู้และความเข้าใจการใช้งานดิจิทัลในด้านต่างๆ และล่าสุดกับพัฒนา “Digital Health Check” เครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้คนไทยสามารถวิเคราะห์และประเมินทักษะด้านดิจิทัลของตนเอง พร้อมทั้งแนะนำช่องทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ในการป้องกันภัยไซเบอร์ให้แก่ลูกค้าและคนไทย
การป้องกัน พัฒนาเครื่องมือด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ลูกค้าและประชาชนปกป้องการใช้งาน บริการ AIS Secure Net ที่จะช่วยป้องกันมือถือ แท็บเล็ต และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของลูกค้า AIS ให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ คือ ไวรัส มัลแวร์ ลิงค์ปลอม และเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ และบริการ Family Link แอปพลิเคชั่นที่ให้คุณดูแลการใช้อินเทอร์เน็ตของบุตรหลานได้ใกล้ชิด
การแก้ไข ด้วย AIS Spam Report Center ที่สามารถรับแจ้งเบอร์โทร หรือ SMS ที่คาดว่าเป็นมิจฉาชีพด้วยสายด่วน 1185 และ บริการแจ้งอุ่นใจ ตัดสายโจร *1185# ที่ลูกค้าสามารถแจ้งรายงานเบอร์ที่รับสายล่าสุด โดยต้องเสียเวลาโทรแจ้งจากนั้นภายใน 72 ชั่วโมง หากพบว่า ที่มา รายละเอียดการจดแจ้ง การลงทะเบียน รูปแบบการโทรของเบอร์เหล่านั้นมีความผิดปกติ AIS จะทำการส่งต่อข้อมูลไปยัง กสทช. และ ตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อขออำนาจในการบล็อกเบอร์โทรมิจฉาชีพและแจ้งกลับลูกค้า พร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการทางกฎหมายในการติดตามจับกุม เอาผิดกับกลุ่มมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด
สนใจตรวจเช็กสุขภาวะทางดิจิทัลของตัวเอง ได้ที่ https://digitalhealthcheck.ais.th
“เราเชื่อว่า การมีความรู้เท่าทัน และทักษะดิจิทัล คือแนวทางที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถรับมือกับภัยไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ AIS พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนสร้างความตระหนักรู้ เสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อยกระดับให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยไซเบอร์ จนไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางบวกให้กับสังคมดิจิทัลของไทย” นางสายชล กล่าวทิ้งท้าย